“วราวุธ” ปลุกอุตสาหกรรมไทย เลิกเป็นสุสานโลก ชู ESG-BCG เป็นใบเบิกทางแห่งอนาคต
วันที่ 29 มิ.ย. “เดลินิวส์” จัดงานเสวนา Sustain Dailynews Talk 2026 หัวข้อ “โลกป่วน เกมเปลี่ยน : ธุรกิจ ยั่งยืน ได้อย่างไร?” โดยได้รับเกียรติจาก นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “โลกป่วน เกมเปลี่ยน : นโยบายความยั่งยืนของไทยอยู่ตรงไหน” เพื่อฉายภาพความท้าทายของอุตสาหกรรมไทยท่ามกลางมรสุมวิกฤติซ้อนวิกฤติ หรือ “Poly-Crisis” และแนวทางการปรับตัวสู่ความยั่งยืนเพื่อความอยู่รอดของเศรษฐกิจชาติ
นิยามใหม่ของความป่วน: จาก Crisis สู่ Poly-Crisis
นายวราวุธ เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่า โลกปัจจุบันไม่ได้เผชิญเพียงวิกฤติเดียว แต่เป็นยุคของ “Poly-Crisis” ที่ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และเศรษฐกิจโลก (Geo-economic) ในตะวันออกกลาง เข้ามาซ้อนทับกับวิกฤติสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว หรือ “โลกเดือด” (Global Boiling)
“ผลกระทบของ Poly-Crisis ไม่ได้มาแค่บวกกัน แต่เป็นผลกระทบแบบ Synergy หรือการคูณความรุนแรงขึ้นไปอีก” นายวราวุธ ระบุ
พร้อมเตือนว่าหากอุตสาหกรรมไทยไม่ปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการทำงาน จะไม่สามารถรับมือกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ โดยวิกฤตินี้ส่งผลกระทบใน 3 ระยะ คือ
ระยะสั้น (1-2 ปี) ที่ต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงและภาวะน้ำท่วมน้ำแล้ง
ระยะกลางที่มีการปฏิรูประบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั่วโลก
ระยะยาวที่ความมั่นคงทางอาหารและทรัพยากรจะกลายเป็นสมรภูมิใหม่
กำแพงการค้าใหม่: เมื่อ “กติกาโลก” ไม่ใช่เรื่องของเงินเพียงอย่างเดียว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เน้นย้ำถึง มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers - NTB) ที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะจากสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา เช่น CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism), EUDR (กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า) และ CRA (Cyber Resilience Act) รวมถึงกฎหมายด้านความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตและ Clean Air Act
“กติกาเหล่านี้อาจดูเหมือนไม่เกี่ยวกับธุรกิจโดยตรง แต่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่หากไทยไม่ทำตาม เราจะถูกถอดออกจากห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Value Chain) ทันที” นายวราวุธ กล่าว
นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับ Technology Disruption จาก AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่อาจทำให้การจ้างงานในรูปแบบเดิมทำได้ยากขึ้น
ESG ไม่ใช่ “ภาระ” แต่คือ “ใบเบิกทาง” และ “แต้มต่อ”
ในประเด็นเรื่องESG (Environmental, Social, Governance) และเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 นายวราวุธ ชี้แจงว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เทรนด์หรือทางเลือก แต่เป็น “ใบเบิกทาง” สำคัญของภาคธุรกิจ
แม้การปรับปรุงสายการผลิตเพื่อลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จะเป็นต้นทุนที่หนักในระยะแรก แต่หากมองอีกมุมจะเป็นโอกาสในการเข้าถึง Green Finance หรือแหล่งเงินทุนสีเขียวจากทั่วโลก และเป็นเครื่องมือในการเจาะตลาดกลุ่มผู้บริโภค Gen Y, Gen Z และ Gen Alpha ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
หากไม่ปรับตัว ไทยเสี่ยงที่จะกลายเป็น “สุสานของอุตสาหกรรมตกยุค” หรือแหล่งทิ้งขยะที่โลกไม่ต้องการ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ต่างเร่งพัฒนาขีดความสามารถเพื่อแซงหน้าเรา
“น้ำมันบนดิน” และ BCG Model: หัวใจเศรษฐกิจใหม่
นายวราวุธ ได้หยิบยกแนวคิดของ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือ CP เกี่ยวกับ “น้ำมันบนดิน” มาอธิบายถึงความได้เปรียบของไทยในด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) โดยเป้าหมายคือการเป็น Global Food Security Hub ผ่านโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green)
B (Bio Economy): เปลี่ยนสินค้าเกษตรธรรมดาให้มีมูลค่าสูงด้วยนวัตกรรม
C (Circular Economy): เปลี่ยนขยะให้เป็นทองคำ นำของเหลือใช้จากอุตสาหกรรมหนึ่งไปเป็นวัตถุดิบให้อีกอุตสาหกรรมหนึ่ง
G (Green Economy): เน้นธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ซึ่งช่วยลดต้นทุนแฝงและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ยุทธศาสตร์รัฐ: Regulatory Guillotine และแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14
นายวราวุธ กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่จะใช้ถึงปี 2570 เน้นปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เน้นสร้างฐานนวัตกรรม ดึง BCG โดยมีเป้าหมาย ผลักดัน EV ให้ลงทุนใหม่ๆ แต่สิ่งต่างๆ ได้รับผลกระทบผันผวน ตะวันออกกลาง ซัพพลายเชนปรับเปลี่ยน
กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังเร่งเตรียมความพร้อมเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) โดยมุ่งเน้นการเพิ่มผลิตภาพและยกระดับความยั่งยืน การใช้อุตสาหกรรมเกษตร เป็นตัวชูโรงคู่กับพัฒนาไฮเทค อุตสาหกรรมไฮเทคในอนาคต
นอกจากนี้ ภารกิจสำคัญคือการทำ “Regulatory Guillotine” หรือการทบทวนกฎหมายกว่า 7,000 ฉบับเพื่อตัดกฎหมายที่ล้าสมัยออกไป
“กฎหมายบางฉบับใช้มาตั้งแต่สมัยพ่อผม (นายบรรหาร ศิลปอาชา) หรือบางฉบับแก่กว่าพ่อผมอีก เราต้องปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้ภาคธุรกิจ” นายวราวุธระบุ
3 ปัจจัยความสำเร็จ (3 ส.) สู่ความยั่งยืน
เพื่อให้ไทยก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปได้ นายวราวุธ เสนอ 3 ปัจจัยหลัก
1.นโยบายที่ชัดเจน (Clear Policy): เช่น การปฏิรูปโครงสร้างพลังงานสะอาด และการส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานกว่า 60,000 แห่งได้รับรองแล้ว
2.การเข้าถึงแหล่งเงินทุน (Finance): ผ่าน SME Bank และความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์และ World Bank เพื่อสนับสนุน Low Carbon City
3.ความรู้และทักษะ (Skill): การ Upskill และ Reskill ให้กับผู้ประกอบการ SME และแรงงานกว่า 14 ล้านคน ให้เข้าใจกลไกตลาดและกติกาใหม่ของโลก
นายวราวุธ สรุปทิ้งท้ายโดยน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของ BCG และ ESG มาเป็นเข็มทิศนำทาง
“วันนี้โลกไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนเราอีกต่อไป แต่กำลังบังคับให้เราเปลี่ยน เรามีทางเลือกว่าจะกำหนดเกมของเราเอง หรือจะเดินตามกติกาที่คนอื่นเขียนให้เราต้องจำนน กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมยืนเคียงข้างผู้ประกอบการทุกขนาด ไม่ใช่เพียงเพื่อให้รอด แต่เพื่อให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนตลอดไป” นายวราวุธ กล่าวปิดท้าย