โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อเมริกาเปลี่ยนแผนเรือดำน้ำนิวเคลียร์ออสเตรเลียเป็นมือ 2 ล้วน 3 ลำ จีนตั้งคำถามพันธมิตรกันแบบใด !?

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
อเมริกาเปลี่ยนแผนเรือดำน้ำนิวเคลียร์ออสเตรเลียเป็นมือ 2 ล้วน 3 ลำ ให้แก่ออสเตรเลียในช่วงทศวรรษที่ 2030 จากเดิมที่เคยวางแผนจะส่งมอบเรือต่อใหม่ผสมกับเรือเก่า

พันธมิตรกลุ่ม AUKUS ซึ่งประกอบด้วยออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศปรับเปลี่ยนแผนความร่วมมือด้านเรือดำน้ำครั้งสำคัญระหว่างการประชุม Shangri-La Dialogue ที่สิงคโปร์

โดยสหรัฐฯ จะเปลี่ยนไปส่งมอบเรือดำน้ำชั้นเวอร์จิเนีย (Virginia-class) ที่ผ่านการใช้งานในกองทัพมาแล้วจำนวน 3 ลำให้แก่ออสเตรเลียในช่วงทศวรรษที่ 2030 จากเดิมที่เคยวางแผนจะส่งมอบเรือต่อใหม่ผสมกับเรือเก่า

จีนจึงตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า หลังจากที่เลือกเส้นทางสร้างความกังวลทางการทูตกับจีน เพื่อให้เพียงแค่เรือดำน้ำมือ 2 ของสหรัฐอเมริกา


ส่องสเปคเรือดำน้ำที่ออสเตรเลียจะได้รับ - Virginia-class Submarine

เรือดำน้ำชั้นเวอร์จิเนีย (Virginia-class) คือเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ (Nuclear-powered attack submarine) ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับภารกิจในมหาสมุทรเปิดและเขตน้ำตื้นของกองทัพเรือสหรัฐฯ ขับเคลื่อนด้วยเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ทำความเร็วได้มากกว่า 25 นอต หรือประมาณ 46 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยการพัฒนาโครงสร้างถูกแบ่งออกเป็นรุ่น (Block) ดังนี้:

  • Block IV: เป็นรุ่นย่อยที่กองทัพเรือออสเตรเลียจะได้รับมอบหมายให้เข้าประจำการ ตัวเรือมีความยาว 115 เมตร (377 ฟุต) มีระวางขับน้ำราว 7,800 ถึง 7,900 ตัน
  • จุดเด่นทางวิศวกรรมคือการเปลี่ยนสถาปัตยกรรมท่อยิงแนวดิ่งแบบเดิม มาใช้ระบบ Virginia Payload Tubes (VPT) จำนวน 2 ท่อ โดยแต่ละท่อสามารถบรรจุขีปนาวุธร่อน Tomahawk ได้ 6 ลูก (รวม 12 ลูก) ซึ่งช่วยลดต้นทุนการบำรุงรักษาได้อย่างมาก
  • Block V: เป็นรุ่นที่มีการปรับปรุงครั้งใหญ่ โดยขยายขนาดความยาวเพิ่มขึ้นเป็น 140 เมตร (460 ฟุต) และมีระวางขับน้ำเพิ่มเป็น 10,200 ตัน ไฮไลต์สำคัญคือการติดตั้งโมดูล Virginia Payload Module (VPM) บริเวณกลางลำเรือ ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการบรรทุกขีปนาวุธได้สูงสุดถึง 40 ลูก
  • Block VI: เป็นเรือรุ่นอนาคตตามแผนการผลิตปกติที่กองทัพเรือสหรัฐฯ มีคำสั่งซื้อเพื่อใช้งานเองอยู่แล้ว (ปัจจุบันจองไว้ 3 ลำ) ซึ่งแต่เดิมออสเตรเลียเคยวางแผนและตั้งความหวังที่จะรอรับการแบ่งโควตาเรือต่อใหม่จากสายการผลิตในอนาคต ก่อนที่จะถูกปรับเปลี่ยนแผนมารับรุ่น Block IV มือสองแทน

ดีลเรือดำน้ำนิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องสำคัญแต่แรก ?

ในด้านหนึ่ง เจนนิเฟอร์ พาร์คเกอร์ (Jennifer Parker) จากสถาบันวิจัยนโยบาย Lowy Institute ของออสเตรเลีย เธอให้ความเห็นอย่างชัดเจนว่า ข้อตกลงนี้เป็น "การแก้ปัญหา ไม่ใช่ความล้มเหลว"

การได้รับเรือดำน้ำรุ่น Block IV เหมือนกันทั้ง 3 ลำ จะช่วยลดความซับซ้อนในการฝึกอบรมกำลังพล การซ่อมบำรุง และการจัดการระบบส่งกำลังบำรุงได้อย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับการรับเรือหลายรุ่นผสมกัน

การใช้เรือมือสองจะช่วยลดแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมการต่อเรือของสหรัฐฯ ที่กำลังเผชิญปัญหาคอขวดและต่อเรือไม่ทันตามเป้าหมาย

เรือชุดนี้ทำหน้าที่เป็นเพียง "สะพานเชื่อม" (Bridging capability) ให้ออสเตรเลียมีเวลาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเตรียมบุคลากรของตนเอง ก่อนที่จะเดินหน้าผลิตเรือดำน้ำเจเนอเรชันถัดไปอย่าง SSN-AUKUS ของตนเองได้ในอนาคต

สารพัดข้อกังวลต่อการปรับสเปคโครงการ AUKUS

ในทางตรงกันข้าม มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทั้งนักวิชาการในออสเตรเลียและสื่อของรัฐบาลจีน เช่น China Daily ที่ชี้ว่า สาเหตุที่แท้จริงคืออุตสาหกรรมการต่อเรือของสหรัฐฯ เสื่อมถอยจนผลิตเรือได้ไม่ทันตามแผน ทำให้ไม่สามารถตอบสนองแม้กระทั่งความต้องการของกองทัพตนเองได้

โดยทั้งสื่อ Global Times และ China Daily รายงานตรงกันว่า โครงการนี้มีต้นทุนมหาศาลถึง 3.68 แสนล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 2.42 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 8.8 ล้านล้านบาท

ในขณะที่ ปีเตอร์ การ์เร็ตต์ (Peter Garrett) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลีย ได้เข้ามามีบทบาทในการรณรงค์ตรวจสอบโครงการ โดยตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าในการสละความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจอันดีกับจีน เพื่อแลกกับการตอบสนองผลประโยชน์ทางทหารของสหรัฐฯ

และความเห็นจากอัลเบิร์ต พาลาซโซ (Albert Palazzo) นักวิชาการด้านการทหารของออสเตรเลีย วิจารณ์ว่าข้อตกลงนี้เป็นเหมือน "การลวงขาย" (Bait and switch) เนื่องจากออสเตรเลียต้องสูญเสียอำนาจการยิงมหาศาลจากการไม่ได้เรือรุ่นใหม่ (Block V หรือ VI) ที่มีความสามารถสูงกว่า

ทั้งนี้ ปีเตอร์ เจนนิงส์ (Peter Jennings) อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการป้องกันประเทศ เตือนว่าเรือ Block IV มือสองต้องการการทำโอเวอร์ฮอล (Overhaul) หรือการซ่อมบำรุงใหญ่ถึง 3 ครั้งตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งจะสร้างภาระทางการเงินและปัญหาเวลาดาวน์ไทม์ (Downtime) ในการจอดซ่อมนานหลายปีให้แก่ออสเตรเลีย

AUKUS เปลี่ยนเป้าหมาย หรือปรับตัวตามสถานการณ์โลก ?

การปรับเป้าหมายมาใช้ฝูงเรือรบแบบมือสองของโครงการ AUKUS สะท้อนให้เห็นถึงความจริงอันโหดร้ายของข้อจำกัดในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศยุคปัจจุบัน ที่แม้แต่สหรัฐฯ เองก็ยังต้องบริหารจัดการความเสี่ยงและกำลังการผลิตอย่างรัดกุม

ทว่าการประกาศเดินหน้าโครงการพัฒนายานใต้น้ำไร้คนขับ (UUV) ภายใต้เสาหลักที่ 2 ก็นับเป็นหมุดหมายที่ตอกย้ำว่า อนาคตของการครอบครองน่านน้ำอาจไม่ได้ถูกตัดสินด้วยเรือดำน้ำนิวเคลียร์ขนาดมหึมาเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงโดรนใต้น้ำที่พร้อมปฏิบัติการได้อย่างไร้ข้อจำกัดและประหยัดต้นทุนกว่าในอนาคต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...