บิดหนี้ วันนี้หมดสิทธิ์เข้าถึงสินเชื่อวันหน้า แบงก์แก้เกมใช้เครดิตสกอริ่งกรอง
สมาคมแบงก์ เตือน บิดหนี้ หรือ จงใจเบี้ยวหนี้อาจหมดสิทธิ์เข้าถึงสินเชื่อในอนาคต คึกคะนองโพสต์มี Digital Footprint ตามตัวเอาผิด ทีทีบี แก้เกมใช้เครดิตสกอริ่งคัดกรองลูกหนี้ดี ลดความเสี่ยง NPL
เมื่อการปล่อยสินเชื่อไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องความรวดเร็วในการอนุมัติ แต่ธนาคารหันมาเน้นบริหาร "ความเสี่ยง" ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และยังมีความเสี่ยงจากการทุจริตที่เจตนาผิดนัดชำระ หรือที่เรียกว่า นักบิด ที่หากธนาคารเร่งปล่อยสินเชื่อโดยไม่มีระบบคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ ย่อมเพิ่มโอกาสเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ส่งผลกระทบต่อคุณภาพพอร์ตสินเชื่อและต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว
บิดหนี้ เป็นคนส่วนน้อยแต่กระทบคนเจตนาดี
ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะ ประธานสมาคมธนาคารไทย เผยในที่แถลงการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เมื่อวันที่ 5 ส.ค.69 ถึงกรณีกระแสคนบางกลุ่มในออนไลน์ระบุเจตนาไม่คืนสินเชื่อ ว่า เป็นพฤติกรรมที่เอาเปรียบระบบเศรษฐกิจและทรัพยากรส่วนรวมเป็นสิ่งที่ไม่ควรรองรับหรือสนับสนุน
โดยประเทศไทยมีเศรษฐกิจนอกระบบสูงถึง 48% คนที่เข้ามาอยู่ในระบบ มีรายได้ และยื่นภาษีมีอยู่ประมาณ 12 ล้านคน และมีผู้เสียภาษีจริงเพียงประมาณ 5 ล้านคนเท่านั้น คนกลุ่มนี้ใช้ทรัพยากรร่วมกัน แต่เมื่อมีบางกลุ่มต้องการเข้ามาเอาเปรียบระบบ ระบบการเงินก็ต้องมีประสิทธิภาพในการตรวจเช็กและตรวจจับ
“กรณีการโพสต์สร้างกระแสหรือดราม่าในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับสินเชื่อออนไลน์ เราต้องไปดู Digital Footprint ให้ชัดเจน ว่าเป็นเพียงความคึกคะนองส่วนบุคคล หรือมีกระบวนการเบื้องหลังที่พยายามขับเคลื่อนกระแส"
ทั้งนี้ ผยง กล่าวอีกว่า การนำข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) มาใช้ประเมินสินเชื่อ ไม่ได้แปลว่าเป็นการเปิดช่องให้คนหนีระบบ สถาบันการเงินมีมาตรฐานทางจริยธรรม มีหลักการ Market Conduct และการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) ที่ปฏิบัติร่วมกันทั้งระบบอยู่แล้ว
“การพยายามนำข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือเข้ามาเพื่อให้ผ่านการพิจารณาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตลอด แต่สถาบันการเงินก็มีระบบคัดกรอง คนที่ตั้งใจเอาเปรียบ สุดท้ายระบบก็จะคัดออกและทำให้เขาไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ การทำให้คนที่ปฏิบัติตัวดีหมดหวังในการเข้าถึงสินเชื่อเพราะพฤติกรรมของคนกลุ่มน้อย จึงเป็นสิ่งที่น่าตำหนิอย่างยิ่ง"
นอกจากนี้ระบบการเงินสามารถแยกแยะระหว่างผู้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้ (Ability to pay) กับผู้ที่มีความตั้งใจจะชำระหนี้ (Willingness to pay) คนที่ไม่มี Ability to pay เพราะได้รับผลกระทบจากสภาวะแวดล้อม แต่ยังมี Willingness to pay ระบบพร้อมจะเข้าไปช่วยประคบประคองและดูแล
“แต่สำหรับคนที่มี Ability แต่ไม่มี Willingness to pay หรือตั้งใจจะเบี้ยวหนี้ ท่านก็ต้องรับผลของการถูกกีดกันออกจากระบบการเงิน เพราะระบบต้องมีความยุติธรรมกับทุกภาคส่วน ทรัพยากรสาธารณะไม่สามารถนำไปสปอยล์หรือสนับสนุนพฤติกรรมดังกล่าวได้ตลอดไป"
เครดิตสกอริ่งกรองลูกหนี้ดีให้ดอกเบี้ยต่ำลง
(5 ส.ค.69) ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทีเอ็มบีธนชาต (ทีทีบี) เผยว่า ทีทีบี เป็นธนาคารแรก แต่ไม่อยากเป็นธนาคารเดียวที่ใช้คะแนนเครดิตจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) หรือ เครดิตสกอริ่ง มาพิจารณาการให้สินเชื่อ
โดยมองว่า คะแนนเครดิต จาก NCB สะท้อนพฤติกรรมการชำระหนี้ในอดีตของลูกค้า ทั้งความสามารถและวินัย ในการชำระหนี้ได้ดีที่สุด คะแนนเครดิตบูโรไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่ถูกคำนวณมาจากหลายองค์ประกอบ ทั้งพฤติกรรมการผ่อนชำระ ที่เป็นน้ำหนักหลักในการคำนวณคะแนน ปริมาณภาระสินเชื่อที่มีอยู่ ดูจำนวน บัญชีสินเชื่อทั้งหมด ขนาดวงเงินสินเชื่อ ช่วยประเมินว่าสินเชื่อในมือเป็นวงเงินขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่
แม้ Credit Score จะเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่ธนาคารไม่ได้ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินเพียงตัวเดียว เพราะคะแนนเครดิตไม่สามารถสะท้อนฐานะทางการเงินปัจจุบันได้ทั้งหมด จึงต้องนำปัจจัยด้านความสามารถในการชำระหนี้มาวิเคราะห์ร่วมกัน ได้แก่ Residual Income หรือรายได้คงเหลือหลังหักภาระหนี้ทั้งหมด เพื่อประเมินว่าลูกค้ายังมีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำรงชีพและผ่อนชำระหนี้หรือไม่
อีกตัวแปรสำคัญคือ Debt-to-Income Ratio (DTI) หรือสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ ซึ่งช่วยคัดกรองลูกค้าที่แม้จะมีคะแนนเครดิตดี แต่มีภาระหนี้สะสมอยู่ในระดับสูง จนอาจส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต
การประเมินแบบหลายมิติทำให้ธนาคารสามารถลดโอกาสเกิดความเสี่ยงจากการอนุมัติสินเชื่อที่อาศัยคะแนนเครดิตเพียงอย่างเดียว และช่วยให้การกำหนดราคาสะท้อนความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละรายได้อย่างเหมาะสม
แนวทางดังกล่าวทำให้ธนาคารกำหนดอัตราดอกเบี้ยมีความแม่นยำมากขึ้น ลูกค้าที่มีประวัติการชำระหนี้ดีและมีคะแนนเครดิตระดับสูงจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ขณะที่ลูกค้ากลุ่มความเสี่ยงสูงจะถูกคิดดอกเบี้ยในระดับที่สะท้อนความเสี่ยงที่ธนาคารต้องรับ
อีกหนึ่งความท้าทายของการปล่อยสินเชื่อ คือปัญหา First-Payment Default (FPD) หรือ กรณีผู้กู้ไม่ชำระหนี้ตั้งแต่งวดแรก หรือที่เรียกกันว่า "บิดหนี้" ซึ่งนอกจากเจตนาไม่จ่ายหนี้แล้วยังพบบางกรณีใช้เอกสารปลอมในการขอสินเชื่อด้วย
ฐากร กล่าวว่า สำหรับทีทีบีหากระบบพบความผิดปกติหรือข้อมูลที่น่าสงสัย ธนาคารจะเพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบ เช่น ส่งเจ้าหน้าที่ Field Collector ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบที่อยู่อาศัยหรือสถานประกอบการจริง เพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้ข้อมูลเท็จหรือการสวมสิทธิ์ในการขอสินเชื่อ
“แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันวันนี้ไม่ได้หมายถึงการเร่งอนุมัติสินเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีระบบบริหารความเสี่ยงที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างความรวดเร็ว และ ความรัดกุม ไปพร้อมกัน”
ฐากร กล่าวว่า สำหรับทีทีบี ปัญหาเรื่องไม่จ่ายหนี้ตั้งแต่งวดแรก หรือ บิดหนี้ เกิดขึ้นในสัดส่วนที่ต่ำ เนื่องจากระบบคัดกรองความเสี่ยงสามารถแยกแยะลูกค้าที่มีคุณภาพได้ตั้งแต่ต้นทาง โดยการใช้คะแนนเครดิตของ NCB มาพิจารณาสินเชื่อ ทำให้ลูกค้าที่มีคะแนนเครดิตดีมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการอนุมัติอัตโนมัติได้อย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน คุณภาพพอร์ตดีขึ้น แม้รายได้ดอกเบี้ยต่อรายลดลงเพราะลูกค้าจะได้ดอกเบี้ยตามความเสี่ยงของตัวเอง แต่การใช้ Risk-Based Pricing ทำให้โครงสร้างพอร์ตสินเชื่อของทีทีบี เปลี่ยนไปในเชิงคุณภาพ โดยจากที่เริ่มในกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคลมาก่อนหน้านี้พบว่ามีลูกค้ากลุ่มเครดิตดีเข้ามาใช้บริการมากขึ้น ทั้งในผลิตภัณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อรีไฟแนนซ์ ส่งผลให้คุณภาพสินเชื่อโดยรวมดีขึ้นด้วย
หลังจากนี้ธนาคารจะใช้กลไก Risk-Based Pricing ในผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อยของทีทีบีทั้งหมด และเชื่อว่าในช่วง 4 ปีข้างหน้าพอร์ตสินเชื่อจะเติบโตแข็งแกร่งมากขึ้น การหันมาเน้นลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินดี จะทำให้เกิด ลูกค้ามีคุณภาพไหลเข้าสู่พอร์ต ซึ่งจะช่วยให้พอร์ตสินเชื่อโดยรวมมีความแข็งแกร่งและเติบโตขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
"ในช่วง 4 ปีข้างหน้านี้ธนาคารคาดหวังว่าคุณภาพสินเชื่อของธุรกิจรายย่อยจะดีขึ้นจากปัจจุบัน NPL อยู่ที่ไม่ถึง 3% อาจจะลดลงเหลือราว 1 %” (เพิ่มเติม…)