โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิเคราะห์แนวโน้มตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดตลาด 17/08/69

สยามรัฐ

อัพเดต 15 ส.ค. เวลา 23.52 น. • เผยแพร่ 15 ส.ค. เวลา 23.30 น.

ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้ม แกว่งตัวผันผวนและเปิดตลาดในโทนระมัดระวัง ในวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 หลังดัชนีหลักทั้ง 3 แห่งปรับตัวลงในวันศุกร์ ขณะที่นักลงทุนยังต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง สัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชะลอตัว ซึ่งเพิ่มความหวังต่อทิศทางดอกเบี้ยของเฟด กับ ความเสี่ยงจากราคาน้ำมันและสถานการณ์ตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจกลับมากดดันเงินเฟ้อ

1. ตลาดมีโอกาสเปิดแบบ “ระวังความเสี่ยง”

วันศุกร์ที่ 14 ส.ค. ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 53,732.41 จุด ลดลง 107.58 จุด หรือ 0.20% ขณะที่ S&P 500 ปิดที่ 7,785.76 จุด ลดลง 0.17% และ Nasdaq ปิดที่ 26,729.16 จุด ลดลง 0.28%

แม้ตลาดจะปรับตัวลง แต่ภาพรวมยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นขาลงอย่างชัดเจน เพราะ S&P 500 และ Nasdaq ยังคงทำสถิติ บวกเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน และตลาดยังอยู่ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ดังนั้น ในช่วงเปิดตลาดวันที่ 17 ส.ค. มีแนวโน้มเห็นแรงซื้อขายสลับกัน โดยนักลงทุนอาจยังไม่เร่งเข้าซื้อหุ้นในระดับราคาสูง จนกว่าจะเห็นปัจจัยใหม่ที่ชัดเจน

2. หุ้นเทคโนโลยี-ชิปยังเป็นจุดที่ต้องจับตา

แรงขายหุ้นกลุ่มชิปและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นปัจจัยกดดันสำคัญในช่วงท้ายสัปดาห์ โดยเฉพาะความกังวลว่า ราคาหุ้น AI หลายตัวปรับขึ้นมามากจนมูลค่าอาจตึงตัว

ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อ Nasdaq มากกว่าดัชนีอื่น เพราะ Nasdaq มีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่สูง หากแรงขายหุ้น AI กลับมาอีกครั้ง อาจทำให้ Nasdaq อ่อนตัวและลาก S&P 500 ลงตามได้

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะหลีกเลี่ยงหุ้นเทคโนโลยีทั้งหมด โดยหุ้นกลุ่มหน่วยความจำและชิปบางตัวมีแรงซื้อกลับอย่างแข็งแกร่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ Nvidia ยังอยู่ใกล้จุดซื้อทางเทคนิค ทำให้ตลาดต้องติดตามว่าการย่อตัวของหุ้นชิปเป็นเพียง การพักฐาน หรือเป็นจุดเริ่มต้นของการลดความเสี่ยงในหุ้น AI

3. ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ เป็นสัญญาณลบต่อเศรษฐกิจ แต่บวกต่อความหวังเรื่องดอกเบี้ย

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดคือยอดค้าปลีกเดือน ก.ค. ซึ่ง ลดลง 0.6% จากเดือนก่อนหน้า สวนทางกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 0.1% ขณะที่เดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้น 0.2%

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคอาจเริ่มชะลอตัว หลังได้รับแรงหนุนจากกิจกรรมส่งเสริมการขายและปัจจัยพิเศษในช่วงก่อนหน้า

ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเบื้องต้นของมหาวิทยาลัยมิชิแกนเดือน ส.ค. ลดลงเหลือ 51.0 จาก 55.2 ในเดือน ก.ค. และต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 54.5 ขณะที่คาดการณ์เงินเฟ้อระยะ 1 ปีเพิ่มขึ้นเป็น 4.3%

ผลต่อตลาดมี 2 ด้าน

เศรษฐกิจชะลอตัว → กดดันหุ้น

เศรษฐกิจชะลอตัว → ลดแรงกดดันให้เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ย → เป็นบวกต่อหุ้น

ขณะนี้ตลาดให้น้ำหนักกับประเด็นหลังมากกว่า จึงยังเป็นแรงพยุงตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเติบโตและหุ้นเทคโนโลยี

4. น้ำมันและช่องแคบฮอร์มุซคือความเสี่ยงสำคัญที่สุด

สถานการณ์ตะวันออกกลางยังเป็นตัวแปรที่ตลาดต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างมาก ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ขณะที่สหรัฐฯ ระบุว่าสามารถรักษาการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านได้โดยไม่มีกำหนด

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเรือของบริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี หรือ ADNOC ถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเพิ่มความกังวลต่อความปลอดภัยของเส้นทางขนส่งพลังงาน

ประเด็นนี้ถือเป็น ความเสี่ยงสองชั้นต่อตลาดหุ้น เพราะหากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นต่อ จะทำให้

ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น → เงินเฟ้อเพิ่ม → เฟดลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น → Bond Yield มีโอกาสสูงขึ้น → กดดันหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเติบโต

ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มพลังงานอาจได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้การเคลื่อนไหวระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมแตกต่างกันมากขึ้น

5. สัปดาห์นี้ตลาดจะให้น้ำหนักกับผลประกอบการค้าปลีก

วันที่ 17 ส.ค. ยังไม่มีบริษัทใหญ่รายงานผลประกอบการก่อนเปิดตลาดอย่างโดดเด่น แต่ตั้งแต่วันอังคารเป็นต้นไป ตลาดจะเข้าสู่ช่วงสำคัญของผลประกอบการบริษัทค้าปลีก

18 ส.ค. Home Depot

19 ส.ค. Target และ Lowe's

20 ส.ค. Walmart

21 ส.ค. BJ's Wholesale

ผลประกอบการเหล่านี้จะช่วยตอบคำถามสำคัญว่า ผู้บริโภคสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งเพียงใด หลังตัวเลขยอดค้าปลีกเดือน ก.ค. ออกมาอ่อนแอ

6. มุมมองต่อดัชนีในวันที่ 17 ส.ค.

ดาวโจนส์: มีแนวโน้มแกว่งตัวออกด้านข้างถึงอ่อนตัวเล็กน้อย เนื่องจากความกังวลเศรษฐกิจและน้ำมันยังเป็นแรงกดดัน แต่หุ้นพลังงานและหุ้นขนาดใหญ่บางส่วนอาจช่วยพยุงดัชนี

S&P 500: มีแนวโน้ม พักฐานใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังทำสถิติสูงสุดใหม่ในช่วงก่อนหน้า การย่อตัวของหุ้นเทคโนโลยีและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจจำกัดการปรับขึ้น

Nasdaq: มีความเสี่ยงมากที่สุดต่อแรงขายระยะสั้น เนื่องจากหุ้น AI และชิปเริ่มถูกตั้งคำถามเรื่องมูลค่า แต่ความคาดหวังว่าเฟดจะไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยยังเป็นปัจจัยพยุง

สรุปแนวโน้ม

ภาพรวมก่อนเปิดตลาด 17 ส.ค. 2569: “แกว่งตัวผันผวนในกรอบแคบ มีโอกาสอ่อนตัวช่วงเปิดตลาด แต่ยังไม่ใช่สัญญาณขาลงเต็มรูปแบบ”

ปัจจัย บวก คือข้อมูลเศรษฐกิจที่ชะลอลงช่วยลดแรงกดดันต่อเฟด และตลาดยังอยู่ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ VIX ปิดสัปดาห์ที่ประมาณ 14.25 ซึ่งสะท้อนว่าความกลัวของตลาดยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ

ส่วนปัจจัย ลบ ได้แก่ ราคาน้ำมันที่มีโอกาสผันผวนสูง ความไม่แน่นอนบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง และแรงขายหุ้น AI ที่มีมูลค่าสูง

จุดชี้ขาดของตลาดสัปดาห์นี้จึงอยู่ที่ 3 เรื่อง ได้แก่ “น้ำมัน–หุ้น AI–ผลประกอบการค้าปลีก” หากราคาน้ำมันทรงตัวและแรงขายหุ้นเทคโนโลยีไม่ขยายวงกว้าง ตลาดมีโอกาสฟื้นตัวได้ แต่หากสถานการณ์ฮอร์มุซรุนแรงขึ้นพร้อมกับน้ำมันพุ่งแรง อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อหุ้นทั้งตลาด

หมายเหตุ: ข้อมูลนี้เป็นการวิเคราะห์แนวโน้มจากปัจจัยตลาด ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...