โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ซีอีโอ ริยาด แอร์ ไขกลยุทธ สายการบินน้องใหม่ซาอุ สยายปีก 100 เมือง ใน 5 ปี

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ริยาด แอร์ หรือ Riyadh Air จัดว่าเป็นสายการบินประจำชาติสายใหม่ของซาอุดีอาระเบีย แม้จะเปิดบินได้เพียง 3 เดือน ก็ขยายจุดบินไปยัง 12 เมืองทั่วโลกแล้ว ล่าสุดเพิ่งจะเปิดบินเข้าสู่กรุงเทพ และสายการบิน ยังตั้งเป้าสยายปีกสู่เมืองสำคัญในระดับโลกให้ได้ 100 เมือง ภายใน 5 ปี “โทนี ดักลาสประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Riyadh Air สะท้อนวิสัยทัศน์การดำเนินธุรกิจของสายการบินที่เกิดขึ้น

ริยาดแอร์ ตั้งเป้าเปิดบินเชื่อมต่อ 100 เมือง ภายใน 5 ปี

“Riyadh Air” เป็นสายการบินใหม่มีสถานะเป็น “สตาร์ทอัพ” ดำเนินการ ภายใต้พระราชดำริ และจากกฤษฎีกาของ “เจ้าชาย โมฮัมหมัด บิน ซัลมาน” มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย เมื่อต้นปี 2566 เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “Saudi Vision 2030”

โทนี ดักลาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Riyadh Air

พร้อมกำหนดเป้าหมายอันท้าทายในการเชื่อมต่อกรุงริยาด เข้ากับจุดหมายปลายทางระหว่างประเทศกว่า 100 เมืองทั่วโลกภายในระยะเวลา 5 ปีแรกของการเปิดดำเนินการ หรือ ภายในปี 2573 และช่วยแก้ปัญหาที่การเดินทางจาก ริยาด ซึ่งเป็นเมืองหลวง กลับ ไม่มีเที่ยวบินตรงไปยังจุดหมายปลายทางหลายแห่ง ทำให้ต้องเดินทางอ้อมไปใช้จุดบินอื่น ที่ไม่สะดวกในการเดินทาง

ด้วยวิสัยทัศน์นี้ ทำให้ Riyadh Air จะกลายเป็นสตาร์ทอัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุค ที่อุตสาหกรรมการบินไม่ได้เห็นมาหลาย 10 ปี และน่าจะเป็นการเริ่มต้นสายการบินครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีการก่อตั้งสายการบิน Emirates เมื่อหลายสิบปีก่อน และเมื่อเปรียบเทียบกับสายการบินชั้นนำในภูมิภาคเดียวกัน เช่น Qatar Airways ที่ต้องใช้เวลาร่วม 22 ปีในการขยายเครือข่ายให้ได้ 100 เมือง

ริยาด แอร์ ได้เริ่มให้บริการเที่ยวบินพาณิชย์เมื่อกลางปี 2569 เพียง 3 เดือนแรกของการเปิดให้บริการของสายการบิน ได้ขยายจุดบินไปยัง 12 เมืองทั่วโลกแล้ว

ทั้งยังตั้งเป้าว่าภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือนหลังของปีนี้ จะเปิดขายบัตรโดยสารเชื่อมโยงไปยัง 30 จุดหมายปลายทางทั่วโลก โดยมีโมเดลการเชื่อมต่อการเดินทางทั่วโลก ที่รวดเร็วเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางผ่านกรุงริยาด ไปยังเมืองหลักในยุโรป เช่น ลอนดอน ฮีทโธรว์ และมาดริด หรือ การเดินทางจากยุโรปเข้าสู่ไทย และอาเซียน

ปักหมุด เปิดบิน ริยาด-กรุงเทพ

สำหรับในเอเชียตะวันออกไกล ริยาด แอร์ ได้เข้ามาเปิดบินตรงเข้าสู่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2569 เป็นจุดหมายแรก ด้วยความถี่ 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ด้วยโบอิ้ง 787-9 Dreamliner รุ่นใหม่ล่าสุด และมีแผนขยายความถี่ในการบินเป็นเปิดเที่ยวบินทุกวัน ภายในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสิ้นปีนี้

เนื่องจากมียอดจองล่วงหน้าและปริมาณความต้องการเดินทางที่หนาแน่น โดยกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่นักเดินทางท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในโลกในปีที่ผ่านมา

ตามมาด้วยแผนการเปิดบินเข้ากรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ยิ่งไปกว่านั้น สายการบินยังอาจมีการพิจารณาจุดหมายอื่นในไทยเพิ่มเติม เช่น ภูเก็ต ตามความต้องการขับเคลื่อนในอนาคต

ปัจจุบันนักท่องเที่ยวซาอุดีอาระเบีย เดินทางเที่ยวไทยกว่า 200,000 คนต่อปี ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นนักท่องเที่ยวจากซาอุดีอาระเบีย ที่เดินทางมาเที่ยว รวมถึงการดูแลสุขภาพที่เพิ่มขึ้น และในทางกลับกัน ซาอุดีอาระเบียเองก็เปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวไทยให้ไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของประเทศที่มีขนาดกว้างใหญ่ถึง 2 ใน 3 ของยุโรปตะวันตก

พร้อมสถานที่ท่องเที่ยวระดับมรดกโลกที่ไม่มีใครเทียบ เช่น แหล่งรีสอร์ททะเลแดง (Red Sea Resorts) และ อัลอูลา (AlUla) เมืองมรดกโลกขององค์การยูเนสโกที่มีขนาดใหญ่เท่ากับประเทศเบลเยียม การจัดตั้งริยาด แอร์ จึงช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว และการค้าระหว่าง 2 ประเทศ

จากข้อมูลจากการประชุม Saudi-Thai Investment Forum 2024 ระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่ 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2565 และเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2566 ขณะที่มีนักท่องเที่ยวชาวซาอุดีอาระเบียเดินทางมายังกรุงเทพฯ ราว 200,000 คน และมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางสู่กรุงริยาดมากกว่า 30,000 คน ในช่วงเวลาเดียวกัน

ขยายฝูงบิน 182 ลำ รับเติบโตก้าวกระโดด

ทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตัวอย่างก้าวกระโดด Riyadh Air ได้เตรียมความพร้อมด้านฝูงบินผ่านการสั่งซื้อและผูกพันสัญญาเครื่องบินใหม่ทั้งหมดรวมทั้งสิ้น182 ลำซึ่งประกอบด้วย โบอิ้ง 787 Dreamlinerจำนวน 72 ลำ ,แอร์บัส เอ 321neo จำนวน 60 ลำ และ แอร์บัส เอ 350-1000จำนวน 50 ลำ

ปัจจุบันสายการบินอยู่ในขั้นตอนการรับมอบเครื่องบินลำตัวกว้างอย่างต่อเนื่องในอัตราประมาณเดือนละ 1 ลำ และมีกำหนดจะรับมอบเครื่องบิน Airbus A321neo ลำแรกภายในช่วงปลายปีนี้ ทั้งนี้ ความเร็วในการรับส่งฝูงบินจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในปีถัดไป

โดยตั้งแต่ปีหน้าสายการบินจะรับมอบเครื่องบินเฉลี่ยเดือนละ 2-3 ลำ (รวมเป็นเครื่องบิน Airbus ประมาณ 15 ลำ และเครื่องบินโบอิ้งตัวกว้างอย่างน้อย 10 ลำ รวมทั้งหมดประมาณ 25 ลำในปีเดียว)

การเติบโตอย่างรวดเร็วและศักยภาพในการรับมอบเครื่องบินลำตัวกว้างมากกว่า 6 ลำภายในเดือนเดียว ถือเป็นสถิติประวัติศาสตร์ที่มีเพียง 5 สายการบินระดับโลกเท่านั้นที่สามารถทำได้ และ Riyadh Air เป็นสายการบินแบบสตาร์ทอัพเพียงรายเดียวที่ทำได้สำเร็จ

เปิดจุดแข็ง จากจุดตั้งต้นสายการบินใหม่

หนึ่งในจุดแข็งที่สุดของ Riyadh Air คือ การตั้งสายการบินใหม่จาก “หน้ากระดาษเปล่า” ไม่มีความผูกพันใดๆ กับองค์กรหรือระบบในยุคเดิมในอดีต ทำให้สามารถออกแบบใหม่ได้ทุกอย่าง และวางมาตรฐานของตนเองหรือวางแนวคิดของสายการบินที่จะให้เป็นได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้เป็นสายการบินฟูลเซอร์วิสมาตรฐานสูง ที่มีความประณีต หรูหราอลังการ โดดเด่นติดตา แต่ก็ดูโมเดิร์น ไร้แรงเสียดทานจากระบบเดิม

สายการบิน เน้นบูรณาการระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับบริการ โดยปราศจากพันธนาการของระบบเก่า (Legacy Systems) เพื่อสอดรับกับสถิติประชากรของซาอุดีอาระเบีย ที่อายุเฉลี่ยต่ำกว่า 30 ปี และมีอัตราการใช้งาน iOS ต่อประชากรสูงที่สุดในโลก

สายการบินจึงพัฒนาช่องทางดิจิทัล ที่ต่างจากสายการบินทั่วไปโดยสิ้นเชิงโดยแอปของสายการบินได้รับการออกแบบ ให้อารมณ์เหมือนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ ผู้โดยสารสามารถเลือกสิ่งต่างๆ ใส่ตะกร้าและทำการสั่งซื้อในขั้นตอนเดียว

นอกจากนี้ยังทำ “Group Booking” ในออร์เดอร์เดียวกัน โดยเลือกที่นั่งที่ต่างกัน 4 ระดับชั้นโดยสาร รวมถึงเลือกวันเดินทางที่ต่างกันในกลุ่มได้ทันที ทั้งยังสามารถ ยกเลิกและคืนเงินทันที เนื่องจากสายการบินแก้ปัญหาระบบหลังบ้านที่ล่าช้าของอุตสาหกรรม โดยทำระบบรับส่งข้อมูลแบบสองทาง

ทำให้เมื่อมีการเปลี่ยนใจหรือยกเลิกการเดินทาง ระบบจะทำการประมวลผลและจ่ายเงินคืนทันที และมีโปรแกรมสะสมคะแนนสมาชิกลอยัลตี้ “Sfeer” ถูกพัฒนาให้ใกล้เคียงกับสกุลเงินดิจิทัล สมาชิกสามารถโอนแต้ม หรือส่งมอบคะแนนระดับสะสม ให้กันได้ง่ายๆ เพียงแค่นำสมาร์ทโฟนมาแตะชนกัน โดยไม่มีเงื่อนไขยุ่งยากหรือตัดแต้มอย่างไร้เหตุผลเหมือนระบบลอยัลตี้ยุคเก่า

ขณะที่ห้องโดยสารยกระดับความสะดวกสบายด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในอุตสาหกรรม และแบ่งเป็น 4 ชั้นโดยสาร ได้แก่ ชั้นประหยัด(Economy) ชั้นประหยัดพรีเมียม(Premium Economy) ชั้นธุรกิจ(Business) และชั้นธุรกิจอีลีท(Business Elite) ที่จะอยู่แถวหน้าสุดในห้องโดยสารชั้นธุรกิจ โดยทุกที่นั่งจะมีระบบความบันเทิงผ่านจอ 4K OLED HD มีบริการอินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง(WiFi) ผ่านดาวเทียม ฟรีสำหรับสมาชิก Sfeer

Riyadh Air มุ่งมั่นที่จะดึงเอาแก่นแท้ของความสง่างาม ความประณีต ความประทับใจ และความมีเสน่ห์ของการบินในยุคอดีต (Retro Glamour) กลับมาผสมผสานกับสไตล์ดิจิทัลยุคใหม่ ในการสร้างสรรค์ชุดแต่งกายของลูกเรือ

สายการบินตั้งโจทย์การออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ยอดฮิต “Catch Me If You Can” ในฉากที่ตัวละครนำเดินผ่านสนามบินไมอามีในยุคทศวรรษที่ 1960 จนสายตาทุกคู่ต้องหยุดมองด้วยความตื่นตาตื่นใจในความงดงามและสง่างาม

จนนำมาสู่ชุดแต่งกายดีไซน์หรูหราทันสมัยสำหรับพนักงานต้อนรับทุกคน และสร้างประวัติศาสตร์เป็นสายการบินแรกของโลกที่เผยโฉมคอลเลกชันเครื่องแต่งกายพนักงานต้อนรับในงานสัปดาห์แฟชั่นระดับโลกอย่าง Paris Fashion Week

อีกทั้งสายการบินได้นำแนวคิดด้านวัฒนธรรมอันลึกซึ้งของซาอุดีอาระเบีย ที่มีอัธยาศัยไมตรี มาผสานเข้ากับวัฒนธรรม “การยิ้มแย้มและการต้อนรับอย่างอบอุ่น” ของประเทศไทยได้อย่างลงตัวที่สุด ความลงตัวนี้สะท้อนให้เห็นในสถิติว่าจากลูกเรือทั้งหมด 11 คนที่ร่วมให้บริการในเที่ยวบินปฐมฤกษ์สู่กรุงเทพฯ มีลูกเรือสัญชาติไทยร่วมเดินทางด้วยถึง 8 คน

ปัจจุบันสายการบินเปิดรับพนักงานต้อนรับจาก 76 สัญชาติทั่วโลก ท่ามกลางกระแสการยื่นใบสมัครที่ล้นหลามมากกว่า 560,000 คน

แต้มต่อซาอุดีอาระเบีย มีแหล่งผลิตน้ำมัน

อย่างไรก็ตามแม้ว่าโลกปัจจุบันจะเผชิญความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินที่พุ่งขึ้นสูงกว่า 30% แต่สายการบินเปิดเผยว่ายังไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง เนื่องด้วยฝูงบินที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเติบโตและปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว โดยสายการบิน พร้อมเผชิญหน้ากับความท้าทายภายนอกอย่างยืดหยุ่น

ยิ่งไปกว่านั้น ความเป็นสายการบินของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียซึ่งนั่งอยู่บนแหล่งทรัพยากรน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดและเป็นผู้ผลิตน้ำมันใหญ่อันดับ 2 ของโลก ย่อมช่วยสร้างความมั่นใจได้อย่างเต็มที่ในด้านความเสถียรและความต่อเนื่องในการจัดหาพลังงานสำหรับฝูงบินในอนาคต

ส่วนกรณีราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินที่ผันผวนอย่างหนัก ขณะนี้ก็ไม่กระทบมาก เพราะเราสายการบินสตาร์ทอัพที่มีอายุเพียง 3 เดือน และมีฝูงบินเริ่มต้นขนาดเล็ก จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องทำการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันล่วงหน้า (Fuel Hedging) ณ วันนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อฝูงบินมีขนาดเติบโตเต็มที่ สายการบินจะปรับใช้กลยุทธ์ “Stepped Hedge Methodology” (การแบ่งขั้นตอนสัดส่วนการประกันความเสี่ยง) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลของอุตสาหกรรมการบิน

ทั้งหมดล้วนเป็นทิศทางการเติบโตของริยาด แอร์ สายการบินน้องใหม่ ที่กำลังจะผงาดขึ้นเป็นอีกหนึ่งสายการบินยักษ์ใหญ่ในตะวันออกกลาง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...