"เสียใจที่ทำไม่ได้ ดีกว่าเสียดายที่ไม่ได้ทำ" เบื้องหลังมหากาพย์ 2 ปี เปิดหลักฐานคดีโกงเลือก สว. คุยกับคนทำงานจาก iLaw
“นี่เป็น Once In A Lifetime เป็นโอกาสเดียวในชีวิตที่จะนำเสนอข้อมูลและเรื่องราวต่างๆ เพื่อนำไปสู่การสั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องทั้ง 229 คน ดังนั้น แม้จะเหนื่อยแต่ก็ยังมีเหตุผลให้อดทนและลงมือทำสิ่งนี้ต่อไปได้”
หลังจาก iLaw นำเสนอข้อมูลจากการรวบรวมหลักฐานและพยานเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. ต่อประธานวิปฝ่ายค้าน โดยเปิดเผยรายชื่อนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และนักการเมืองจากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็น 9 จาก 229 คน ที่ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ชี้ว่ามีมูลความผิดและมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการโกงการเลือกวุฒิสภา เมื่อปี 2567
จากข้อสังเกตความผิดปกติในวันรับสมัคร สู่โพยคะแนน ภาพถ่ายจากเหตุการณ์ คำบอกเล่าจากพยาน และเอกสารที่มีความหนาเท่าหนึ่งช่วงตัวคน บทความนี้ The MATTER พูดคุยกับ ชยพล ดโนทัย และ กัลยกร สุนทรพฤกษ์ เจ้าหน้าที่โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ถึงเบื้องหลังการสืบค้นข้อมูลคดีฮั้ว สว. ที่ยาวนานเป็นมหากาพย์กว่า 2 ปี
ความผิดปกติที่เกิดขึ้นตั้งแต่ ‘วันรับสมัคร’ จนถึงวันเลือก ‘ประธานวุฒิสภา’
ชยพล ดโนทัย เจ้าหน้าที่จาก iLaw เล่าว่า การเลือกสมาชิกวุฒิสภาในปี 2567 มีความแตกต่างจากภาพที่ตัวเองคาดการณ์ไว้ เนื่องด้วยเป็นการเลือกด้วยรูปแบบ ‘สมัครเพื่อโหวต’ จึงคาดว่าจะมีผู้สมัครถึงหลักแสน แต่ในความเป็นจริงมีผู้สมัครทั่วประเทศเพียง 48,226 คน
โดยจังหวัดที่มีผู้สมัครมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ 2,764 คน กรุงเทพมหานคร 2,489 คน จังหวัดเชียงใหม่ 2,000 คน จังหวัดบุรีรัมย์ 1,836 คน และจังหวัดนครศรีธรรมราช 1,798 คน
ข้อสังเกตของจำนวนผู้สมัครเลือกสมาชิกวุฒิสภาในแต่ละจังหวัด คือ บางจังหวัดซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้มีความตื่นตัวทางการเมืองมากนัก ความขัดแย้งทางการเมืองต่ำ เป็นจังหวัดที่มีบ้านใหญ่ กลับมีจำนวนผู้สมัครเลือกสมาชิกวุฒิสภาค่อนข้างสูง โดยจังหวัดเหล่านี้จะถูกลิสต์เป็น ‘พื้นที่สีแดง’
ในรอบการเลือกระดับจังหวัด iLaw ก็ได้แบ่งคนไปสังเกตการณ์ในจังหวัดต่างๆ ก็พบความผิดปกติในช่วงที่มีการนับคะแนน คือ ขณะที่การเลือกในกรุงเทพมหานครเสร็จสิ้นประมาณ 19:00 น. เนื่องจากมีการประท้วงหรือเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่หากผู้สมัครบางคนได้คะแนนน้อย แต่บางจังหวัดในพื้นที่สีแดง เช่น บุรีรัมย์ สตูล กลับนับคะแนนเสร็จตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 14:00 น.
“เราคาดหวังว่ามันควรจะมีการประท้วงกันเป็นปกติ เช่น พอนับคะแนนแล้ว ผมได้น้อยกว่า ขอนับใหม่ ภาพมันควรจะเป็นอย่างนั้น แต่ว่าพอเป็นต่างจังหวัด กลับไม่มีใครประท้วงเลย ทุกอย่างสงบ เรียบร้อย ราบรื่น ไม่มีอะไรผิดปกติแม้แต่นิดเดียว ซึ่งจังหวัดเหล่านี้เป็นจังหวัดที่เราลิสต์ไว้เป็น ‘พื้นที่สีแดง’ ตั้งแต่แรก” ชยพล เล่าถึงข้อสังเกตที่ตนเองพบ
ภาพ การเลือก สว. ระดับประเทศ เมื่อ 26 มิถุนายน 2567
เมื่อถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ก็พบอีกข้อสังเกต คือ มีผู้สมัครจำนวนหนึ่งใส่เสื้อ ‘สีเหลือง’ บางคนใส่สูทสีดำและถือแฟ้มมาด้วย
รอบที่ 1 ซึ่งเป็น ‘รอบเลือกกันเอง’ ภายในกลุ่มผู้สมัคร โดยจะเลือกในกลุ่มอาชีพได้ไม่เกิน 10 คน สามารถเลือกตัวเองและบุคคลอื่นได้ไม่เกิน 1 เสียงต่อคน ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด 40 คน จะได้เข้ารอบต่อไป ซึ่งตามหลักแล้วหากเป็นคนที่สมัครเข้ามาก็ควรจะมี 1 เสียงที่ ‘เลือกตัวเอง’ แต่กลับพบว่ามีผู้สมัครบางคนที่ได้ 0 คะแนน คือ ไม่เลือกตัวเอง แต่เข้ามาถึงรอบการเลือกระดับประเทศเพื่อทิ้งคะแนนให้คนอื่นแล้วหายไป
นอกจากนั้น ยังมี 8 จาก 77 จังหวัด ที่มีผู้สมัครเข้ารอบที่ 2 หรือ ‘รอบเลือกไขว้’ เยอะที่สุด ได้แก่ อยุธยา บุรีรัมย์ สตูล อ่างทอง เลย อำนาจเจริญ ยโสธร และสุรินทร์ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีบ้านใหญ่เป็น ‘พรรคภูมิใจไทย’ และมีจำนวนคนที่ผ่านเข้ารอบไขว้เกาะกลุ่มอยู่ในช่วงเกือบ 30-40 คน ขณะที่ลำดับที่ 9 อย่างจังหวัดนครนายกมีผู้สมัครที่ผ่านเข้ารอบไปเพียง 19 คน และลดหลั่นลงมาเรื่อยๆ
ในรอบเลือกไขว้ มีการจับสลากแบ่งเป็น 4 สาย ให้ผู้สมัครเลือกผู้สมัครกลุ่มอื่นในสายเดียวกันกลุ่มละ 5 คน แต่ห้ามเลือกตัวเองและกลุ่มเดียวกัน เมื่อผลออกมาพบว่ามีผู้สมัครบางคนที่คะแนน ‘ล้นกระดาน’ คือ ชนะแบบลอยลำ จากการได้รับเลือกเยอะมากจนต้องต่อกระดาษขีดคะแนนเพิ่ม โดยใน 20 กลุ่ม จะมีคนที่ได้คะแนนลักษณะนี้อยู่ประมาณ 4-6 คน และบุรีรัมย์เป็นจังหวัดที่มี สว. มากที่สุด คือ 14 คน
“นี่คือความผิดปกติ 3 อย่าง ที่เราพูดได้ว่ามีการฮั้ว และเป็นการเลือกที่ไม่สุจริตโปร่งใส” ชยพล กล่าว
**เมื่อย้อนไปดูเอกสารแนะนำตัว (สว. 3) ก็พบว่า ผู้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาบางคนเขียนรายละเอียดประวัติตัวเองน้อยมากๆ บางคนมีเพียง 10 คนหรือหนึ่งประโยค เมื่อเทียบกับบางคนที่เขียน 5 บรรทัดเต็มๆ แต่กลับตกรอบ ซึ่งแม้จะมีความเป็นไปได้ที่ผลการเลือกจะออกมาลักษณะนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นความผิดปกติรูปแบบหนึ่ง
ชยพล บอกว่า ความเป็นกลุ่มก้อนของ สว. มีความชัดเจนมากขึ้นในวันที่ 23 กรกฎาคม 2567 เมื่อมีการลงมติเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา โดยที่ประชุมวุฒิสภามีมติเลือก มงคล สุระสัจจะ เป็นประธานวุฒิสภา ด้วยคะแนน 159 เสียง
“นึกถึงตอนเลือกนายกฯ หรือจัดตั้งรัฐบาลตอนนั้น (เลือกตั้ง 2566) ก็จะเห็นว่าต้องมีมุ้ง คือ มีทั้งฝั่งที่สนับสนุนและไม่สนับสนุน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี และกว่าจะลงตัวก็มีการเจรจาหรือการเคลื่อนไหวต่างๆ แต่การเลือกประธานวุฒิสภาครั้งนี้ เหมือนมี 140 คน ที่คิดจากบ้านได้ว่าจะเลือกคนนี้เป็นประธาน ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เหมือนมีมุ้งที่ประชาชนทั่วไปไม่เห็น” ชยพล ตั้งข้อสังเกต
ด้วยหลักฐานและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ช่วงที่มีการรับสมัครเลือก สว. จนถึงวันที่มีการเลือกประธานวุฒิสภา ก็นำมาสู่บทสรุปข้อเดียวที่ใครๆ ก็เรียกสมาชิกวุฒิสภากลุ่มนี้ว่า ‘สว. สายสีน้ำเงิน’
จาก 2567 สู่ปีที่ 3 ของการติดตามคดีฮั้ว สว.
หนึ่งในอำนาจหน้าที่ของ สว. คือ การให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งศาลรัฐธรรมนูญ-องค์กรอิสระ และตำแหน่งระดับสูงในหน่วยงานรัฐ เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดิน กกต. ป.ป.ช. อัยการสูงสุด ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เลขาคณะกรรมการกฤษฎีกา
ความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเลือก สว. ที่ยังไม่โปร่งใส จึงนำมาสู่การตั้งคำถามต่อผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ว่าจะเป็นการเลือกผู้พิพากษามาตัดสินคดีตัวเองหรือไม่
ปี 2567 เนื่องด้วยอำนาจในการสั่งฟ้องหรือดำเนินคดีต่างๆ เป็นของเจ้าหน้าที่รัฐ iLaw จึงเลือกนำเสนอข้อมูลที่มีความน่าสงสัยกับประชาชน ผ่านการเผยแพร่บทความ การชวนตั้งข้อสังเกต และภาพถ่ายระหว่างการเลือกระดับประเทศ
ปี 2568 ช่วงรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเรื่องกรณีกรณีผู้สมัคร สว. ขอให้ตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่ง สว. ปี 2567 ว่ามิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีการขอข้อมูลจาก iLaw ซึ่งได้ยื่นข้อมูลหลักฐานจากบทความและภาพถ่ายต่างๆ โดยเฉพาะภาพจากกล้องช่างภาพของ iLaw ที่สามารถนำไปใช้เชื่อมโยงกับภาพในกล้องวงจรปิดได้**
**ภาพ กิจกรรมเล่นกีฬาหน้า กกต. เมื่อ 30 สิงหาคม 2569 (cr. iLaw)
17 กรกฎาคม 2568 คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กกต. และดีเอสไอ โดยมี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน ได้มีมติส่งเรื่องให้ กกต. ชุดใหญ่ทั้ง 7 คน พิจารณาดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหา รวมทั้งสิ้น 229 คน ดังนี้
สว. จำนวน 138 คน สว.สำรองและผู้สมัคร สว. 50 คน รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย 21 คน เครือข่ายพรรคภูมิใจไทยรวม 20 คน
จากนั้น 16 กันยายน 2568 กกต. มีคำสั่งที่ 2633/2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาและข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 (คณะอนุฯวินิจฉัยที่ 36) เพื่อรับไม้ต่อพิจารณาคดีโกงเลือกสว.จากคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 ซึ่งได้มีมติให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ไม่มีมูลความผิดในคดี ในวันที่ 19 มีนาคม 2569 โดยความเห็นส่วนนี้ของคณะอนุกรรมการฯ จะต้องถูกส่งไป กกต. ชุดใหญ่ เพื่อพิจารณาชี้ขาดวินิจฉัยต่อไป
อย่างไรก็ตาม กกต. ได้พยายามเลื่อนการสั่งฟ้องคดีเรื่อยมา จากเดิม ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ระบุว่า จะมีการพิจารณาข้อมูลข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้แล้วเสร็จภายใน 31 สิงหาคม แต่ก็ถูกเลื่อนเป็น 14 กันยายน 2569
ทั้งนี้ iLaw มองว่า หน้าที่ที่แท้จริงของ กกต. ไม่ใช่การสวมบทบาทเป็นผู้พิพากษาชี้ขาดว่าใครผิดหรือถูกจนนำไปสู่ ‘การไม่สั่งฟ้อง’ แต่คือการทำหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานต่อให้ศาลเป็นผู้พิจารณาและตัดสินตามกระบวนการยุติธรรม
21 กรกฎาคม 2569 – เปิดรายชื่อคดีโกงเลือกสว.
เนื่องด้วย iLaw เป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่เป็นทั้งตัวตั้งและมีส่วนร่วมในการรณรงค์หลายแคมเปญ ตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เช่น #นิรโทษกรรมประชาชน รณรงค์ #8กุมภากาเห็นชอบ ดังนั้น แม้ได้เอกสารหรือหลักฐานเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. มา แต่ก็ยังไม่มีจังหวะได้ลงมือสืบค้นและทำเรื่องนี้อย่างเต็มตัว**
**ภาพ ส่วนหนึ่งของเอกสารคดีโกงเลือก สว.
กัลยกร สุนทรพฤกษ์ Creative and Data Analysis ของ iLaw เล่าว่า ช่วงที่มีเอกสารหรือหลักฐานเหล่านี้แรกๆ ทีม iLaw ก็ยังไม่แน่ใจว่าต้องทำอย่างไรต่อ ประกอบกับเป็นช่วงที่มีประเด็นอื่นๆ ต้องทำเยอะมาก เรื่องนี้เลยเหมือนถูกวางไว้และยังไม่มีการแบ่งหน้าที่ว่าใครจะทำอะไร
“เหมือนเป็นเรื่องที่อยากทำแต่ไม่ได้ทำสักที” ชยพล กล่าว
**21 กรกฎาคม 2569 เป็นวันที่คดีฮั้ว สว. ได้รับความสนใจจากสังคมมากขึ้น หลังจาก iLaw รวบรวมข้อมูลจากพยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์ และนำเสนอข้อมูลต่อประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ใช้อำนาจฝ่ายค้านตรวจสอบการใช้อำนาจและความโปร่งใสของรัฐบาลว่า มีส่วนร่วมในขบวนการโกงการเลือกสว. ตามที่ถูกกล่าวหาจริงหรือไม่
โดยข้อมูลดังกล่าวได้พูดถึงรายชื่อบุคคล 9 คน ดังนี้
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปฯ รัฐบาล พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พิชัย ชมภูพล สส. พรรคภูมิใจไทย ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
“ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว หรือแม้กระทั่งพรรคประชาชน เมื่อนำเสนอประเด็นโกงเลือก สว. เขาจะพูดแบบ นาย ก, นาย ข, นาย ค ซึ่งเรารู้สึกว่าเรื่องนี้ควรพูดชื่อออกมาตรงๆ เพราะเป็นข้อมูลที่ DSI ชี้มาว่ามีมูลความผิด มีหมายเรียกไปส่งถึงหน้าบ้านแล้ว ก็ควรที่จะพูดชื่อออกมาเลย” ชยพล กล่าว
การหาหลักฐาน ทำความเข้าใจเอกสาร และวิเคราะห์ข้อมูล
เนื่องด้วยเป็นคดีที่มีผู้ถูกกล่าวหาถึง 229 คน การสืบค้นเอกสาร หรือหาข้อมูลเพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของกลุ่มคนขนาดใหญ่จึงเป็นเรื่องยากไปด้วย
ยกตัวอย่าง การขอข้อมูลผู้ช่วย สว. ซึ่งต้องไปร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เพื่ออุทธรณ์คำสั่งของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา กรณียื่นขอข้อมูลรายชื่อของผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัวของสมาชิกวุฒิสภาทั้ง 200 คน ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน กว่าจะได้ข้อมูลดังกล่าว
เมื่อได้รายชื่อมาแล้ว iLaw ก็ได้สืบค้นข้อมูลของแต่ละคนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมีทั้งคนที่สืบค้นได้และไม่ได้ ก่อนนำมาจัดกลุ่มเพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของแต่ละคน
ภาพ การจัดระเบียบข้อมูลบนกำแพงในสำนักงาน iLaw
นอกจากความยากในการเข้าถึงข้อมูลแล้ว เอกสารและหลักฐานคดีโกงเลือก สว. ยังมีหลายรูปแบบ ซึ่งชยพลและกัลยากรเห็นตรงกันว่า อ่านยากมากๆ เนื่องจากเป็นสำนวนภาษากฎหมาย และเนื้อหาไม่ได้ไล่เรียงกันเป็นไทม์ไลน์หรือบุคคล ทำให้ต้องอาศัยการใช้ความจำและทักษะการจับประเด็นเพื่อเชื่อมโยงข้อมูล
“ข้อมูลมันไม่ได้มาในรูปแบบเดียว มีทั้งตัวหนังสือ เรื่องเล่าจากพยาน ภาพถ่าย บันทึกการโทรศัพท์ สถานที่ วันที่และเวลา และข้อมูลบางอย่างก็มีความละเอียดอ่อน เช่น เลขประจำตัวประชาชน เบอร์โทรศัพท์ ดังนั้น เราจึงต้องรู้จักการจัดกลุ่มข้อมูล และคิดอย่างรอบคอบว่าจะเปิดเผยข้อมูลอย่างไร” กัลยกร กล่าว
หยิบยอดภูเขาน้ำแข็งมาสื่อสารต่อสังคม
การสื่อสารเรื่องการเลือก สว. มีความยากตั้งแต่แรก เริ่มจากการอธิบายกติกาการเลือกอันซับซ้อน จนถึงวันที่ผลคะแนนออกมา ซึ่ง iLaw ก็ได้สื่อสารประเด็นนี้อยู่เรื่อยๆ จนภาพการฮั้วเริ่มชัดเจนขึ้นจากหลักฐาน อย่างโพยและรูปแบบการลงคะแนน หรือการนัดใส่เสื้อสีเหลืองของผู้สมัครกลุ่มหนึ่ง
ทว่าสิ่งที่สังคมยังตั้งคำถามและอาจจะยังมองเห็นได้ไม่ชัดเจนก็คือ กลไกการฮั้วดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างไร มีรูปแบบการดำเนินการเบื้องหลังแบบไหน เส้นทางการโอนเงินหรือนัดหมายเป็นอย่างไร
สิ่งที่กล่าวข้างต้นเป็นโจทย์ที่ iLaw ต้องหยิบมานำเสนอต่อสังคม เพื่อให้เราสามารถพูดได้เต็มปากว่า ‘การเลือกครั้งนี้ มีการโกงเกิดขึ้นจริงๆ’ ยกตัวอย่าง หากมีคนถามหาเส้นทางการเงิน iLaw ก็จะเปิดเส้นทางการเงิน เมื่อมีคนถามถึงนทึกการโทรศัพท์ iLaw ก็จะเปิดข้อมูลนั้น เพื่อให้คนในสังคมตามข้อมูลที่มีอยู่ทัน
“เราต้องหยิบอะไรที่มันเป็นยอดภูเขาน้ำแข็งออกมานำเสนอก่อน ทั้งที่ความจริงข้างใต้นั้นเหมือนมีมหากาพย์โอดิสซีอยู่” ชยพล กล่าว
ภาพ เชื่อมโยงข้อมูลคดีการโกงเลือก สว. บนกำแพงสำนักงาน iLaw
ชยพล บอกว่า หลังจากเปิดข้อมูลแรกๆ ไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ก็เกิดการโต้ตอบปิงปองรายวัน ระหว่างฝั่ง iLaw และกลุ่มสีน้ำเงิน จนกระทั่งมีจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ เมื่อ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จัดเวทีที่นำพยานตัวจริงในคดีออกมาเล่าถึงสิ่งที่พวกเขาเจอ ซึ่งคำบอกเล่าของพยานก็เริ่มระบุคีย์เวิร์ดชัดเจน ทั้งชื่อบุคคลและสถานที่ เช่น โรงแรมธาราแกรนด์ หรือตัวละครอดีตผู้ช่วยต่างๆ
คีย์เวิร์ดเหล่านี้เปรียบเสมือน ‘จิ๊กซอว์’ ที่ iLaw จะนำกลับมาทำการบ้านต่อกับฐานข้อมูลที่มีอยู่ในมือ และเริ่มขยายผลได้ว่าชื่อที่พยานพูดถึงนั้นเชื่อมโยงกับใคร และเกิดอะไรขึ้นในสถานที่เหล่านั้น อย่างกรณี ‘โรงแรมกรุงศรีริเวอร์’ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น ‘ศูนย์ทำโพย’ ขนาดใหญ่ก่อนวันเลือก สว. ระดับประเทศ
กังวลหากถูกฟ้อง แต่พร้อมสู้คดี
การเปิดเผยข้อมูลบุคคลระดับ สว. และผู้มีอิทธิพลเบื้องหลัง ทีมงาน iLaw หรือพยานมีความกังวลเรื่องการฟ้องปิดปากหรือการคุกคามความปลอดภัยส่วนตัวมากน้อยแค่ไหน?
“พยานส่วนใหญ่ไม่กังวล เราก็ไม่รู้ว่าตอนปี 2567 ตอนที่เขาป็นส่วนหนึ่งกับขบวนการนั้น เขาคิดยังไง แต่วันนี้ เขาคิดว่าสิ่งที่เขาทำนั้นไม่ถูก และรู้สึกว่าสิ่งที่ถูกต้องคือการออกมาเปิดเผย เพราะหลายคนที่มาเป็นพยานก็ต่างเคยรับเงินกันมาแล้ว” ชยพล ตอบในส่วนของพยาน**
ภาพ การเชื่อมโยงเส้นทางทางการเงิน
ด้าน iLaw ก็มีความกังวลว่าจะมีการฟ้องปิดปาก (SLAPP) อยู่บ้าง แต่หากถูกฟ้องก็พร้อมสู้คดี ขณะที่การถูกฟ้องก็คงมีสิ่งที่ต้องแลก ไม่ว่าจะเป็นความเครียด หรือภาระที่เพิ่มขึ้น จากการเสียเวลาเดินทางหรือเตรียมเอกสารและหลักฐานต่างๆ เพื่อสู้คดี แทนที่จะได้นั่งอ่านข้อมูลหรือรณรงค์ขับเคลื่อนสังคมในประเด็นอื่นๆ
ทั้งกัลยากรและชยพลเห็นตรงกันว่า หากเกิดการฟ้องร้องขึ้นมาจริงๆ ผลลัพธ์ทางการเมืองอาจไม่ได้เป็นไปตามที่ผู้ฟ้องต้องการ เพราะเป้าหมายของการฟ้องปิดปากคือการสั่งให้หยุด แต่ในความเป็นจริง ต่อให้ iLaw ถูกบังคับให้ต้องหยุด กระแสความสนใจและการตรวจสอบของสังคมก็ยังคงดำเนินต่อไป และอาจยิ่งเร่งให้สังคมจับตามองเรื่องนี้อย่างเข้มข้นมากขึ้น
"มันจะได้ผลลัพธ์ในทางตรงกันข้าม เขาฟ้องเพื่อให้เราหยุด แต่ความจริงแล้ว สังคมก็จะยังไปต่อ” ชยพล กล่าว
เสียใจที่ทำไม่ได้ ดีกว่าเสียดายที่ไม่ได้ทำ
การต้องเกาะติดเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองและข้อจำกัดของกระบวนการยุติธรรม ส่งผลต่อสภาวะจิตใจของคนทำงานหรือไม่?
“ก็เหนื่อยนะ แต่มันจะไม่มีจังหวะนี้อีกแล้ว จะไม่มีโอกาสที่เราจะได้พูดก่อนที่ กกต. จะสั่งฟ้องอีกแล้ว ถ้าเราไม่ทำก็น่าเสียดาย” ชยพล กล่าว
**‘เสียใจที่ทำไม่ได้ ดีกว่าเสียดายที่ไม่ได้ทำ’
ข้างต้นเป็นโควตที่ชยพลยกมาจาก เป๋า-ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw ที่ยกโควตมาจาก กรวีร์ ปริศนานันทกุล อีกที
ชยพลซึ่งติดตามเรื่องการเลือก สว. ตั้งแต่ปี 2567 และเห็นทุกอย่างมาตั้งแต่วันที่มีการรับสมัคร จึงรู้สึกว่าหากรู้และติดตามเรื่องนี้มาตลอด แล้วไม่ทำอะไรเลย ก็ไม่รู้ว่าจะทำงานที่ iLaw ไปเพื่ออะไร และไม่รู้ว่าจะมี iLaw ไว้ทำไม เพราะฉะนั้น แม้เหนื่อยแต่ก็คุ้มที่จะแลก
ภาพ กัลยากรกับเอกสารคดี สว.
กัลยากร บอกว่า นี่เป็น Once In A Lifetime คือเป็นโอกาสเดียวในชีวิตที่จะนำเสนอข้อมูลและเรื่องราวต่างๆ เพื่อนำไปสู่การสั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องทั้ง 229 คน ดังนั้น แม้จะเหนื่อยแต่ก็ยังมีเหตุผลให้อดทนและลงมือทำสิ่งนี้ต่อไปได้
แล้วถ้า กกต. ไม่สั่งฟ้อง iLaw จะทำอย่างไร?
“ตามแผนที่วางไว้ ก็คงต้องเปิดทั้งหมด” กัลยากร ตอบ
**หากสุดท้ายแล้ว กกต. ไม่สั่งฟ้องคดีนี้ต่อศาล สิ่งที่ iLaw วางแผนว่าจะทำคือการเปิดเผยหลักฐานและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 229 คน และชี้ให้เห็นว่าแต่ละคนมีความผิดอย่างไร และให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน
ทั้งนี้ หาก กกต. เลือกสั่งฟ้องเพียงบางคน ข้อมูลของกลุ่มคนที่รอดจากการถูกฟ้อง ก็จะถูกนำมาเปิดเผยต่อสาธารณชนแทน
เมื่อถามถึงจุดสิ้นสุดของภารกิจติดตามคดี สว. นี้ ทั้งสองคนตอบว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ซึ่งเป็นระยะเวลาเดือนกว่าๆ และไม่สามารถตอบได้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ เพราะไม่ว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องก็มีภารกิจต่อไปรออยู่ข้างหน้าทั้งสิ้น
ดังนั้น แม้จะเหนื่อยแต่ก็เป็น Once In A Lifetime และหวังว่าจะมีการนำคดีนี้เข้าสู่การพิจารณาคดีในศาลต่อไป
อ้างอิงจาก
Photographer: Asadawut Boonlitsak (IG: @ong.asadawut)
Graphic Designer: Krittaporn Tochan (IG: @krittochan)
Editor: Thanyawat Ippoodom**