โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คลังปรับจีดีพีไทยปีนี้เพิ่มจาก 1.6% เป็น 2.5% มาจากการลงทุน-นโยบายกระตุ้นรัฐ

เดลินิวส์

อัพเดต 45 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
คลังปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ เป็นขยายตัวร้อยละ 2.5 ด้วยแรงหนุนจากการส่งออก การเร่งลงทุน การบริโภคเอกชน และแรงเสริมจากนโยบายเศรษฐกิจ

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวที่ร้อยละ 2.5 เร่งขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง การเร่งลงทุนของภาคเอกชนที่เติบโตสูงและการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับปัจจัยบวกจากนโยบายเศรษฐกิจ

กระทรวงการคลังคาดว่าในปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ร้อยละ 2.5 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.0 ถึง 3.0) ปรับขึ้นจากการประมาณการครั้งก่อน ณ เดือนเมษายน 2569 ที่ร้อยละ 1.6 โดยมีปัจจัยบวกจากอุปสงค์นอกประเทศเป็นสำคัญ โดยคาดว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ร้อยละ 12.5 ปรับขึ้นจากการประมาณการครั้งก่อนที่ร้อยละ 6.2 โดยได้รับอานิสงส์สำคัญจากอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลักที่ดีขึ้น โดยการส่งออกสินค้าขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน 5 เดือนแรกเฉลี่ยที่ร้อยละ 10.9 โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลก ขณะที่ด้านการนำเข้าคาดว่า มูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ร้อยละ 19.0 ซึ่งเป็นการขยายตัวที่สอดคล้องกับทิศทางการเร่งการลงทุนภาคเอกชน ทำให้มีการนำเข้าสินค้าเครื่องจักร เครื่องมือ และสินค้าทุนเพิ่มขึ้น รวมถึงผลจากราคานำเข้าพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์ในประเทศที่มีทิศทางขยายตัวอย่างแข็งแกร่งและเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยคาดว่า การบริโภคภาคเอกชนจะยังคงขยายตัวได้ที่ร้อยละ 2.7 เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติพลังงานของภาครัฐ

ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 9.0 โดยได้รับปัจจัยบวกจากการลงทุนในเครื่องจักร เครื่องมือที่ขยายตัวสูงต่อเนื่องและการขยายตัวของเม็ดเงินลงทุนในโครงการที่ได้รับการส่งเสริมโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ตามมาตรการ Thailand FastPass และการแก้ไขข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่างๆ ได้ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในการลงทุนสร้างฐานการผลิตในประเทศไทย ส่งผลให้มูลค่าเงินลงทุนรวมของนักลงทุนต่างชาติในครึ่งปีแรกของปี 2569 อยู่ที่ 1.87 แสนล้านบาท สูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันในปีก่อนถึงร้อยละ 68.3

สำหรับภาคการคลังคาดว่า การบริโภคภาครัฐจะขยายตัวร้อยละ 1.5 และการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวดีที่ร้อยละ 3.2 ปัจจัยดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่แล้วเสร็จตามกรอบเวลา จากเดิมที่คาดว่าอาจล่าช้า ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญที่เอื้อต่อการช่วยให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน (Crowding-in effect)

ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ เสถียรภาพภายในประเทศคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ร้อยละ 2.0 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.5 ถึง 2.5) โดยมีสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 82.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ช่วงคาดการณ์ที่ 77.0 ถึง 87.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) ลดลงจากการประมาณการครั้งก่อนที่ 91 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ด้านเสถียรภาพภายนอกประเทศคาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุลเล็กน้อยที่ -0.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ -0.1 ของ GDP โดยมีสาเหตุหลักจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เนื่องจากมีการขาดดุลในหมวดพลังงานที่สูง

โฆษกกระทรวงการคลังกล่าวว่า กระทรวงการคลังตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพและมุ่งมั่นขับเคลื่อนให้ปี 2569 เป็นปีแห่งการลงทุน โดยประเทศไทยได้ประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่องผ่านการอนุมัติสิทธิประโยชน์ กลไกการเร่งรัดการลงทุน (Thailand FastPass) ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และการจับคู่ธุรกิจของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยจุดเด่นที่ทำให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดการลงทุนได้สูงมาจากความพร้อมในเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่โดดเด่นในภูมิภาคและจุดยืนของประเทศที่มีความเป็นกลางเชิงรุก (Active Neutrality) ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่อาจต้องการย้ายฐานการผลิตจากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์

ทั้งนี้ ยังควรติดตามปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ 1) ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความผันผวนสูงและอาจทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง 2) ความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้าใหม่หลังจากอัตราภาษีศุลกากรชั่วคราวของสหรัฐ และ 3) สถานการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดวิกฤติอุณหภูมิสูงและภัยแล้งในช่วงปลายปี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...