กกร.ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้โต 1.6-2.0% หลังสัญญาณส่งออกโต 8-10% จากติดลบ
วันที่ 10 มิถุนายน 2569 นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มองว่าเศรษฐกิจไทยได้รับปัจจัยหนุนจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ด้วยเม็ดเงินราว 1.7 แสนล้านบาท ที่จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ จึงมีมติปรับเพิ่มการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ เป็นขยายตัวที่ 1.6-2.0% จากเดิมคาดไว้ที่ 1.2-1.6% ส่วนเงินเฟ้อ ปรับเพิ่มเป็น 2.5-3.0% จากเดิม 2.0-3.0%
อีกทั้งปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกปีนี้ เป็นขยายตัว 8-10% จากเดิมที่คาดว่าไม่ขยายตัวเลย เป็นผลจากทิศทางการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่เติบโตสูง
นายผยง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะ K-shape โดยการส่งออกสินค้าในช่วง 4 เดือนแรกของปี (ม.ค.-เม.ย.) เติบโตสูงถึง 18.9% โดยสินค้าเทคโนโลยีเติบโตสูงถึง 48.4% จาก megatrend การลงทุนด้าน AI และ data center สอดคล้องกับการส่งออกของประเทศอื่นในเอเชีย ที่เติบโตในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมมาก แต่การส่งออกสินค้าเทคโนโลยี ไม่ได้ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก เนื่องจากใช้วัตถุดิบนำเข้าเป็นส่วนใหญ่
ขณะเดียวกัน การผลิตและการส่งออกสินค้าอื่นทรงตัว ผู้ประกอบการมีความกังวลด้านสินค้าขาดแคลน และต้นทุนวัตถุดิบที่สูงกระทบความสามารถในการแข่งขัน และอุปสงค์ในประเทศก่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะชะลอตัวหลังค่าครองชีพปรับสูงขึ้น
ส่วนทิศทางเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง นายผยง กล่าวว่า รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับวินัยทางการเงินการคลัง (Financial Discipline) เพื่อรักษาความเชื่อมั่น โดยสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นแบบ K-Shaped ที่กลุ่มขาลงได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าขาขึ้น รัฐจึงต้องจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดให้ตรงจุดเพื่อช่วยกลุ่มที่ต้องการปรับตัว ภาคธุรกิจต้องปรับโมเดลธุรกิจ และทักษะ เพื่อรองรับ Future Economy เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนไป
ขณะเดียวกัน มีความกังวลเรื่องการจ้างงานและศักยภาพการแข่งขันของ Real Sector ยกตัวอย่าง ตัวเลข GDP เติบโตจากกลุ่ม Data Center แต่มีความกังวลว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้จะส่งผลถึงการจ้างงานใน Real Sector มากน้อยเพียงใด เนื่องจากต้องใช้ทรัพยากรสูง ทั้งพลังงานและน้ำ แต่การจ้างงานอาจไม่สูงตาม เป็นต้น
สำหรับการประเมินกำลังซื้อของประชาชนหลังจากสิ้นสุดโครงการไทยช่วยไทยพลัส นายผยง มองว่า ยังไม่ได้ประเมินตัวเลข แต่จะเป็นปัจจัยกดดันให้กำลังซื้อน่าจะมีแรงทรุดลง ขณะที่ภาคส่งออก มูลค่าการส่งออกกลุ่มเทคโนโลยี (High-tech) เติบโตสูงถึง 48-50% แต่กลุ่มที่ไม่ใช่เทคโนโลยี (Non-tech) เติบโตเพียง 7% และยังเผชิญปัญหาต้นทุนสูง รายได้ลดลง ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงการจ้างงานที่มีความท้าทาย
“กกร. มีความกังวลต่อแรงกดดันจาก K ขาล่าง ที่ไม่ได้รับประโยชน์จากการส่งออก และ FDI ที่เพิ่มขึ้น ดังเช่นข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กว่า 300 บริษัท ล่าสุด ที่ชี้ว่าได้รับผลกระทบในด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และรายได้ปรับลดลง จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับ K ขาบน ให้เป็น “ตัวเร่ง” สำคัญที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผ่านเม็ดเงิน FDI ไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงของไทย ก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทย และทำให้ธุรกิจไทยสามารถได้รับประโยชน์มากขึ้น” ประธานที่ประชุม กกร. กล่าว