โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บอลโลก 69 ร้อนสุด นักเตะเสี่ยงฮีตสโตรก แฟนบอลบินข้ามเมือง คาร์บอนพุ่ง

Amarin TV

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ฟุตบอลโลก 2026 อาจเจอความร้อนเสี่ยงอันตราย นักวิทยาศาสตร์เรียกร้อง FIFA เพิ่มมาตรการปกป้องนักเตะและแฟนบอล

สำหรับแฟนฟุตบอลทั่วโลก การได้เดินทางไปเชียร์ทีมชาติของตัวเองในศึกฟุตบอลโลกถือเป็นความฝันสูงสุดครั้งหนึ่งในชีวิต ทว่าในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ความฝันดังกล่าวอาจต้องแลกมาด้วยความหนักใจมากกว่าเดิม

เพราะนี่จะไม่ใช่แค่เทศกาลแห่งความสุขของคอลูกหนัง แต่กำลังจะกลายเป็นมหกรรมฟุตบอลที่ “ร้อน” ที่สุด และอาจสร้างรอยเท้าคาร์บอน (carbon footprint) สูงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการกีฬาโลก เนื่องจากโครงสร้างของงานที่ขยายใหญ่ขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในครั้งนี้เริ่มต้นจากขนาดของทัวร์นาเมนต์ที่ใหญ่ขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยมีการขยายจำนวนทีมผู้เข้าแข่งขันเป็น 48 ทีม และเพิ่มจำนวนแมตช์การแข่งขันเป็น 104 นัด ภายใต้การเป็นเจ้าภาพร่วมของ 3 ประเทศยักษ์ใหญ่ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก

การวิเคราะห์จาก BBC Sport ชี้ให้เห็นว่า หากแฟนบอลอังกฤษบินจากลอนดอนเพื่อตามเชียร์ทีมรักในทุกนัดจนถึงรอบชิงชนะเลิศ จะต้องเดินทางไกลกว่า 14,000-15,000 ไมล์ และสร้างคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 3.5 ตันต่อคน ซึ่งเทียบเท่ากับการใช้พลังงานทำความร้อนให้บ้านหนึ่งหลังในสหราชอาณาจักรนานถึง 19 เดือน

ยิ่งไปกว่านั้น นักวิทยาศาสตร์จากองค์กร Scientists for Global Responsibility ยังประเมินว่า ฟุตบอลโลกครั้งนี้อาจปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมสูงถึงประมาณ 9 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของฟุตบอลโลก 4 ครั้งก่อนหน้านี้เกือบสองเท่า เนื่องจากเมืองเจ้าภาพกระจายตัวอยู่ทั่วทวีปขนาดใหญ่ ทำให้ทั้งแฟนบอล นักกีฬา และทีมงานแทบหลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยเครื่องบินข้ามเมืองไม่ได้เลย

วิกฤตความร้อนและสภาพอากาศสุดขั้วในอเมริกาเหนือ

นอกจากปัญหามลพิษทางอากาศแล้ว ปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศในสนามแข่งขันก็วิกฤตไม่แพ้กัน โดยปี 2026 นี้ถูกคาดการณ์ว่าอาจเป็นหนึ่งในปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ของภาคพื้นทวีปสหรัฐอเมริกา หลังอุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงต้นปีที่ผ่านมาพุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในศตวรรษที่ 20 อย่างเห็นได้ชัด

ข้อมูลจากองค์กร World Weather Attribution เผยว่า ความเสี่ยงจากสภาพอากาศรุนแรงในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับปี 1994 ซึ่งเป็นปีที่สหรัฐฯ เคยเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก

ในครั้งนั้น เกมระหว่างไอร์แลนด์กับเม็กซิโกเคยร้อนจัดจนอุณหภูมิทะลุ 100 องศาฟาเรนไฮต์ แต่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า ในฟุตบอลโลกปี 2026 จะมีถึง 1 ใน 4 ของการแข่งขันทั้งหมดที่ต้องเตะท่ามกลางความร้อนและความชื้นในระดับที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และอาจมีอย่างน้อย 5 แมตช์ที่อุณหภูมิและความชื้นพุ่งสูงเกินกว่าระดับที่สหภาพนักฟุตบอลโลกเห็นว่าปลอดภัย

ยิ่งไปกว่านั้น ทัวร์นาเมนต์นี้ยังต้องเตรียมรับมือกับภัยธรรมชาติอื่น ๆ ในฤดูร้อน เช่น พายุฝนฟ้าคะนอง และมลพิษทางอากาศจากปัญหาไฟป่าอีกด้วย

นักเตะต้องรับศึกหนักจากความร้อนและความเหนื่อยล้า

สภาพอากาศที่โหดร้ายและตารางการเดินทางที่สมบุกสมบันเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพร่างกายและขีดจำกัดของนักกีฬาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อต้องลงเล่นท่ามกลางอุณหภูมิที่สูงลิ่ว ร่างกายของนักเตะจะต้องทำงานหนักขึ้นเป็นเท่าตัวเพื่อระบายความร้อน ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น เหงื่อออกมาก และเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะลดทอนทั้งความเร็ว ความแม่นยำ และการตัดสินใจในเสี้ยววินาที

ยิ่งไปกว่านั้น การต้องบินข้ามเมืองใหญ่ที่อยู่ห่างไกลกัน ต้องปรับตัวเข้ากับเขตเวลาที่เปลี่ยนไป และมีเวลาพักฟื้นจำกัด จะทำให้เกิดความเหนื่อยล้าสะสมในตัวนักกีฬา โดยเฉพาะทีมที่ผ่านเข้ารอบลึก ๆ ซึ่งในระดับการแข่งขันฟุตบอลโลก ความพร้อมของร่างกายที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยสามารถเปลี่ยนผลการแข่งขันได้ทันที ความร้อนและความล้าจึงไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพและความยุติธรรมของเกมกีฬา

มาตรการรับมือของฟีฟ่า กับเสียงท้วงติงว่าอาจยังไม่พอ

ด้านสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า (FIFA) แม้จะปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นโดยตรงต่อข้อกังวลของนักวิทยาศาสตร์ แต่ก็ได้ชี้แจงถึงมาตรการลดผลกระทบจากความร้อนที่จะถูกปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์จริงแบบเรียลไทม์ โดยมีการจัดเตรียมระบบสนับสนุนด้านอุตุนิยมวิทยาเพื่อติดตามดัชนีความร้อน และนำมาประกอบการตัดสินใจจัดตารางแข่งขัน

นอกจากนี้ ฟีฟ่ายังมีมาตรการต่าง ๆ เช่น การกำหนดให้มีช่วงพักระบายความร้อน 3 นาทีในทุกครึ่งเวลา การติดตั้งม้านั่งสำรองควบคุมอุณหภูมิ การจัดโซนแข่งขันเพื่อลดการเดินทาง รวมถึงการเปิดพื้นที่ร่ม ระบบพ่นละอองน้ำ และการแจกจ่ายน้ำดื่มให้แฟนบอลในสนาม

อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้กลับถูกตั้งคำถามจากกลุ่มนักวิชาการชั้นนำ 20 คนจากทั่วโลกที่ร่วมกันลงนามในจดหมายเปิดผนึก โดยพวกเขามองว่าสิ่งที่ฟีฟ่าทำยังไม่เพียงพอ และเรียกร้องให้มีการเลื่อนหรือพักการแข่งขันทันที หากความเครียดจากความร้อนสูงเกินไป รวมถึงเพิ่มเวลาพักระบายความร้อนเป็นอย่างน้อย 6 นาที พร้อมชี้ว่า การทำให้ทัวร์นาเมนต์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบโครงสร้างงาน ไม่ใช่มาแก้ไขภายหลัง เมื่อกำหนดรูปแบบให้ต้องบินข้ามเมืองกันตั้งแต่ต้น

ฟุตบอลโลก 2026 อาจเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันอาจเป็นบทพิสูจน์ว่า โลกกีฬาพร้อมปรับตัวกับโลกที่ร้อนขึ้นมากแค่ไหน เพราะเมื่อความร้อนเริ่มกระทบทั้งการเดินทางของแฟนบอล ความปลอดภัยของนักกีฬา และรอยเท้าคาร์บอนของทั้งทัวร์นาเมนต์ คำว่า “มหกรรมกีฬาระดับโลก” จึงไม่อาจวัดได้จากความอลังการเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องวัดด้วยว่า การออกแบบงานใหญ่ระดับโลกยังรับผิดชอบต่ออนาคตของโลกได้มากแค่ไหน

อ้างอิง : BBC Sport

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...