โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อุบัติรักเมื่อครั้งตีป้อม: ว่าด้วยเหตุผลที่คนเราตกหลุมรักกันในเกมได้แม้ไม่เคยพบหน้ากัน

The MATTER

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Lifestyle

“เรามักพบเจอความรักในที่ๆ คาดไม่ถึง”

ประโยคข้างต้นหมายความว่า ปกติแล้วเรามักจะมองหาความรักในพื้นที่ที่เฉพาะเจาะจงเพื่อเดตหรือพบเจอคนที่อาจเป็นคนรักในอนาคต อย่างแอปพลิเคชั่นหาคู่ แต่หลายครั้ง เราอาจจะไปรู้สึกตกหลุมรักในพื้นแปลกๆ พื้นที่ที่ไม่น่าจะเกิดความรู้สึกผูกพันได้ อย่างการเล่นเกมกับใครซักคน คนที่เราอาจจะเจอตัวตนเสมือนของเขาทุกๆ วัน แต่ไม่เคยเจอตัวจริง แต่สุดท้ายเรากลับมีใจให้กับคนแปลกหน้าอีกคนในเกมไปซะอย่างนั้น

ความรักระหว่างเล่นเกม ถือเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยจนมีงานวิจัยพยายามอธิบายว่า ทำไมโลกเสมือนของเกม ถึงทำให้มนุษย์อย่างเราๆ ตกหลุมรักคนแปลกหน้าได้ ทั้งที่ด้วยเงื่อนไขของเกมไม่ตั้งใจให้เป็นพื้นที่หาคู่ แต่กลับเอื้อให้เกิดการสานสัมพันธ์แบบใกล้ชิดได้ในเงื่อนไขที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งนักวิจัยอธิบายว่าเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานทางอารมณ์ (affective infrastructures)’ ซึ่งสัมพันธ์กับทฤษฎีผลกระทบต่อความรู้สึก (affect theory)

อันที่จริง ข้อเสนอสำคัญหนึ่งของงานวิจัยนี้คือการอธิบายว่า ทำไมเกมที่ต้องเล่นอย่างรวดเร็ว เล่นเป็นรอบๆ เกมแนวกลยุทธ์ บู๊ล้างผลาญ ไม่ได้ตั้งใจโรแมนติก เช่นเกมกลุ่ม MOBA (Multiplayer Online Battle Arena) ที่ต้องตีป้อมเป็นทีมเดียวกันถึงทำให้เกิดการตกหลุมรักขึ้นในเกมได้

รักเกิดในตอนที่ ‘ทำอย่างอื่น’

ประเด็นเรื่องทำไมเราถึงตกหลุมรักในเกม ส่วนหนึ่งจะอธิบายว่าเป็น ‘ความย้อนแย้ง’ ของความรัก ก็อาจจะไม่ผิดนัก เพราะความรักมักมาในเวลาที่เราไม่ได้ตั้งใจหา แต่เกิดขึ้นในจังหวะเวลาที่เรากำลังทำเรื่องอื่นๆ ดังนั้น งานศึกษาจึงค่อนข้างหาคำอธิบายว่า กลไกของเกม มันต่างกับการเข้าใช้เดทติ้งแอปฯ อย่างไร และพวกเขาจึงพบว่า จริงๆ แล้วการสานสัมพันธ์ในเกม มีลักษณะเป็นมุมกลับของการหาคู่ ทว่าด้วยกลไกและรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ที่เกมออกแบบไว้ กลับทำให้เกิดการเรียนรู้และผูกพันทางความรู้สึกได้ แถมค่อนข้างมีประสิทธิภาพซะด้วย

งานศึกษาที่เราพูดถึงชื่อตรงตัวว่า การตกหลุมรักกันในเกมเกิดขึ้นได้อย่างไร (How Strangers Fall in Love in Games) ตีพิมพ์ปลายปีที่แล้ว (2025) เป็นบทความของ เมง หวัง (Meng Wang) งานวิจัยเน้นการสัมภาษณ์เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการที่คนแปลกหน้าพัฒนาความสัมพันธ์แบบโรแมนติกขึ้นภายในเกม ซึ่งเธอใช้กลุ่มตัวอย่างที่เล่นเกม Honor of Kings เกมประเภท MOBA เป็นกรณีศึกษา

ข้อเสนอของผู้วิจัย น่าสนใจตรงนี้เธอเสนอว่า จริงๆ แล้ว ความ ‘ไม่ได้ตั้งใจมาหาคู่’ แต่ ‘เงื่อนไข’ และ ‘กลไก’ ของเกม กลับทำให้เกิดความสัมพันธ์ทางความรู้สึก ไปจนถึงการเรียนรู้ซึ่งกันและกันทางอ้อมได้ เพราะการเล่มเกมทำให้เราเหมือนได้เรียนรู้ตัวตนของคนคนนั้น ภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ในภาวะคับขันจากเงื่อนไขที่เกิดขึ้นในเกม

ความสัมพันธ์ 4 ขั้น ระหว่างแมชช์

สิ่งที่น่าสนใจของการเกิดความรักขึ้นในเกม คล้ายกับการอยู่ในเงื่อนไขของการสร้างความสัมพันธ์ และเป็นการเรียนรู้ตัวตนในทางกลับ หมายความว่า การเล่นเกมด้วยกัน ในกรณีนี้คือเกมแบบ MOBA เกมจับคนมาเจอกัน เงื่อนไขของเกมจะค่อยๆ เปิดตัวตนซึ่งทำให้คนเล่นได้รู้จักตัวตนกันโดยไม่ต้องเริ่มจากการแนะนำตัว

ความสนุกของการสานสัมพันธ์ใน MOBA คือ เงื่อนไขของการแมช สุ่มเจอ รวมถึงการเล่นเกมที่มีเวลาเล่นเพียง 15-20 นาทีต่อรอบ เป็นเหมือนการบีบอัดปฏิสัมพันธ์ของคนเล่นให้แนบแน่น ดั่งทางด่วนของการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน แถมการเล่นเกม MOBA มันคือการลงมือทำไปเลย ช่วยกัน เล่นกัน ดูแลกัน โดยนัยมันก็เป็นปฏิสัมพันธ์ที่สะท้อนความชิดใกล้ ซึ่งผู้วิจัยเรียกว่า micro-intimacy in motion คือเป็น ‘โมเมนต์’ ที่เกิดขึ้นในระหว่างศึก

ผู้วิจัยเสนอขั้นตอนการสานสัมพันธ์ในเกมแนว MOBA ไว้ 4 ระยะ คือเริ่มจากการพบกัน (Encounter) เริ่มจากการจับคู่กันในเกม สุ่มเจอในทีมเดียวกัน ประทับใจในทักษะ การช่วยเหลือดูแลกันในเกมจนอาจจะชนะหรือแพ้ กระทั่งระบบการใช้เสียงพูดคุยในเกมก็ส่งผล

ขั้นที่ 2 คือการทำความรู้จัก (Acquaintance) ถูกใจกัน ก็แอดเป็นเพื่อน เริ่มมีการวางจังหวะเวลาในการเล่นเกมพร้อมกัน เริ่มเข้าใจ เข้าขากัน จนนำไปสู่ขั้นที่ 3 การสานสัมพันธ์ (Developmen) ในพื้นที่นอกเกมเช่น แอดเพื่อนในโซเชียลต่างๆ ก่อนจะก้าวไปสู่ระยะสุดท้ายคือการจัดตั้งความสัมพันธ์หรือยุติความสัมพันธ์ (Establishment / Termination) การตัดสินใจว่าความสัมพันธ์นี้จะกลายเป็นความรักไหม หรือยุติเท่านี้ ถ้ายุติก็มักยุติการเล่นเกมด้วยกันไปโดยปริยาย

เราอาจจะรู้สึกว่าเกม MOBA ไม่น่าสานสัมพันธ์ได้ แต่เอาเข้าจริง การสุ่มเจอคนที่เข้าใจและเข้าขาก็ดูเป็นโขคชะตาอย่างหนึ่งแล้ว การเรียนรู้กันในช่วงระหว่างออกศึก ก็มักจะทำให้เราได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันโดยไม่ได้ตั้งใจ เงื่อนไขอย่างการแบ่งบทบาท การสื่อสาร หรือการยอมรับกับความพ่ายแพ้ ในที่สุดลึกๆ ล้วนกระทบกับความรู้สึกของผู้เล่น รวมถึงส่งผลกับความรู้สึกที่เรามีต่อคนที่เราเล่นด้วยอย่างลึกซึ้ง

ที่สำคัญคือผู้วิจัยพบว่าจริงๆ แล้วเกมแนว MOBA ก็มีระบบที่ช่วยสานความโรแมนติกเช่น ระบบส่งของขวัญ การกดหัวใจ หรือระบบจับคู่ คือเกมก็มีความหยอดนัยที่โรแมนติกผสมผสานลงไปในตัวเกมด้วย

MMORPG และเรื่องราวอื่นๆ

แม้จะเน้นหนักไปที่เกม MOBA แต่ผู้วิจัยก็พูดถึงเงื่อนไขของการสานสัมพันธ์ในเกมแบบอื่นๆ ซึ่งสะท้อนโครงสร้างโครงสร้างของเกมที่กระทบหรือขุดพรวนความสัมพันธ์ที่แตกต่างกัน เช่น เกมแนว MMORPG ที่พาเราไปอยู่ในโลกเสมือน รูปแบบการสานสัมพันธ์จะเป็นแบบที่ค่อยเป็นค่อยไป ตรงข้ามกับ MOBA คือเข้าไปอยู่ในโลกเดียวกัน ค่อยๆ ทำเควส เรียนรู้ตัวตนซึ่งกันและกัน

นอกจากงานวิจัยแล้ว บทความจาก VICE ซึ่งไปสำรวจคนที่รักกันผ่านเกม ก็ค่อนข้างสะท้อนมุมมองเดียวกัน คือเกมทำให้ผู้คนมาทำสิ่งต่างๆ ร่วมกัน ก่อนที่จะนิยามความสัมพันธ์นั้นๆ ความหมายก็คือเกมไม่ได้เริ่มจากการจีบกัน แต่กิจกรรมในเกม ไม่ว่าจะการดูแล ทำเควส การฮีล การแบ่งปัน นับเป็นการเรียนรู้ร่วมกันที่สร้างความใกล้ชิดได้ก่อน

สิ่งกลับด้านอีกอย่างจากแอปฯ เดทคือ การเดทเราเริ่มจากการเห็นหน้าก่อน แต่เกม มักทำให้เรารู้จักกันผ่านสิ่งอื่นๆ ก่อนเสมอ เรารู้จักชื่อคนคนนั้น รู้จักนิสัยบางอย่าง ความชอบบางอย่าง การทำกระทำที่มักจะทำในเกม รวมถึงได้ยินเสียงก่อน คือพูดอย่างคร่าวๆ คือเรารู้จักตัวตนของคนคนนั้น ก่อนรูปลักษณ์ การตัดสินจากรูปลักษณ์หรือสถานะทางสังคม จึงเหมือนถูกพักไว้ก่อน เกมเลยกลายเป็นพื้นที่ที่อาจได้เรียนรู้ตัวตนก่อนจะติดกับรูปลักษณ์หรือเงื่อนไขทางสังคม

ตรงนี้ต้องบอกว่า เราไม่ได้บอกว่าเกมเป็นพื้นที่ที่จะรู้จักคนได้อย่างถ่องแท้และเป็นอุดมคติ แต่ด้วยเงื่อนไขและโครงสร้างของเกม เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เกิดเงื่อนไขของการสานสัมพันธ์อันเหนือความคาดหมาย และอาจเป็นมุมกลับได้ หมายความว่า บางทีตัวตนในเกมกับตัวตนจริงอาจเป็นคนละอย่าง หรือด้วยเงื่อนไขของเกมก็อาจไปเจอพวกหลอกลวงได้

พร้อมกันนั้นในบทความของ VICE ก็พูดถึงเงื่อนไขของ ‘การใส่หน้ากาก’ คือการที่เราอยู่หลังอวตาร จริงอยู่ว่าเราอาจสร้างตัวตนปลอมขึ้น แต่ก็มีบางกรณีที่เมื่อเราไม่ต้องแสดงใบหน้าหรือตัวตนที่แท้จริง ผู้เล่นกลับสะดวกใจที่จะเปิดเผยความคิดหรือความรู้สึกมากขึ้น หน้ากากบางครั้งจึงไม่ใช่การหลอกลวง แต่คือการปิดบังบางส่วน และสร้างความสบายใจและความยินดีที่จะเปิดเผยบางส่วนเข้าหากัน

ดังนั้น จากประสบการณ์และบางคำถามเช่นเกมที่เน้นบู๊ สุ่มเล่นกัน จบเป็นรอบ ทำไมกลับสานความสัมพันธ์ที่หยั่งรากและยาวนานขึ้นได้ หรือเกมที่เราอาจจะลงเล่นโดยใช้ตัวตนเสมือน มีอวตาร หรือสวมหน้ากากปิดบังตัวตน ในการปิดบังตัวตน หน้าตาของเรา กลับนำไปสู่การเปิดเผยพื้นที่ที่อาจเคยมีกำแพงกั้นอยู่ หน้ากากกลับเปิดประตูให้ใครอีกคนเข้ามาเรียนรู้ตัวตนของเราได้

ประกอบกับเงื่อนไขอื่นๆ ของเกม คือการสร้างโลก หรือสร้างพื้นที่ให้เราเจอกันซ้ำๆ ทำบางอย่างด้วยกัน เรียนรู้ตัวตนซึ่งกันและกัน หรือพาเราไปกรำศึกซึ่งกันและกัน เผชิญชัยชนะ ศัตรู เวลาคับขัน ซึ่งในที่สุด จากโลกเสมือนก็ปลูกเมล็ดของความผูกพันของคนสองคนในโลกแห่งความจริง

อ้างอิงจาก

researchgate.net

vice.com

Graphic Designer: Phitsacha Thanawanichnam (IG: get.mars)
Editorial Staff: Paranee Srikham

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...