โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บิดหนี้ วันนี้หมดสิทธิ์เข้าถึงสินเชื่อวันหน้า แบงก์แก้เกมใช้เครดิตสกอริ่งกรอง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สมาคมแบงก์ เตือน บิดหนี้ หรือ จงใจเบี้ยวหนี้อาจหมดสิทธิ์เข้าถึงสินเชื่อในอนาคต คึกคะนองโพสต์มี Digital Footprint ตามตัวเอาผิด ทีทีบี แก้เกมใช้เครดิตสกอริ่งคัดกรองลูกหนี้ดี ลดความเสี่ยง NPL

เมื่อการปล่อยสินเชื่อไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องความรวดเร็วในการอนุมัติ แต่ธนาคารหันมาเน้นบริหาร "ความเสี่ยง" ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และยังมีความเสี่ยงจากการทุจริตที่เจตนาผิดนัดชำระ หรือที่เรียกว่า นักบิด ที่หากธนาคารเร่งปล่อยสินเชื่อโดยไม่มีระบบคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ ย่อมเพิ่มโอกาสเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ส่งผลกระทบต่อคุณภาพพอร์ตสินเชื่อและต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว

บิดหนี้ เป็นคนส่วนน้อยแต่กระทบคนเจตนาดี

ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะ ประธานสมาคมธนาคารไทย เผยในที่แถลงการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เมื่อวันที่ 5 ส.ค.69 ถึงกรณีกระแสคนบางกลุ่มในออนไลน์ระบุเจตนาไม่คืนสินเชื่อ ว่า เป็นพฤติกรรมที่เอาเปรียบระบบเศรษฐกิจและทรัพยากรส่วนรวมเป็นสิ่งที่ไม่ควรรองรับหรือสนับสนุน

โดยประเทศไทยมีเศรษฐกิจนอกระบบสูงถึง 48% คนที่เข้ามาอยู่ในระบบ มีรายได้ และยื่นภาษีมีอยู่ประมาณ 12 ล้านคน และมีผู้เสียภาษีจริงเพียงประมาณ 5 ล้านคนเท่านั้น คนกลุ่มนี้ใช้ทรัพยากรร่วมกัน แต่เมื่อมีบางกลุ่มต้องการเข้ามาเอาเปรียบระบบ ระบบการเงินก็ต้องมีประสิทธิภาพในการตรวจเช็กและตรวจจับ

“กรณีการโพสต์สร้างกระแสหรือดราม่าในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับสินเชื่อออนไลน์ เราต้องไปดู Digital Footprint ให้ชัดเจน ว่าเป็นเพียงความคึกคะนองส่วนบุคคล หรือมีกระบวนการเบื้องหลังที่พยายามขับเคลื่อนกระแส"

ทั้งนี้ ผยง กล่าวอีกว่า การนำข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) มาใช้ประเมินสินเชื่อ ไม่ได้แปลว่าเป็นการเปิดช่องให้คนหนีระบบ สถาบันการเงินมีมาตรฐานทางจริยธรรม มีหลักการ Market Conduct และการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) ที่ปฏิบัติร่วมกันทั้งระบบอยู่แล้ว

“การพยายามนำข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือเข้ามาเพื่อให้ผ่านการพิจารณาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตลอด แต่สถาบันการเงินก็มีระบบคัดกรอง คนที่ตั้งใจเอาเปรียบ สุดท้ายระบบก็จะคัดออกและทำให้เขาไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ การทำให้คนที่ปฏิบัติตัวดีหมดหวังในการเข้าถึงสินเชื่อเพราะพฤติกรรมของคนกลุ่มน้อย จึงเป็นสิ่งที่น่าตำหนิอย่างยิ่ง"

นอกจากนี้ระบบการเงินสามารถแยกแยะระหว่างผู้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้ (Ability to pay) กับผู้ที่มีความตั้งใจจะชำระหนี้ (Willingness to pay) คนที่ไม่มี Ability to pay เพราะได้รับผลกระทบจากสภาวะแวดล้อม แต่ยังมี Willingness to pay ระบบพร้อมจะเข้าไปช่วยประคบประคองและดูแล

“แต่สำหรับคนที่มี Ability แต่ไม่มี Willingness to pay หรือตั้งใจจะเบี้ยวหนี้ ท่านก็ต้องรับผลของการถูกกีดกันออกจากระบบการเงิน เพราะระบบต้องมีความยุติธรรมกับทุกภาคส่วน ทรัพยากรสาธารณะไม่สามารถนำไปสปอยล์หรือสนับสนุนพฤติกรรมดังกล่าวได้ตลอดไป"

เครดิตสกอริ่งกรองลูกหนี้ดีให้ดอกเบี้ยต่ำลง

(5 ส.ค.69) ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทีเอ็มบีธนชาต (ทีทีบี) เผยว่า ทีทีบี เป็นธนาคารแรก แต่ไม่อยากเป็นธนาคารเดียวที่ใช้คะแนนเครดิตจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) หรือ เครดิตสกอริ่ง มาพิจารณาการให้สินเชื่อ

โดยมองว่า คะแนนเครดิต จาก NCB สะท้อนพฤติกรรมการชำระหนี้ในอดีตของลูกค้า ทั้งความสามารถและวินัย ในการชำระหนี้ได้ดีที่สุด คะแนนเครดิตบูโรไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่ถูกคำนวณมาจากหลายองค์ประกอบ ทั้งพฤติกรรมการผ่อนชำระ ที่เป็นน้ำหนักหลักในการคำนวณคะแนน ปริมาณภาระสินเชื่อที่มีอยู่ ดูจำนวน บัญชีสินเชื่อทั้งหมด ขนาดวงเงินสินเชื่อ ช่วยประเมินว่าสินเชื่อในมือเป็นวงเงินขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่

แม้ Credit Score จะเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่ธนาคารไม่ได้ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินเพียงตัวเดียว เพราะคะแนนเครดิตไม่สามารถสะท้อนฐานะทางการเงินปัจจุบันได้ทั้งหมด จึงต้องนำปัจจัยด้านความสามารถในการชำระหนี้มาวิเคราะห์ร่วมกัน ได้แก่ Residual Income หรือรายได้คงเหลือหลังหักภาระหนี้ทั้งหมด เพื่อประเมินว่าลูกค้ายังมีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำรงชีพและผ่อนชำระหนี้หรือไม่

อีกตัวแปรสำคัญคือ Debt-to-Income Ratio (DTI) หรือสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ ซึ่งช่วยคัดกรองลูกค้าที่แม้จะมีคะแนนเครดิตดี แต่มีภาระหนี้สะสมอยู่ในระดับสูง จนอาจส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต

การประเมินแบบหลายมิติทำให้ธนาคารสามารถลดโอกาสเกิดความเสี่ยงจากการอนุมัติสินเชื่อที่อาศัยคะแนนเครดิตเพียงอย่างเดียว และช่วยให้การกำหนดราคาสะท้อนความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละรายได้อย่างเหมาะสม

แนวทางดังกล่าวทำให้ธนาคารกำหนดอัตราดอกเบี้ยมีความแม่นยำมากขึ้น ลูกค้าที่มีประวัติการชำระหนี้ดีและมีคะแนนเครดิตระดับสูงจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ขณะที่ลูกค้ากลุ่มความเสี่ยงสูงจะถูกคิดดอกเบี้ยในระดับที่สะท้อนความเสี่ยงที่ธนาคารต้องรับ

อีกหนึ่งความท้าทายของการปล่อยสินเชื่อ คือปัญหา First-Payment Default (FPD) หรือ กรณีผู้กู้ไม่ชำระหนี้ตั้งแต่งวดแรก หรือที่เรียกกันว่า "บิดหนี้" ซึ่งนอกจากเจตนาไม่จ่ายหนี้แล้วยังพบบางกรณีใช้เอกสารปลอมในการขอสินเชื่อด้วย

ฐากร กล่าวว่า สำหรับทีทีบีหากระบบพบความผิดปกติหรือข้อมูลที่น่าสงสัย ธนาคารจะเพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบ เช่น ส่งเจ้าหน้าที่ Field Collector ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบที่อยู่อาศัยหรือสถานประกอบการจริง เพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้ข้อมูลเท็จหรือการสวมสิทธิ์ในการขอสินเชื่อ

“แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันวันนี้ไม่ได้หมายถึงการเร่งอนุมัติสินเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีระบบบริหารความเสี่ยงที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างความรวดเร็ว และ ความรัดกุม ไปพร้อมกัน”

ฐากร กล่าวว่า สำหรับทีทีบี ปัญหาเรื่องไม่จ่ายหนี้ตั้งแต่งวดแรก หรือ บิดหนี้ เกิดขึ้นในสัดส่วนที่ต่ำ เนื่องจากระบบคัดกรองความเสี่ยงสามารถแยกแยะลูกค้าที่มีคุณภาพได้ตั้งแต่ต้นทาง โดยการใช้คะแนนเครดิตของ NCB มาพิจารณาสินเชื่อ ทำให้ลูกค้าที่มีคะแนนเครดิตดีมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการอนุมัติอัตโนมัติได้อย่างรวดเร็ว

ในขณะเดียวกัน คุณภาพพอร์ตดีขึ้น แม้รายได้ดอกเบี้ยต่อรายลดลงเพราะลูกค้าจะได้ดอกเบี้ยตามความเสี่ยงของตัวเอง แต่การใช้ Risk-Based Pricing ทำให้โครงสร้างพอร์ตสินเชื่อของทีทีบี เปลี่ยนไปในเชิงคุณภาพ โดยจากที่เริ่มในกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคลมาก่อนหน้านี้พบว่ามีลูกค้ากลุ่มเครดิตดีเข้ามาใช้บริการมากขึ้น ทั้งในผลิตภัณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อรีไฟแนนซ์ ส่งผลให้คุณภาพสินเชื่อโดยรวมดีขึ้นด้วย

หลังจากนี้ธนาคารจะใช้กลไก Risk-Based Pricing ในผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อยของทีทีบีทั้งหมด และเชื่อว่าในช่วง 4 ปีข้างหน้าพอร์ตสินเชื่อจะเติบโตแข็งแกร่งมากขึ้น การหันมาเน้นลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินดี จะทำให้เกิด ลูกค้ามีคุณภาพไหลเข้าสู่พอร์ต ซึ่งจะช่วยให้พอร์ตสินเชื่อโดยรวมมีความแข็งแกร่งและเติบโตขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

"ในช่วง 4 ปีข้างหน้านี้ธนาคารคาดหวังว่าคุณภาพสินเชื่อของธุรกิจรายย่อยจะดีขึ้นจากปัจจุบัน NPL อยู่ที่ไม่ถึง 3% อาจจะลดลงเหลือราว 1 %” (เพิ่มเติม…)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...