รู้จักกลลวง “เจ้าชายดูไบ” ใช้ Deepfake สร้างรัก ก่อนเรียกเงิน
หนึ่งในรูปแบบการหลอกลวงที่สะท้อนเรื่องนี้ คือการแอบอ้างเป็น Sheikh Hamdan bin Mohammed Al Maktoumมกุฎราชกุมารแห่งดูไบ หรือที่รู้จักในชื่อ “Fazza” โดยมิจฉาชีพนำภาพลักษณ์และข้อมูลที่เผยแพร่สู่สาธารณะมาใช้สร้างบัญชีปลอม ก่อนพัฒนาไปสู่การสร้างความสัมพันธ์เชิงชู้สาวและเรียกเงินจากเหยื่อ
กรณีของ “Maria” หญิงผู้เสียหายรายหนึ่ง สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อมิจฉาชีพผสมผสานกลวิธีทางจิตวิทยาเข้ากับเทคโนโลยี Deepfake การแยกแยะว่าใครคือคนจริงหรือคนปลอมอาจทำได้ยากขึ้น
เริ่มจากสร้าง “เจ้าชาย” ขึ้นมาบนโลกออนไลน์
มิจฉาชีพอาศัยชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของ Sheikh Hamdanซึ่งมีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียจำนวนมาก มาใช้สร้างความน่าเชื่อถือให้กับบัญชีปลอม
พบการสร้างทั้งกลุ่มและบัญชีบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เลียนแบบตัวตนของเจ้าชาย พร้อมเผยแพร่ภาพที่ดูสมจริง เช่น ภาพเจ้าชายถือดอกกุหลาบสีแดง หรือภาพคุกเข่าพร้อมแหวน รวมถึงนำข้อความหรือบทกวีที่มีอยู่จริงมาใช้ประกอบการสนทนา
บางบัญชีเปิดช่องให้ผู้ติดตามติดต่อ “เจ้าชาย” ผ่าน WhatsApp หรือ Telegram โดยตรง แม้จะมีผู้ใช้งานบางส่วนเข้ามาเตือนว่าเป็นบัญชีหลอกลวง แต่ภาพและเรื่องราวที่ถูกสร้างขึ้นสามารถทำให้ผู้ที่พบเห็นเชื่อมโยงบัญชีเหล่านั้นเข้ากับบุคคลจริงได้
[caption id="attachment_15445" align="aligncenter" width="1672"]
ภาพประกอบ AI [/caption]
จากข้อความหวาน ๆ สู่การสร้างความไว้ใจ
หลังจากเหยื่อเริ่มสนใจ มิจฉาชีพจะย้ายการสนทนาไปยังช่องทางส่วนตัว และใช้ข้อความแสดงความรักหรือความห่วงใยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความผูกพันทางอารมณ์
Maria ซึ่งขอสงวนชื่อและอายุจริง พบผู้ที่อ้างตัวเป็น Sheikh Hamdanผ่านเว็บไซต์หาคู่ ก่อนย้ายไปพูดคุยกันผ่านแอปพลิเคชันส่งข้อความ
เธอเล่าว่า อีกฝ่ายส่งข้อความหาเธออย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงเวลาที่เธอนอนหลับ จนทำให้รู้สึกว่าทั้งสองมีความผูกพันกันอย่างมาก
กลวิธีเช่นนี้เป็นลักษณะหนึ่งของ Romance Scamหรือการหลอกลวงโดยสร้างความสัมพันธ์เชิงความรัก มิจฉาชีพมักไม่รีบขอเงินตั้งแต่เริ่มต้น แต่พยายามสร้างความไว้ใจก่อน เมื่อเหยื่อรู้สึกผูกพัน การตั้งข้อสงสัยต่ออีกฝ่ายก็อาจทำได้ยากขึ้น
วิดีโอคอลก็ไม่ได้แปลว่าเป็น “คนจริง”
จุดที่ทำให้กลลวงมีความแนบเนียนมากขึ้น คือการใช้เทคโนโลยีที่สามารถสร้างหรือเปลี่ยนใบหน้าในวิดีโอแบบเรียลไทม์
ในกรณีของ Maria มิจฉาชีพวิดีโอคอลผ่าน WhatsApp โดยภาพที่ปรากฏมีลักษณะคล้ายเจ้าชาย Hamdan อย่างมาก แม้ภาพจะมีอาการกะพริบหรือผิดปกติเป็นบางช่วง แต่การขยับปากสอดคล้องกับคำพูด ทำให้ภาพรวมดูน่าเชื่อถือ
อย่างไรก็ตาม Maria สังเกตเห็นความผิดปกติจาก เสียงที่ไม่ตรงกับบุคคลที่ถูกแอบอ้าง
ข้อมูลจากกรณีนี้ไม่ได้ยืนยันว่าใช้เครื่องมือ AI ตัวใดในการสร้างวิดีโอ แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยนใบหน้าและควบคุมการเคลื่อนไหวของใบหน้าแบบเรียลไทม์ได้ ทำให้ผู้หลอกลวงสามารถสร้างวิดีโอที่มีความสมจริงสูงขึ้น
ดังนั้น การเห็นใบหน้าและพูดคุยกันผ่านวิดีโอคอลจึงไม่ควรถูกใช้เป็นหลักฐานเพียงอย่างเดียวในการยืนยันตัวตน
เมื่อความรักกลายเป็นข้ออ้างในการเรียกเงิน
เมื่อสร้างความสัมพันธ์จนเหยื่อเกิดความไว้วางใจแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการสร้างเหตุผลเพื่อขอเงิน โดยมักอ้างถึงค่าใช้จ่าย เอกสาร หรือการเดินทาง
กรณีของ Maria มิจฉาชีพอ้างว่าเธอต้องจ่ายเงินประมาณ 100,000 เปโซ หรือราว 1,625 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อจัดทำใบรับรองการแต่งงานและ “บัตรสมาชิกพระราชวงศ์” ซึ่งอ้างว่าจำเป็นต่อการย้ายไปทำงานที่ดูไบ
หลังจาก Maria จ่ายเงินแล้ว อีกฝ่ายยังเรียกเงินเพิ่มเติมอีก 60,000 เปโซ หรือราว 974 ดอลลาร์สหรัฐโดยอ้างว่าเป็นค่าจองโรงแรมเพื่อพบกัน
รูปแบบนี้สะท้อนกลวิธีที่มิจฉาชีพสร้าง “อุปสรรค” หรือค่าใช้จ่ายขึ้นมา เพื่อให้เหยื่อรู้สึกว่าต้องจ่ายเงินเพื่อให้ความสัมพันธ์หรือแผนการที่อีกฝ่ายกล่าวอ้างดำเนินต่อไป
จุดที่ทำให้เริ่มสงสัย
ความสงสัยของ Maria เกิดขึ้นเมื่อมิจฉาชีพเสนอให้พบกันที่โรงแรมและเรียกเงินเพิ่ม เธอจึงกลับไปตรวจสอบบัญชี Facebook ของอีกฝ่าย ซึ่งภายหลังถูกปิดไปแล้ว และพบว่าบัญชีดังกล่าวระบุว่ามีที่ตั้งอยู่ใน ไนจีเรีย
หลังจากนั้น Maria ตัดสินใจยุติการติดต่อและไม่โอนเงินเพิ่มเติม
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการ ตรวจสอบข้อมูลนอกบทสนทนาเพราะในช่วงที่เหยื่อกำลังมีความรู้สึกผูกพัน การตัดสินใจจากข้อมูลที่ได้รับจากอีกฝ่ายเพียงด้านเดียวอาจทำให้มองข้ามสัญญาณผิดปกติได้
กลลวงลักษณะนี้อาจไม่ได้หยุดแค่การหลอกเงิน
ในภาพรวมของ Romance Scam เมื่อมิจฉาชีพสามารถสร้างความไว้วางใจและได้รับข้อมูลส่วนตัวจากเหยื่อแล้ว ความเสี่ยงอาจไม่ได้จำกัดอยู่ที่การสูญเสียเงิน
เหยื่ออาจถูกชักชวนให้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ส่งภาพหรือวิดีโอส่วนตัว หรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัวและทรัพย์สิน ข้อมูลเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้กดดันหรือเรียกร้องเงินเพิ่มเติมในภายหลัง
ในบางกรณี การหลอกลวงอาจพัฒนาไปสู่การข่มขู่หรือ Sextortionซึ่งเป็นการข่มขู่ว่าจะเผยแพร่ภาพหรือข้อมูลส่วนตัว หากเหยื่อไม่ยอมจ่ายเงิน
นอกจากนี้ เงินที่ถูกหลอกอาจถูกส่งผ่านบัญชีของบุคคลอื่น บัญชีในต่างประเทศ หรือช่องทางสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งอาจทำให้การติดตามเส้นทางเงินทำได้ยากขึ้น
อย่างไรก็ตาม กลไกเหล่านี้เป็นรูปแบบความเสี่ยงที่พบได้ใน Romance Scam โดยทั่วไป ไม่ได้หมายความว่า Maria ประสบกับการหลอกลวงในทุกขั้นตอนดังกล่าว
[caption id="attachment_15446" align="aligncenter" width="1672"]
ภาพประกอบ AI [/caption]
ไม่ใช่แค่ “เจ้าชายดูไบ” ที่ถูกนำตัวตนไปใช้
การนำชื่อและภาพของบุคคลมีชื่อเสียงมาใช้หลอกลวงไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านี้มีกรณีมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นบุคคลสาธารณะหลายราย รวมถึงกรณีที่ผู้เสียหายชาวฝรั่งเศสถูกหลอกโดยผู้ที่อ้างตัวเป็นนักแสดง Brad Pitt จนสูญเงินจำนวนมาก
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเทคโนโลยีทำให้มิจฉาชีพสามารถสร้างหลักฐานประกอบเรื่องราวปลอมได้สมจริงมากขึ้น ตั้งแต่ภาพถ่าย เสียง ไปจนถึงวิดีโอ
4 วิธีรับมือ หากพบ “คนดัง” มาจีบออนไลน์
- อย่าใช้ภาพหรือวิดีโอคอลเป็นหลักฐานยืนยันตัวตนเพียงอย่างเดียวแม้ภาพจะเหมือนบุคคลจริง แต่ก็สามารถถูกสร้างหรือดัดแปลงได้ ควรตรวจสอบจากช่องทางทางการหรือแหล่งข้อมูลอื่นประกอบกัน
- ระวังเมื่ออีกฝ่ายเริ่มขอเงินโดยเฉพาะการอ้างค่าธรรมเนียม ค่าเอกสาร ค่าการเดินทาง ค่าจองโรงแรม หรือค่าใช้จ่ายเพื่อให้ความสัมพันธ์ดำเนินต่อไป
- ตรวจสอบบัญชีและข้อมูลจากหลายแหล่งค้นหาชื่อ ภาพถ่าย และบัญชีโซเชียลมีเดียของอีกฝ่าย หากพบข้อมูลไม่ตรงกัน หรือบัญชีมีประวัติผิดปกติ ควรหยุดการติดต่อและตรวจสอบเพิ่มเติม
- อย่าเก็บเรื่องไว้คนเดียวหากอีกฝ่ายพยายามโน้มน้าวให้ปิดบังความสัมพันธ์หรือห้ามปรึกษาครอบครัวและคนใกล้ตัว ควรมองว่าเป็นสัญญาณเตือน เพราะการให้บุคคลอื่นช่วยตรวจสอบอาจทำให้เห็นความผิดปกติที่เราอาจมองข้าม
ยิ่งรัก ยิ่งเสีย เปิดความเสียหาย Romance Scam
จากข้อมูลที่เปิดเผยโดย Federal Trade Commission (FTC) พบว่า ในช่วงปี 2017 – 2020 ประชาชนสูญเงินกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการหลอกลวงด้วยความรัก หรือ “Romance scam” ซึ่งมากกว่าการฉ้อโกงประเภทอื่น ๆ นอกจากนี้ ในปี 2023 ยังพบว่ามูลค่าความเสียหายของ Romance scam พุ่งสูงถึง 1.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเฉลี่ยความเสียหายอยู่ที่ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคน ซึ่งนับเป็นมูลค่าที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีรายงานมาสำหรับกลโกงแอบอ้างตัวตน
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เปิดเผยสถิติการแจ้งความคดีออนไลน์ระหว่างมีนาคม พ.ศ. 2565 - มกราคม พ.ศ. 2569 ของคดี Romance Scam ว่ามีจำนวนมากถึง 7,158 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 1,970,755,281 บาท หรือเกือบกว่า 2 พันล้านบาท และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ Romance Scam สามารถสร้างมูลค่าความเสียหายทางการเงินต่อผู้เสียหายหนึ่งคนในจำนวนที่สูงอย่างน่าเหลือเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับในกรณีของ Romance scam ที่มีการทำกันเป็นขบวนการระดับอาชญากรรมข้ามชาติ
มิจฉาชีพไม่ได้หลอกแค่เงิน แต่สร้างทั้งตัวตน-ความสัมพันธ์-เรื่องราว
ทั้งนี้สถิติคดีในวันที่ 16-22 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมาจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) พบว่า มีคดีที่รับแจ้งผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 79,311 คดี มูลค่าความเสียหาย 2,775 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงวันที่ 9-15 ส.ค. 2569 พบว่าคดีที่รับแจ้งความมีจำนวนเพิ่มขึ้น 73,251 คดี เช่นเดียวกับมูลค่าความเสียหายที่เพิ่มขึ้นกว่า 2,500 ล้านบาท
โดยการหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุด อยู่ที่ 4,892 คดี คิดเป็น 80.6% ของคดีทั้งหมด แต่ประเภทคดีที่สร้างมูลค่าความเสียหายสูงที่สุดกลับเป็น การหลอกลวงด้านการเงินและการลงทุน ซึ่งมีความเสียหายเกือบ 756 ล้านบาท คิดเป็น 27.2% ของคดีทั้งหมด
ขณะที่จังหวัดที่ได้รับแจ้งความมากที่สุดได้แก่
- กรุงเทพมหานคร มีการแจ้งความ 129 คดี มูลค่าความเสียหาย 16.5 ล้านบาท
- เชียงใหม่ มีการแจ้งความ 30 คดี มูลค่าความเสียหาย 5.6 แสนบาท
- สมุทรปราการ มีการแจ้งความ 29 คดี มูลค่าความเสียหาย 1.1 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามหากวิเคราะห์ตามเพศและอายุของผู้เสียหายที่มักถูกหลอก ยังคงพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย และกลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่องมาหลายเดือน
เมื่อจำแนกตามประเภทคดี ยังพบอีกว่า กลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังคงครองสถิติจำนวนผู้เสียหายสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2 คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น และอันดับ 3 คดีหลอกลวงเสนอผลประโยชน์อื่น
กรณี “เจ้าชายดูไบ” จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า มิจฉาชีพยุคใหม่ไม่ได้อาศัยเพียงข้อความปลอม แต่สามารถสร้างเรื่องราวทั้งระบบ ตั้งแต่ตัวตนบนโซเชียลมีเดีย ความสัมพันธ์ ไปจนถึงวิดีโอคอลที่ดูสมจริง
ในวันที่เทคโนโลยีสามารถทำให้คนที่ไม่ได้อยู่ตรงหน้าปรากฏตัวผ่านหน้าจอได้ การตรวจสอบตัวตนจากหลายแหล่งจึงสำคัญกว่าการเชื่อเพียงสิ่งที่เห็น
ขอบคุณข้อมูลจาก dawn, conflictadvisory TDRI