“สามารถ” ถอดเกมสภาฯ จี้รัฐบาลเลิกตั้งรับ ชู 4 คำถามรุก กกต. ปม “Spectre C-เงินบริจาคโยง Forex”
วันที่ 17 ก.ย.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า ถอดเกมสภาฯ รายงาน กกต. จบไปแล้ว …แต่ถ้าวันนี้ผมเป็น "กุนซือ" ให้รัฐบาล ผมจะไม่ปล่อยให้ฝ่ายเราตั้งรับ… จะสั่งให้ชัก "ดาบกฎหมาย" สวนกลับด้วย 4 คำถามนี้
วันนี้ผมติดตามการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงานผลการปฏิบัติงานของ กกต. จนจบ ซึ่งก็เป็นไปตามที่ผมเคยแสดงวิสัยทัศน์และเสนอแนะไว้ครับว่า ถ้ารัฐบาลฟังผม ต้องกล้าเอาเรื่องนี้เข้าสภา ให้อภิปรายให้จบ อย่าปิด อย่าหนี วันนี้มันเข้าสู่สภาจริงๆ ถือว่าขอบคุณที่รับฟัง และรัฐบาลเดินเกมก้าวแรกมาถูกทางแล้วครับ! ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมการทำหน้าที่ของประธานสภา ท่านโสภณ (โสภณ ซารัมย์) ที่คุมเกมได้อย่างเด็ดขาด บางประเด็นท่านประท้วงและวินิจฉัยด้วยตัวเองเลยว่า การที่ คุณพริษฐ์ พยายามขยายประเด็นมาโจมตี คุณอนุทิน และพรรคภูมิใจไทยเรื่องการฮั้ว สว. นั้น "ทำไม่ได้" เพราะผิดวาระ นี่คือพิจารณารายงาน กกต. ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี จะมาเนียนกล่าวหาพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้ วันนี้เราเห็นฝ่ายค้านดาหน้ากันมาหลายคน ไม่ว่าจะเป็น คุณพริษฐ์, คุณลิซ่า, คุณผึ้ง, คุณชยพล รวมไปถึงพรรคสีฟ้าอย่าง คุณอภิสิทธิ์ ก็ขึ้นมาถล่มร่วมด้วย ในฝั่งรัฐบาล ต้องชื่นชม ท่านศุภชัย ใจสมุทร ที่ลุกขึ้นท้วงถาม กกต. ในประเด็นเรื่อง ส.ว. 4 ส้ม ได้อย่างตรงจุด แต่ปัญหาคือฝ่ายค้านมากันเป็นสิบคน ท่านศุภชัยมีปากเดียวรับมือไม่ทันหรอกครับ พรรครัฐบาลจำเป็นต้องสร้างทีมงาน หรือสร้าง "ร่างทรง" ขุนพลทางข้อมูลขึ้นมาช่วยแบ่งเบาภาระให้มากกว่านี้ แต่สิ่งที่ผมเสียดายในเกมสภาวันนี้คือ ฝ่ายรัฐบาลและองครักษ์กลับใช้พลังไปกับการประท้วง ป้องกัน และตั้งรับด้วยข้อบังคับที่ 9 และ 69 เสียส่วนใหญ่ วาระนี้มันจบไปแล้ว… แต่ถ้าวันนี้ผมได้เป็น "กุนซือ" หรือเป็นมันสมองให้รัฐบาล ผมจะไม่มีวันปล่อยให้ฝ่ายเราเล่นบทตั้งรับฝ่ายเดียวเด็ดขาด ผมจะบอกองครักษ์รัฐบาลว่า ในเมื่อบุคคลที่มาชี้แจงต่อสภาคือ กกต. ถ้าฝ่ายค้านมีสิทธิถาม กกต.เรื่อง ส.ว. รัฐบาลก็มีสิทธิถาม กกต.ถึงคำร้องของพรรคอื่นเช่นเดียวกัน! ผมจะให้ลูกทีมลุกขึ้นแล้วเอาเรื่องที่มีการร้องจริงมาถาม กกต. กลางสภาว่า “ถึงไหนแล้ว?” นี่คือ 4 คำถามรุกฆาตที่ผมจะให้รัฐบาลใช้ทวงถาม กกต. คำถามที่ 1 — Spectre C ถึงไหนแล้ว? กรณีที่มีผู้ยื่นเรื่องให้ กกต.ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทเอกชนกับพรรคประชาชน กกต.ตรวจสอบถึงไหนแล้ว? เรียกใครมาให้ถ้อยคำแล้ว? ถ้าไม่ผิดก็ต้องให้ความเป็นธรรม แต่ถ้ายังตรวจอยู่ ก็ต้องบอกประชาชน คำถามที่ 2 — Laser ID และการสมัครสมาชิกพรรคออนไลน์ เมื่อมีการร้องต่อ กกต.แล้ว ถามได้เลยว่าข้อเท็จจริงที่ กกต.ตรวจพบคืออะไร? ระบบดำเนินการโดยใคร? ข้อมูลสมาชิกถูกจัดการอย่างไร? และมีประเด็นต้องดำเนินการต่อหรือไม่? คำถามที่ 3 — เรื่องผู้ช่วย ส.ส. และเส้นทางเงิน ข้อสงสัยเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้ช่วย ส.ส. หรือการจ่ายค่าตอบแทน อย่าเพิ่งตัดสินว่าใครผิด ถาม กกต.ตรงๆ ว่า “ตรวจหรือยัง?” ถ้าไม่มีมูลก็ยุติเรื่อง ถ้ามีประเด็นต้องสอบต่อก็ดำเนินการตามกฎหมาย คำถามที่ 4 — (เรื่องนี้สำคัญที่สุด) เงินบริจาคที่ถูกโยงกับกรณีนายภาวุธและ Forex ฝ่ายรัฐบาลควรถามให้ลึกกว่าการพูดชื่อคดีแล้วจบ เพราะมีผู้ยื่นคำร้องต่อ กกต. ตรวจสอบเงินบริจาคพรรคประชาชน โยงกับนายภาวุธ ซึ่งมีชื่ออยู่ในการตรวจสอบของ DSI เกี่ยวกับเครือข่าย Forex การถูกกล่าวหา ไม่เท่ากับเป็นผู้กระทำความผิดก็จริง แต่มันมีประเด็นตาม พ.ร.ป. พรรคการเมือง มาตรา 72 ห้ามพรรครับเงิน โดย “รู้หรือควรจะรู้” ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอาจไปถึง มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ยุบพรรคได้ ดังนั้น ถ้าผมเป็นกุนซือ ผมจะให้รัฐบาลตั้งคำถามว่า เงินบริจาคมีจำนวนเท่าไร บริจาคเมื่อใด? กกต.ตรวจสอบแหล่งที่มาหรือยัง? โยงกับเงินที่ DSI ตรวจสอบหรือไม่? มีหน่วยงานใดวินิจฉัยแล้วหรือยัง? (สำคัญที่สุด) ในวันที่รับเงิน มีข้อเท็จจริงอะไรที่ทำให้พรรค “รู้หรือควรรู้” หรือ “มีเหตุอันควรสงสัย” ถึงแหล่งที่มาของเงินหรือไม่? นี่คือเหตุผลที่ผมจะพูดย้ำเสมอว่า "อย่าด่ากลับ — แต่จงถามกลับด้วยกฎหมาย" กกต.เคยพิจารณากรณีเงินบริจาคของพรรคอื่นมาแล้ว วันนี้สิ่งที่ต้องถามคือ “กกต.จะใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกพรรคหรือไม่?” ไม่ว่าสีน้ำเงิน สีส้ม สีแดง หรือสีใด น่าเสียดายครับที่วันนี้รัฐบาลมี “โล่” เยอะ แต่ใช้ “ดาบ” น้อยไป ถ้าทั้งเกมคุณถือแต่โล่ ฝ่ายค้านจะเป็นคนกำหนดสนาม และทิศทางสังคม ถ้าเล่นอย่างนี้ ต่อให้ประท้วงสำเร็จทุกครั้ง คุณก็ยังอยู่ในสนามที่เขาเป็นคนเลือก นอกจากขุนพลในสภาแล้ว อีกเรื่องที่ผมต้องขอตั้งข้อสังเกตคือบทบาทของ หมอเอก ในฐานะโฆษกรัฐบาล ที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นออกมาชี้แจงประเด็นเรื่องเหล่านี้ให้สังคมได้เข้าใจอย่างทันท่วงที จำไว้เลยนะครับว่า "การเมืองคือเรื่องของความเชื่อและศรัทธา" ถ้าคุณพูดช้า ชี้แจงช้า… เสร็จเขาครับ เพราะถ้าปล่อยให้ชาวบ้านปักใจเชื่อข้อมูลของฝั่งตรงข้ามไปแล้ว การที่คุณจะมาตามแก้ต่างเปลี่ยนความเชื่อชาวบ้านทีหลัง มันลำบากมาก ผมมองการเมืองเป็น “กระดาน” คนวางยุทธศาสตร์ที่ดีต้องคิดล่วงหน้าว่ารับหมัดแล้วจะเปลี่ยนเกมอย่างไร สิ่งที่รัฐบาลต้องสร้างไม่ใช่เพียง “องครักษ์” แต่ต้องสร้าง “ขุนพลทางข้อมูล” แม้วันนี้ผมจะไม่ได้เป็นกุนซือให้รัฐบาล และวาระในสภาวันนี้ได้จบลงไปแล้ว แต่ผมขอถอดบทเรียนนี้ฝากไว้ให้คนทำงานการเมืองได้เห็นภาพว่า การเมืองระดับยุทธศาสตร์ เขาเล่นกันแบบไหน