โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย จ่าย 5 บาท โยก 15,000 ล้าน ช่วยคนใช้น้อย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กกพ.เตรียมทบทวนค่าไฟภาคอุตสาหกรรมและพาณิชย์ใหม่ หลังสูตรค่าไฟบ้านคิดแบบอัตราก้าวกระโดดใกล้เสร็จแล้ว คนใช้ไม่เกิน 200 หน่วย จ่ายไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ส่วนคนใช้ไฟ 400 หน่วยขึ้นไปจ่าย 5 บาท ส่วนนี้ไปอุดหนุนคนใช้น้อยคิดเป็นมูลค่า 15,000 ล้านบาท

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบอัตราก้าวหน้า หรือ Progressive Rate เป้าหมายคือลดภาระประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย

พร้อมส่งสัญญาณให้ผู้ใช้ไฟจำนวนมากประหยัดพลังงาน ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่ให้ กกพ. การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ทบทวนโครงสร้างค่าไฟบ้านอยู่อาศัยให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน ก่อนประกาศใช้จริงในรอบบิลเดือนกรกฎาคม 2569

โครงสร้างใหม่จะลดค่าไฟ ช่วงใช้ไฟ 0-200 หน่วย ให้เหลือ 3 บาทต่อหน่วย จากเฉลี่ย 3.50 บาทต่อหน่วย เพื่อบรรเทาค่าครองชีพครัวเรือน เช่น บ้านที่ใช้ไฟเดือนละ 200 หน่วย จ่าย 700 บาท หากใช้โครงสร้างใหม่จะลดเหลือ 600 บาท ปัจจุบันมีผู้ใช้ไฟบ้าน 23 ล้านครัวเรือน กว่า 64% ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน มาตรการนี้จะช่วยประชาชนส่วนใหญ่ได้โดยตรง

ผู้ที่ใช้ไฟมากกว่า 200 หน่วยจะเริ่มทยอยจ่ายค่าไฟในอัตราที่สูงขึ้นตามขั้นบันได เพื่อชดเชยส่วนลดของกลุ่มใช้ไฟน้อย ทั้งนี้ เมื่อเทียบโครงสร้างค่าไฟใหม่และของเดิม จะเห็นได้ว่าปัจจุบันค่าไฟฟ้ามี 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.ค่าไฟฟ้าฐาน 2.ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) 3.ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) รวมค่าบริการรายเดือนอีก 24 บาท

“การรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้เป็นการปรับเฉพาะค่าไฟฟ้าฐานสำหรับบ้านอยู่อาศัย ไม่เกี่ยวกับค่า Ft ที่ยังคงคำนวณแยกตามต้นทุนเชื้อเพลิงในแต่ละรอบ แม้จะปรับโครงสร้างใหม่แต่ค่าไฟเฉลี่ยทั้งประเทศยังอยู่ภายใต้กรอบ 3.95 บาทต่อหน่วยตามนโยบายรัฐบาล ไม่ได้หมายความว่าค่าไฟทั้งระบบจะเพิ่มขึ้นทันที”

สำหรับ 4 กรณีที่กำลังรับฟังความคิดเห็น คือ กรณีที่ 1-2 จะกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟตั้งแต่ 400 หน่วยต่อเดือนขึ้นไปสูงกว่าระดับปัจจุบัน ผู้ใช้ไฟช่วง 201-400 หน่วย ยังได้รับผลกระทบน้อย อัตราค่าไฟช่วงกลางยังใกล้เคียงเดิม แต่เมื่อใช้ไฟมากขึ้น ค่าไฟจะกระโดดขึ้นแรงในช่วงปลาย

กรณีศึกษาที่ 3-4 จะกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป สูงกว่าระดับปัจจุบัน ผู้ใช้ไฟช่วง 201-400 หน่วย เริ่มมีส่วนร่วมแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้น ทำให้อัตราค่าไฟค่อย ๆ ไต่ระดับไม่กระโดดสูงในช่วงปลาย

แนวทางทั้งหมดอาจสะท้อนความเป็นธรรมได้ดีกว่า เพราะไม่ทำให้ผู้ใช้ไฟระดับสูงต้องเจอค่าไฟพุ่งแรงในช่วงท้าย เป็นแนวทางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดจากความคิดเห็นของ 2 การไฟฟ้าฯ

เช่น กรณีที่ 1-2 ใช้ไฟ 201-400 หน่วย อัตราใหม่จะอยู่ที่ 4.22 บาท เท่าเดิมจากอัตราเดิม 4.22 บาท, ใช้ไฟ 401-500 หน่วยขึ้นไป อัตราใหม่จะอยู่ที่ประมาณ 5.4 บาท จากอัตราเดิม 4.22 บาท

กรณีที่ 3-4 ใช้ไฟ 201-400 หน่วย อัตราใหม่จะอยู่ที่ประมาณ 4.7 บาท จากอัตราเดิม 4.22 บาท, ใช้ไฟ 401-500 หน่วยขึ้นไป อัตราใหม่จะอยู่ที่ 5 บาท จากเดิม 4.22 บาท ทั้งนี้คนใช้ไฟ 400 หน่วยขึ้นไปจ่ายที่ 5 บาท ส่วนนี้จะนำไปอุดหนุนคนที่ใช้ไฟ 200 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 15,000 ล้านบาท

นอกจากช่วยลดภาระค่าครองชีพแล้ว โครงสร้างใหม่ยังต้องการส่งสัญญาณให้ประชาชนใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ หลังไทยเผชิญต้นทุนพลังงานโลกผันผวนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ส่วนแนวคิดอัตราก้าวหน้าตั้งอยู่บนหลักว่า ผู้ใช้มากจ่ายมาก และช่วยลดพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงนำเข้า

ซึ่งสอดรับกับแนวโน้มการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในครัวเรือน รวมถึงการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ทำให้รูปแบบการใช้ไฟในอนาคตเปลี่ยนไป ยอมรับว่าในอนาคตประชาชนต้องปรับพฤติกรรม หันไปใช้ไฟช่วงกลางคืนมากขึ้น

แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วย แต่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลใช้เครื่องปรับอากาศจำนวนมาก และใช้ไฟเกิน 500 หน่วยต่อเดือน กลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบมากขึ้น หากเลือกสูตรที่ค่าไฟปลายทางพุ่งแรง โดยเฉพาะบ้านที่ใช้ไฟ 700-1,200 หน่วยต่อเดือน

กกพ.ยืนยันว่าทุกคนยังได้รับประโยชน์จากการลดค่าไฟในช่วง 0-200 หน่วยเหมือนกัน เพียงแต่ผู้ที่ใช้ไฟเกินก็ต้องจ่ายสูงขึ้น

การเปิดรับฟังครั้งนี้ไม่ใช่การลงคะแนนเลือกสูตร แต่รวมข้อเสนอ ข้อกังวล และผลกระทบจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงให้เกิดความสมดุล หลังปิดรับฟังความคิดเห็นวันที่ 5 มิถุนายน จะสรุปเสนอคณะกรรมการ กกพ.ก่อนประกาศใช้เป็นทางการในเดือนหน้า และเริ่มมีผลกับค่าไฟในเดือนกรกฎาคม 2569

ทั้งนี้ยังเตรียมทบทวนโครงสร้างค่าไฟภาคอุตสาหกรรมและภาคพาณิชย์ในลำดับถัดไป โดยพิจารณาควบคู่กับระบบ Time of Use หรือคิดค่าไฟตามช่วงเวลาใช้งาน เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ไฟยุคใหม่และการเติบโตของพลังงานสะอาดในประเทศ

ตัวอย่างการคำนวณค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า ผู้ใช้ไฟบ้านประเภท 1.2 หรือบ้านที่ใช้ไฟเกิน 150 หน่วยต่อเดือน พบว่า กลุ่มใช้ไฟระดับปานกลางมีโอกาสจ่ายค่าไฟลดลง แต่ผู้ใช้ไฟสูงตั้งแต่ 500 หน่วยขึ้นไปจะเริ่มได้รับผลกระทบจากโครงสร้างใหม่ เช่น ใช้ไฟฟ้า 390 หน่วยต่อเดือน ปัจจุบันจ่ายค่าไฟ 1,699.60 บาท หากใช้อัตราใหม่ในกรณีที่ 1-2 ค่าไฟจะลดเหลือ 1,594.36 บาท หรือลด 105 บาท กรณีที่ 4 ค่าไฟจะอยู่ที่ 1,694.33บาท ลดลงเล็กน้อย ส่วนกรณีที่ 3 ค่าไฟกลับเพิ่มขึ้นเป็น 1,704.72 บาท

ตัวเลขจะสะท้อนแนวคิดการออกแบบโครงสร้างใหม่ที่ต้องการตรึงค่าไฟช่วงต้นให้ต่ำ โดยเฉพาะกลุ่มใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย ที่รัฐต้องการให้อัตราค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ก่อนทยอยปรับขึ้นตามการใช้ไฟ

ความแตกต่างทั้ง 4 กรณี อยู่ที่วิธีการกระจายภาระค่าไฟระหว่างผู้ใช้ไฟระดับกลางและสูง บางสูตรจะตรึงค่าไฟช่วงต้นให้นาน ส่งผลให้ค่าไฟช่วงปลายกระโดดสูงขึ้น บางสูตรจะค่อย ๆ ปรับขึ้นช่วง 200-400 หน่วย เพื่อไม่ให้ผู้ใช้ไฟจำนวนมากต้องเจอค่าไฟพุ่งแรงในช่วงปลาย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย จ่าย 5 บาท โยก 15,000 ล้าน ช่วยคนใช้น้อย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...