โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดปมส่งออกไทยโตแรงจากกระแส AI แต่ผลต่อเศรษฐกิจและผู้ผลิตไทยอาจไม่มาก

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดปมส่งออกไทยโตแรงจากกระแส AI แต่ผลต่อเศรษฐกิจและผู้ผลิตไทยอาจไม่มาก

ผู้ว่าแบงก์ชาติ เปิดปม ส่งออกไทยโตแรงจากกระแส AI แต่ผลต่อเศรษฐกิจอาจไม่มาก เหตุการขยายตัวกระจุกแค่บางอุตสาหกรรม และกระจุกแค่บริษัทต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย ท่ามกลางการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ (Import content) ที่ ‘สูงมาก’ ถึง 70% สะท้อนจากการส่งออกที่โต 14% ไม่เท่าการนำเข้าที่โตถึง 20%

วันนี้ (13 กรกฎาคม) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาประจำปี 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ หัวข้อ “ธุรกิจใต้ปรับตัวอย่างไร ในโลกที่ไม่แน่นอน” โดยระบุว่า แม้ภาพรวมของการส่งออกไทยในปีนี้ ธปท. คาดว่าจะเติบโตได้สูงถึงประมาณ 14% แต่การเติบโตดังกล่าวไม่ได้กระจายตัวไปในทุกภาคส่วนเศรษฐกิจ ทว่ากลับมีการกระจุกตัวอย่างมาก ดังนี้

  • กระจุกตัวเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี จากการโหนกระแสความต้องการด้าน AI ส่งผลให้กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีเติบโตสูงถึง 43% ในขณะที่เมื่อนำอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เหลือทั้งหมดมารวมกันจะพบว่ามีการเติบโตเพียงแค่ 2-5% เท่านั้น ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าน้ำหนักการส่งออกไปกระจุกอยู่ที่สินค้ากลุ่มเดียว
  • กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มบริษัทต่างชาติ โดยเมื่อเจาะลึกลงไปในกลุ่มผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ พบว่าผู้ผลิตราว 1% กลับครองสัดส่วนการส่งออกสูงถึง 85% ของการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด โดยจำนวนนี้เป็นบริษัทประมาณ 105 ราย เมื่อเจาะลงไปพบว่า 87 รายเป็นบริษัทต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย

ผู้ว่าการ ธปท. จึงมองว่า การส่งออกที่เติบโตสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ (Local Economy) ประมาณหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากผู้ที่ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่ไม่ใช่บริษัทของคนไทย และมีการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ (Import content) เพื่อนำมาประกอบชิ้นส่วนในอัตราที่ ‘สูงมาก’ โดยในอดีตสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบอยู่ที่ 45% แต่ปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นถึง 70% นอกจากนี้ การส่งออกที่โต 14% ยังตามมาด้วยการนำเข้าที่โตถึง 20%

“แต่เดิมเราใช้ Import Content ประมาณ 45% ตอนนี้สัดส่วนนี้ขึ้นไปถึง 70% เราได้อะไรไหม เราได้ครับ แต่ไม่มากอย่างที่คิด แล้วนอกจากนั้นส่งออกที่โต 14% นำเข้าโต 20% เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจก็ไม่ดีอย่างที่คิด อันนี้ก็ต้องช่วยกันแก้ แต่ก็อาจจะอยู่ในบทบาทของรัฐบาลมากกว่าธนาคารแห่งประเทศไทย”

อย่างไรก็ดี วิทัยกล่าวว่า ธปท. พยายามปรับบทบาทให้ใกล้ชิดกับภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) มากขึ้น ภายใต้แนวคิด “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือติดดิน”

โดยนอกจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1.00% ต่อปี เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ เห็นได้จากปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายไทยต่ำเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์ ธปท. ยังออกมาตรการเชิงโครงสร้าง เช่น โครงการ Credit Boost การปล่อยสินเชื่อที่ดิน และเตรียมเปิดตัว SME Portal เพื่อเป็นตัวกลางจับคู่ SME กับธนาคาร

ควบคู่กับการใช้มาตรการเข้มงวดเพื่อสกัดกั้นเศรษฐกิจสีเทา การคอร์รัปชัน และพนันออนไลน์ เช่น คุมเข้มการทำธุรกรรมซื้อขายทองคำ การตรวจสอบการเบิกถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท นอกจากนี้ ภายในไตรมาส 4 จะมีการบังคับใช้เกณฑ์ให้ผู้ที่ฝากเงินเกิน 5 ล้านบาทต้องชี้แจงที่มาของเงิน เพื่อสกัดกั้นเงินสีเทาเข้าสู่ระบบ

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวอีกว่า ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Potential GDP) ซึ่งหมายถึงระดับการเติบโตสูงสุดที่จะทำได้เมื่อใส่ทรัพยากรและเทคโนโลยีทั้งหมดที่มีเข้าไปนั้น ลดลงเหลือ 2.7% เป็นผลมาจากปัญหาโครงสร้างต่างๆ ได้แก่ การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) ทำให้กำลังแรงงานและทรัพยากรบุคคลลดลง และการลงทุนหายตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม เนื่องจากขาดการอัปเกรดเทคโนโลยี และยังคงผลิตสินค้าแบบเดิม รวมไปถึงปัจจัยด้านการผลิตที่ไม่มีมูลค่าเพิ่มและการจัดสรรทรัพยากรที่ธุรกิจ SME เข้าไม่ถึง ส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดต่ำลง

วิทัยอธิบายต่อว่า การลงทุนของประเทศไทย เมื่อเทียบกับปี 2540 โดยให้ปี 2540 เป็นปีฐานดัชนี (Index) ที่ 100 พบว่า นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงปัจจุบัน ดัชนีการลงทุนของไทยเติบโตเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 106 เท่านั้น ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านกลับมีการเติบโตด้านการลงทุนอย่างก้าวกระโดด โดยมาเลเซียเติบโตไปที่กว่า 200 อินโดนีเซียเติบโตถึง 300 และเวียดนามพุ่งสูงไปถึง 900

“เมื่อคิดอย่างนี้แปลว่า สิ่งที่หายไปคือการลงทุน เทคโนโลยีไทยไม่ถูกอัปเกรด ไทยยังผลิตสินค้าเดิมๆ อยู่ ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง จนกระทบทำให้ศักยภาพสูงสุดของ GDP ต้องช่วยกันครับ ต้องเร่งลงทุน ต้องช่วยกันปรับตัว” วิทัยกล่าว

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวอีกว่า กนง. ประเมินว่า GDP ของไทยในปีนี้จะเติบโตประมาณ 2.3% และเงินเฟ้อรวมน่าจะต่ำกว่า 2.8% ซึ่งไม่นับเป็นอัตราการเติบโตดี แต่ดีกว่าตัวเลขประมาณการ GDP ที่ 1.5% ที่เคยกังวลไว้ในช่วงต้นของสงครามเมื่อเดือนมีนาคม

วิทัยยังตั้งข้อสังเกตว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับการฟื้นตัวแบบ K-Shape อย่างรุนแรง โดยธุรกิจขนาดใหญ่และธนาคารพาณิชย์ยังมีผลประกอบการที่ดีสามารถเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำได้ แต่ธุรกิจ SME และผู้มีรายได้น้อยกลับได้รับผลกระทบอย่างหนักและปรับตัวได้ช้ากว่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...