โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

รัฐบาลจ่อชง Early Retire เกษียณอายุราชการก่อนกำหนด เข้าครม. สรุปผล 27 ส.ค.นี้

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการดำเนินมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ หรือเออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการ (Early Retirement) ว่า ภายหลัง สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็น ซึ่งในวันที่ 27 ส.ค.นี้ จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปข้อรับฟังความคิดเห็นและแนวทางทั้งหมด ก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามขั้นตอนต่อไป

“ตอนนี้ถือว่าการดำเนินการนี้ทำเร็วที่สุดแล้ว เพราะคนที่พูดเยอะ ๆ พูดมาตั้งหลายปีไม่เห็นทำ แต่พอตนพูดแล้วก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้ ศึกษามาหนาเป็นศอกแต่ไม่ทำเสียที ซึ่งตนก็นำสิ่งที่เขาพูดแหละมาทำ” นายปกรณ์ ระบุ

สำหรับสาระสำคัญของการเปิดรับฟังความคิดเห็นมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ หรือ เออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการ (Early Retirement) ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายของผู้เข้าร่วมมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ พร้อมทั้งการกำหนดสิทธิประโยชน์ (เงินก้อน) ของผู้เข้าร่วมมาตรการฯ การกำหนดเงื่อนไขการยุบเลิกตำแหน่ง

เช่นเดียวกับการกำหนดเงื่อนไขโดยห้ามมิให้ผู้เข้าร่วมมาตรการฯ กลับเข้ารับราชการ หรือเป็นพนักงานประจำในหน่วยงานภาครัฐทุกประเภท และการกำหนดให้ส่วนราชการสามารถจ้างบุคลากรภายนอก (Outsource) เพื่อขับเคลื่อน Digital Transformation ของส่วนราชการได้ตามอัตราส่วนที่กำหนด

สำนักงาน ก.พ. ระบุเหตุผลว่า การดำเนินมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ข้อ 21 การปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ

ควบคู่กับการปรับบทบาท ภารกิจ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานให้ชัดเจน ลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน จัดทำมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดและมาตรการอื่นที่จำเป็นเพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง เปลี่ยนบทบาทภาครัฐเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” ให้เหลือบทบาท “ผู้ควบคุม” เพียงเท่าที่จำเป็น

นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ Work from Anywhere เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เร่งรัดให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลดิจิทัลควบคู่กับการปรับระบบประเมินผลที่มุ่งเน้นผลลัพธ์และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นหลัก

รวมถึงเป็นการประเมินที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ตลอดจนดำเนินการลดรายจ่ายของภาครัฐที่ไม่จำเป็นและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรง อาทิ การลงทุนในสิ่งปลูกสร้างที่ไม่จำเป็น การศึกษาดูงานต่างประเทศ

ส่วนความคืบหน้าการปรับปรุงกฎหมายลำดับรอง เพื่ออำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ จำนวน 58 เรื่อง โดยมี 11 เรื่องที่สามารถดำเนินการได้ทันทีนั้น นายปกรณ์ กล่าวว่า ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้เริ่มต้นการเปิดรับฟังความคิดเห็นแล้วกว่า 10 เรื่อง และอยากให้ประชาชนเข้าไปช่วยการแสดงความคิดเห็น เมื่อรับฟังความเห็นเสร็จสิ้น จะได้เป็นหลักการก่อนนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) และเสนอต่อที่ประชุม ครม.ต่อไป

สำหรับการดำเนินการทั้งหมดจะเอื้อต่อการเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) หรือไม่นั้น รองนายกฯ ยอมรับว่า การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการปรับโครงสร้างของประเทศและเปลี่ยนวิธีคิดของภาครัฐจากเดิมที่เป็นผู้กำหนด ให้แต่ละฝ่ายร่วมคิด ซึ่งตรงกับหลักการของ OECD โดยรัฐบาลจะพยายามผลักดันการเข้าสู่สมาชิก OECD ให้ได้ตามเป้าภายในปี 2572

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...