ลูกจ้างรับเหมายักษ์ โดนค้างเงินเดือน 4 เดือน แถมหักประกันสังคมแต่ไม่นำส่ง
วันที่ 12 ก.ย.69 สำนักข่าววันนิวส์ รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านหลังอ้างว่าถูกนายจ้างค้างจ่ายเงินเดือนมานานกว่า 1 ปี แม้ก่อนหน้านี้จะเข้าร้องเรียนกับกระทรวงแรงงานแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับเงินและกลัวว่าคดียังไม่มีความคืบหน้า
ทีมข่าววันนิวส์ ได้พูดคุยกับนายเอ (นามสมมติ) หนึ่งในพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างแห่งหนึ่ง เปิดเผยว่า ตนทำงานบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง และจากวิกฤตหลายๆ อย่างที่ผ่านมาตั้งแต่ปลายปี 2567-2569 บริษัทได้มีการค้างค่าแรงพนักงานเกือบทุกคน อย่างเช่น ปลายปี 2567 เงินเดือน ธ.ค. แต่บริษัทมาจ่ายเดือน ก.พ. 68 เท่ากับว่าเริ่มมีการค้างเงินมา 1 เดือน แล้วหลังจากนั้นเริ่มมีการจ่ายไม่ตรงตามกำหนดเวลาช่วงสิ้นเดือน ซึ่งเป็นเวลาร่วมจะ 2 ปีแล้วที่ทุกคนยังได้รับเงินเดือนไม่ครบ โดยที่เราไม่รู้เหตุผลจริงๆ ว่าเกิดวิกฤตอะไรกับบริษัท ทำไมถึงมีการจ่ายเงินเดือนล่าช้า
แต่จากที่มีการประชุมพนักงานทั้งบริษัท ประมาณเดือน ม.ค.-ก.พ. ทางบริษัทแจ้งว่าบริษัทไม่ได้รับ เงินค่าการก่อสร้างจากบริษัทที่ว่าจ้างต่างๆ ทั้งที่เป็นภาครัฐและเอกชน หรือบริษัทรับจ้างด้วยกันที่ทางบริษัทไปรับงานต่อ เลยทำให้บริษัทขาดสภาพคล่อง ทำให้พนักงานทุกคนตั้งใจที่จะอยู่ร่วมกันฟันฝ่ากันต่อไปและรออย่างมีความหวัง
ตั้งแต่เหตุการณ์ก่อนหน้าช่วงโควิด ปี 2563-2569 พนักงานรายเดือนทุกคน ไม่เคยได้รับการปรับเงินขึ้น ไม่เคยได้รับโบนัส ทางบริษัทอ้างวิกฤตที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว
นายเอ ย้ำว่า พนักงานทุกคนก็ยังทนอยู่ได้อย่างมีความหวังว่าเราจะผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ไปด้วยกันทั้งบริษัท จนกระทั่งตั้งแต่ปลายปี 2567-2568 พนักงานหลายคน สูญเสียเงินเก็บ เงินฉุกเฉิน บางคนต้องมีผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ไปกู้หนี้ยืมสินเขามา จนสุดท้าย พนักงานติดลบ และพนักงานก็ไม่มีเงินกันแล้ว บางคนมาทำงานต้องหยุดงานบางวัน เพื่อที่จะไปหาเงิน ให้มีค่ารถ ค่าข้าว และตนเองไม่ได้รับเงินมาประมาณ 4 เดือน และค่ารถ ค่าน้ำมัน ค่าโทรศัพท์ต่างๆ ค่าใบวิชาชีพวิศวกรรม(กว.) ซึ่งค้างจ่ายจะร่วม 2 ปี โดยแต่ละคนโดนไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท สูงสุดเกือบ 1 ล้านบาท สำหรับคนที่มีตำแหน่งสูง ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นสำหรับพนักงานรายเดือน 1 คนเฉลี่ยประมาณ 300,000-400,000 บาท ตอนนี้เหลือพนักงานประมาณ 400-500 คน น่าจะอยู่ประมาณ 150 ล้านบาท แต่ถ้ารวมผู้รับเหมาจะอยู่ที่ประมาณ 200-300 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีพนักงานที่เป็นการทำพันธกิจระหว่างบริษัทกับธนาคาร เพื่อออกเป็นสวัสดิการให้กับพนักงาน เรื่องเงินกู้ต่างๆบริษัทมีการหักแล้วไม่นำส่ง บางคนก็เจรจาผ่าน บางคนก็เจรจาไม่ผ่าน แต่ผลเสียหลักๆ คือ เงินที่เราจะต้องนำไปใช้คืนกับธนาคาร ซึ่งเงินไม่จ่ายเราก็ไม่มีปัญญาใช้อยู่แล้ว และผลกระทบที่ตนเจอตอนนี้ คือ เงินสำรองไม่มีเหลือเลยเพราะมีลูก 2 คน รถ 1 คัน ที่ตอนนี้ค้างค่าผ่อนจ่าย 3 งวด เดือนละ 5,000 ยอมรับว่ากังวลว่าในอนาคตถ้าไม่มีเงินจ่ายก็ต้องโดนยึดรถ โดยพนักงานรายเดือนผู้เสียหายตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 500 คน เป็นผลกระทบเดียวกันทั้งหมด
ส่วนเหตุผลที่ไม่ลาออกนั้น นายเอ ระบุว่า ตามกฎหมายถ้าเราลาออกตอนนี้ เราจะไม่ได้รับเงินเดือนเลย และเงินที่บริษัทคงค้างทั้งหมดเขาก็จะไม่จ่าย ยอมรับว่าตนและคนอื่นยังหวังซึ่งมันน้อยมากๆ ที่จะได้เงินที่คงค้างทั้งหมด หาถูกเลิกจ้าง พวกเราก็ยินดีรับเงินก้อนแล้วก็ไปจากบริษัท
ในตอนนี้ตนและผู้เสียหายได้แจ้งกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานไปแล้วประมาณ 30 วันที่ผ่านมา และได้รับทราบจากทางเจ้าหน้าที่คุ้มครองแรงงานว่าจะมีการเรียกนิติกรบริษัทเข้ามาชี้แจงว่าจะทำยังไงต่อ แต่ส่วนตัวมองว่านิติกรบริษัทที่มารับเรื่องเหมือนแมสเซ็นเจอร์คนที่ไม่มีสิทธิ์มาต่อรองอะไรทั้งสิ้น เหมือนกับรับเรื่องแล้วก็ต้องส่งให้ฝ่ายบริหาร คนที่มีอำนาจในการสั่งจ่ายเงินเป็นคนดำเนินการ
ส่วนถ้าเดือนต่อไปถ้ายังไม่จ่ายอีก ก็จะเป็นการค้างค่าแรงอยู่ 5 เดือน ก็ต้องทนสู้อยู่แบบนี้ ทนมาทำงาน เพื่อรักษาสิทธิ์ว่าเรายังเป็นพนักงานอยู่เราไม่สามารถขาดงานได้
“เพราะกฎของบริษัทบอกว่าถ้าหยุดงานโดยไม่มีเหตุผล เขาก็สามารถที่จะไล่ออกได้ เลิกจ้าง โดยหาว่าเราขาดงานแล้วทำให้บริษัทเสียหาย แต่บริษัทไม่เคยได้คิดถึงเลยว่าการที่คุณไม่จ่ายเงินเดือน ก็ทำให้พนักงานเสียหายเหมือนกัน เขามองเพียงแค่ว่าบริษัทอยู่รอด พนักงานอยู่รอด บริษัทอยู่ไม่รอด พนักงานก็อยู่ไม่ได้” นายเอ กล่าว
สำหรับสัญญาจ้างอยู่กับบริษัททั้งหมด ที่เราไม่มีเลย เพราะเรามาเซ็นสัญญาตั้งแต่แรกบริษัทก็เก็บไว้ พร้อมย้ำว่าตนไม่คิดว่าวิกฤตแบบนี้จะทำให้บริษัทเป็นแบบนี้ เพราะเราอยู่กันด้วยใจ ด้วยความเข้าใจกันทุกคน เพราะทุกคนรู้จักกันหมดสนิทกันมาก หลายๆ คนไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้ และตอนนี้บริษัทเหมือนกับใช้ความนิ่งสงบไม่เคลื่อนไหวอะไรเลยเหมือนกับการที่ไม่มี ไม่หนีไม่จ่าย เราได้แต่รอแสงสว่างว่าเขาจะจ่ายให้เราได้เมื่อไหร่
และผลกระทบอีกอย่างนึงคือเรื่องของประกันสังคมนั้น เงินสมทบผู้ประกันตนมาตรา 33 ในปี 2568 ตอนนี้บริษัทค้างจ่ายอยู่ 4 เดือน เพราะมีการแจ้งเตือนว่าจะชำระเงินแล้ว แต่วันที่ชำระเงินจริงๆ เงินไม่เข้ากองทุน เท่ากับว่าเขาหักเงินจากเงินเดือนเรา แต่ไม่นำส่งให้ประกันสังคม
ส่วนปี 2569 แจ้งว่าจะชำระเงินแค่ 4 เดือน คือ ม.ค.-เม.ย. 69 แต่ในระบบช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค. ขึ้นว่าไม่ชำระเงินและไม่มียอดเข้าเลยแม้แต่บาทเดียว และพนักงานยังไม่ได้รับสลิปเงินเดือนแม้แต่คนเดียว เวลาไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลบางคนใช้สิทธิได้ปกติ แต่บางโรงพยาบาลที่ตนทราบมา เขาจะแจ้งว่ายังไม่ได้รับการชำระเงิน ให้ติดต่อบริษัทเป็นรายบุคคล แล้วทางทางบริษัทจะเคลียร์กับทางธนาคารหรือให้ทางโรงพยาบาลหรือสำนักงานประกันสังคมให้ ซึ่งมองว่ามันไม่ถูกต้อง.