ประชานิยมราคาแพง ทำไม ‘อินโดนีเซีย’ เจอหุ้น-ค่าเงิน-พันธบัตรดิ่งเหวพร้อมกัน
ในโลกการเงิน สัญญาณเตือนที่นักลงทุนหวาดกลัวที่สุด คงไม่ใช่เพียง ตลาดหุ้นร่วง หรือ ค่าเงินอ่อนค่า เพียงอย่างเดียว แต่คือ การที่ “ทุกตลาดถูกเทขายพร้อมกัน” และนั่นคือ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับ“อินโดนีเซีย”
ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติทยอยถอนเงินออกจากสินทรัพย์อินโดนีเซียแทบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น พันธบัตรรัฐบาล หรือแม้แต่ค่าเงินรูเปียห์ โดยตลาดหุ้นอินโดนีเซียปรับตัวลดลงกว่า 36% จากจุดสูงสุด จนกลายเป็นตลาดหุ้นขนาดใหญ่ที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในโลก ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าทุบสถิติใหม่ ทะลุระดับ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์
ขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างชาติลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียลงราว 86 ล้านล้านรูเปียห์ นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2025 จนหลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า ประเทศที่เคยถูกยกให้เป็นดาวเด่นแห่งอาเซียน กำลังเผชิญ “วิกฤติศรัทธา” จากตลาดการเงินหรือไม่ และวิกฤตินี้มีที่มาที่ไปอย่างไร
‘4.9 แสนล้านบาท’ กับคำถาม ใครจะจ่ายบิลในท้ายที่สุด
หากมองแบบผิวเผิน หลายคนอาจคิดว่าปัญหาเกิดจากงบประมาณภาครัฐที่เริ่มตึงตัว แต่สิ่งที่นักลงทุนกังวล อาจไม่ใช่เพียงตัวเลขงบประมาณ แต่เป็น “ทิศทางการบริหารประเทศ”
แม้ว่าตัวเลขขาดดุลงบประมาณปี 2568 อยู่ที่ 2.92% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งต่ำกว่าเพดานกฎหมายที่กำหนดไว้ 3% เพียงเล็กน้อย โดยในเชิงตัวเลขยังถือว่าอยู่ในกรอบ
แต่ตลาดไม่ได้มองแค่ตัวเลขปัจจุบัน สิ่งที่นักลงทุนกังวลคือ “แนวโน้มในอนาคต” โดยเฉพาะภาระรายจ่ายขนาดใหญ่ของรัฐบาลปราโบโว
หนึ่งในนั้นคือ “โครงการอาหารฟรี” ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงมูลค่า 268 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 4.9 แสนล้านบาท) มีเป้าหมายช่วยเหลือประชาชน และยกระดับโภชนาการเด็กนักเรียน แต่ในมุมตลาด โครงการนี้คือ “ภาระการคลังมหาศาล” ที่ต้องใช้เงินต่อเนื่องหลายปี
ขณะเดียวกัน “ราคาน้ำมัน” ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยังเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาล เพราะอินโดนีเซียต้องนำเข้าน้ำมันดิบ และก๊าซ LPG จำนวนมาก เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น ต้นทุนนำเข้าก็เพิ่มขึ้น และรัฐบาลอาจต้องใช้งบมากขึ้นเพื่ออุดหนุนราคาพลังงานในประเทศ
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้นักลงทุนตั้งคำถามว่า อินโดนีเซียจะรักษาวินัยการคลังไว้ได้หรือไม่ หากต้องเดินหน้าทั้งนโยบายประชานิยม โครงการขนาดใหญ่ และมาตรการอุดหนุนพลังงานพร้อมกัน
คำถามนี้ยิ่งจริงจังขึ้นเมื่อบริษัทจัดอันดับเครดิต Fitch Ratings และ Moody’s ปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียจาก “มีเสถียรภาพ” เป็น “เชิงลบ” แม้ S&P ยังรักษามุมมองมีเสถียรภาพไว้ แต่ก็เตือนว่า ต้องจับตาภาระการคลัง และต้นทุนการชำระหนี้ที่สูงขึ้นอย่างใกล้ชิด
เฮนรี วิโบโว ผู้ร่วมก่อตั้ง Alphagate Capital และอดีตหัวหน้านักกลยุทธ์ประจำอินโดนีเซียของ J.P. Morgan กล่าวว่า “แรงเทขายในตลาดหุ้นอินโดนีเซียช่วงล่าสุด เกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งอาจถูกปรับลดลงอีก ท่ามกลางการขาดดุลงบประมาณที่ขยายตัว และราคาน้ำมันที่สูงขึ้น”
การเมืองแทรกเศรษฐกิจ รัฐขยายบทบาท
อีกปัจจัยสำคัญที่กดดันความเชื่อมั่นคือ ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของปราโบโว ซึ่งถูกมองว่ามีลักษณะ “แทรกแซง” และ “รัฐนำตลาด” มากขึ้น
นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ปราโบโวผลักดันบทบาทของรัฐในหลายอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ตั้งแต่ทรัพยากรธรรมชาติ เหมืองแร่ ปาล์มน้ำมัน ไปจนถึงกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ Danantara โดยรัฐบาลเข้ายึด หรือเข้าบริหารจัดการร่วมในพื้นที่สวนปาล์ม สัมปทานเหมือง และโรงงานแปรรูปจำนวนมาก พร้อมให้เหตุผลว่า เป็นการจัดระเบียบทรัพยากรของชาติ ป้องกันการรั่วไหล และเพิ่มรายได้ให้รัฐ
สำหรับผู้สนับสนุน นโยบายเหล่านี้อาจเป็นสิ่งจำเป็น หากอินโดนีเซียต้องการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง และผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตถึงเป้าหมาย 8%
แต่สำหรับนักลงทุนต่างชาติ ภาพที่เห็นกลับเป็นอีกแบบหนึ่ง พวกเขาเริ่มกังวลว่า รัฐบาลกำลังเพิ่มบทบาทในระบบเศรษฐกิจมากเกินไป จนอาจบั่นทอนความแน่นอนของกฎกติกา กระทบเสรีภาพทางธุรกิจ และเพิ่มความเสี่ยงจากการตัดสินใจทางการเมือง
เมื่อรัฐเข้ามาเป็นผู้กำกับ ผู้ควบคุม และบางครั้งเป็นผู้เล่นในตลาดเสียเอง นักลงทุนจึงต้องคิดหนักขึ้นก่อนนำเงินเข้ามาลงทุน
คดีทุจริตอาหารฟรี จุดกังวลธรรมาภิบาล
นอกจากปัญหานโยบายเศรษฐกิจแล้ว ความกังวลด้าน“ธรรมาภิบาล” ยังเป็นอีกปัจจัยที่กดดันตลาด โครงการอาหารฟรี ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของปราโบโว กำลังเผชิญคดีทุจริต หลังผู้อำนวยการสำนักงานโภชนาการแห่งชาติ และรองผู้อำนวยการอีก 2 คน ถูกจับกุม และถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการยักยอกงบประมาณ
เมื่อโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ถูกพัวพันกับข้อกล่าวหาทุจริต นักลงทุนไม่ได้มองเพียงว่าเป็นคดีอาญาของเจ้าหน้าที่บางคน แต่ตั้งคำถามกว้างกว่านั้นว่า รัฐบาลมีความสามารถเพียงใดในการบริหารโครงการขนาดใหญ่ ตรวจสอบการใช้จ่าย และป้องกันการรั่วไหลของงบประมาณ
ปราโบโวพยายามเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ด้วยการประกาศเดินหน้าปราบคอร์รัปชัน และย้ำว่าเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนอยู่ภายใต้การตรวจสอบ แต่ในมุมตลาด ความเสียหายด้านความเชื่อมั่นได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะเมื่อ “นโยบายเรือธง” ถูกตั้งคำถาม ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลก็ถูกตั้งคำถามไปพร้อมกัน
ธนาคารกลางเปลี่ยนมาอยู่ใต้เงาการเมือง?
ความกังวลอีกด้านคือ ความเป็นอิสระของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารกลางอินโดนีเซีย รัฐสภาอินโดนีเซียผ่านการแก้ไขกฎหมายภาคการเงิน ซึ่งให้อำนาจรัฐสภาเพิ่มขึ้นในการประเมินผลการดำเนินงานของธนาคารอินโดนีเซีย และหน่วยงานกำกับทางการเงิน พร้อมสามารถออกข้อเสนอแนะที่มีผลผูกพันได้
ในด้านหนึ่ง รัฐบาลอาจมองว่า นี่คือ การเพิ่มความรับผิดชอบต่อสาธารณะ เพื่อให้มั่นใจว่าหน่วยงานเหล่านี้ทำงานสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักลงทุนไม่น้อยกังวลว่า นี่คือ “การกัดเซาะความเป็นอิสระของสถาบัน” เพราะหากผลการประเมินถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือใช้เป็นเงื่อนไขในการกดดันให้ธนาคารกลางดำเนินนโยบายที่ถูกใจรัฐบาล เช่น การลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ทั้งที่เงินเฟ้ออาจจะสูง อาจทำให้ธนาคารกลางสูญเสียความน่าเชื่อถือในการทำหน้าที่ดูแลเสถียรภาพค่าเงิน
ภีมา ยูดิษฐิรา อธิเนการา ผู้อำนวยการบริหารของสถาบันวิจัยด้านเศรษฐกิจ และกฎหมาย กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นความท้าทายต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และเปิดทางให้นักการเมืองสามารถเข้าไปมีอิทธิพลต่อองค์กรอิสระได้
“ส่วนที่น่ากังวลที่สุดคือ กลไกการถอดถอนคณะผู้ว่าการธนาคารกลาง ซึ่งอาจแฝงไปด้วยเจตนาทางการเมืองอย่างเข้มข้น” ภีมากล่าว
การจากไปของรัฐมนตรีคลังมือทอง
อีกจุดเปลี่ยนสำคัญในสายตานักลงทุนคือ การพ้นตำแหน่งของ “ศรี มุลยานี อินทราวาตี” อดีตรัฐมนตรีคลังที่ได้รับความเชื่อถือสูงจากตลาด
ก่อนหน้านั้น ศรี มุลยานี ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “รัฐมนตรีคลังมือทอง” ที่รักษาเสถียรภาพการคลังมาอย่างยาวนาน พยายาม “คัดค้าน” การผลักดันนโยบายอาหารกลางวันฟรีนี้อย่างสุดกำลัง เนื่องจากเธอเห็นว่า โครงการประชานิยมนี้ใช้เงินมหาศาลเกินงบประมาณ และจะทำให้วินัยทางการคลังของประเทศพังทลาย
ปราโบโวต้องการเร่งดำเนินโครงการเพื่อสร้างผลงานทางการเมือง แต่ศรี มุลยานียืนกรานที่จะคงเพดานขาดดุลการคลังไว้ที่ 3% ตามกฎหมาย ทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงภายในคณะรัฐมนตรี และเมื่อเธอพ้นจากตำแหน่งในที่สุด นักลงทุนจำนวนมากจึงรู้สึกว่า “สมอ” ที่เคยช่วยยึดความเชื่อมั่นด้านการคลังของอินโดนีเซียได้หายไปแล้ว
มีนักวิเคราะห์เตือนว่า การจากไปของเธอ ก่อความเสี่ยงด้านการไหลออกของเงินทุน โดยโมฮิต เมียร์ปูรี หุ้นส่วนอาวุโสของ SGMC Capital Pte กล่าวว่า “การจากไปของมุลยานี แม้จะไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายหลังความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา แต่ถือเป็น ‘จุดสิ้นสุด’ ของยุคแห่งความน่าเชื่อถือทางการคลังของอินโดนีเซีย”
แม้รัฐมนตรีคลังคนใหม่ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจะพยายามยืนยันว่า ฐานะการคลังของประเทศยังแข็งแกร่ง สภาพคล่องเพียงพอ และเศรษฐกิจยังมีแรงกระตุ้น แต่ตลาดกลับไม่มั่นใจ เพราะในภาวะที่รัฐบาลเดินหน้านโยบายขนาดใหญ่หลายด้านพร้อมกัน นักลงทุนต้องการเห็นหลักฐานชัดเจนมากกว่าคำยืนยัน
เจสัน ทูวีย์ รองหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ตลาดเกิดใหม่ของ Capital Economics กล่าวว่า แรงเทขายสินทรัพย์อินโดนีเซียมหาศาลสะท้อนว่า นักลงทุนกำลังกังวลทิศทางการกำหนดนโยบายของอินโดนีเซีย
“โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการประท้วงครั้งใหญ่ของมวลชนสนับสนุนปราโบโวในช่วงกลางปีที่แล้ว ซึ่งนำไปสู่การปลดศรี มุลยานี รัฐมนตรีคลังที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางออกจากตำแหน่ง หลังจากนั้นรัฐบาลก็หันมาใช้นโยบายที่มีลักษณะประชานิยม และแทรกแซงกลไกตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ” เขากล่าว
อ้างอิง: business, nikkei, bloomberg, apnews, reuters
พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์