“สหรัฐ” จ่อคว่ำบาตร Banque Misr UAE พบธุรกรรม 1.8 พันล้านดอลลาร์โยงเครือข่ายอิหร่าน
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เตรียมตัด Banque Misr UAE ออกจากการเข้าถึงสถาบันการเงินสหรัฐ หลังพบประมวลธุรกรรมราว 1.8 พันล้านดอลลาร์ในช่วง 2 ปี ให้บริษัทประมาณ 100 แห่งที่อาจอยู่ในเครือข่ายธนาคารเงาของอิหร่าน
วันที่ 29 สิงหาคม 2569 เวลา 02.13 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เดินหน้าคว่ำบาตร Banque Misr UAE สาขาในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ของธนาคารอียิปต์ หลังพบความเชื่อมโยงทางการเงินกับอิหร่าน โดยเตรียมเพิกถอนสิทธิ์การเข้าถึงสถาบันการเงินของสหรัฐฯ ท่ามกลางการยกระดับมาตรการกดดันเพื่อสกัดช่องทางเศรษฐกิจและการเงินของอิหร่านทั่วโลก
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ว่า มีแผนตัด Banque Misr UAE ออกจากการเข้าถึงสถาบันการเงินสหรัฐฯ หลังธนาคารดังกล่าวดำเนินธุรกรรมมูลค่าประมาณ 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ให้แก่บริษัทประมาณ 100 แห่ง ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายธนาคารเงา หรือ Shadow Banking Network ของอิหร่าน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 4 วันหลัง Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เปิดตัวปฏิบัติการ “Operation Economic Outcast” ซึ่งเป็นแคมเปญคว่ำบาตรที่มีเป้าหมายตัดความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจทั้งหมดของอิหร่านกับประเทศและเครือข่ายต่าง ๆ ทั่วโลก
ก่อนหน้านี้ Bessent เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า กระทรวงการคลังจะประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งสำคัญต่อสถาบันการเงินแห่งหนึ่งภายในสิ้นสัปดาห์นี้
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปรียบแคมเปญคว่ำบาตรอิหร่านครั้งนี้ว่าเป็น “D-Day ทางเศรษฐกิจ” โดยอ้างอิงถึงปฏิบัติการยกพลขึ้นบกครั้งใหญ่ของฝ่ายสัมพันธมิตรในยุโรปที่ถูกนาซียึดครองในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไรก็ตาม มาตรการที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ดำเนินการต่ออิหร่านจนถึงขณะนี้ยังมีขอบเขตค่อนข้างจำกัด
นอกจากการดำเนินการต่อ Banque Misr UAE แล้ว กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังขึ้นบัญชีดำ Reza Mohammad Taeedi ชาวอิหร่านซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของสาขาดูไบของ Bank Melli ธนาคารของอิหร่าน
นอกจากนี้สหรัฐยังประกาศคว่ำบาตร Kameng Trading Ltd. ซึ่งเป็นนิติบุคคลในฮ่องกง โดยกล่าวหาว่าบริษัทดังกล่าวทำหน้าที่เป็นบริษัทบังหน้าเพื่อฟอกเงินให้กับธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราของอิหร่าน
มาตรการล่าสุดเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการตัดเส้นทางที่อิหร่านใช้เคลื่อนย้ายเงินและสร้างรายได้ โดยเฉพาะรายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบ ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาลอิหร่าน ขณะที่ จีนเป็นลูกค้าน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ที่สุด
การปิดล้อม ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันของอิหร่านลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า ยังมีเรือบรรทุกน้ำมันหลายลำในเอเชียที่บรรทุกน้ำมันอิหร่านรวมหลายล้านบาร์เรล และกำลังรอขนถ่ายน้ำมันในจีน
เมื่อถูกถามว่าสหรัฐฯ จะขยายมาตรการคว่ำบาตรไปยังสถาบันการเงินของจีนหรือไม่ Bessent ระบุว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือขอบเขตการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ”
Bessent ย้ำว่า หากสถาบันใดช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่เปลี่ยนน้ำมันอิหร่านให้กลายเป็นเงินที่สามารถนำไปใช้สนับสนุนการปราบปราม สถาบันเหล่านั้นก็จะตกเป็นเป้าหมายของมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ
ท่าทีดังกล่าวสะท้อนว่า การยกระดับแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริษัทหรือสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านโดยตรง แต่มีโอกาสขยายไปยังสถาบันในประเทศที่สาม หากสหรัฐฯ พิจารณาว่ามีส่วนช่วยให้อิหร่านสามารถเข้าถึงระบบการเงินระหว่างประเทศหรือเปลี่ยนรายได้จากการส่งออกน้ำมันเป็นเงินได้
อ้างอิง : www.cnbc.com