“DSI” เปิดโปงม่านชักใย เชื่อมีตัวการใหญ่กว่าเฟซบุ๊ก “Rose Rose” ทักเเชตหา “แอร์มีนา”
เมื่อวันที่ 11 ก.ค. นายพงษธร อินอำนวย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีการค้ามนุษย์และคดียาเสพติด กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยความคืบหน้าคดีพิเศษที่ 99/2569 หลังศาลอาญาอนุมัติหมายจับ 4 ผู้ต้องหาสำคัญ (ชาวไทย 1 ราย, ชาวลาว 3 ราย) ในข้อหาสมคบกันค้ายาเสพติดข้ามชาติ
เปิดแผนประทุษกรรม แก๊งค้ายาข้ามชาติ จ.เลย จากการสืบสวนย้อนหลัง 2-3 ปี DSI พบพฤติการณ์และรูปแบบการขนส่งยาเสพติด (เฮโรอีนและยาบ้า) ของเครือข่ายนี้อย่างชัดเจน ดังนี้
จุดนัดรับยาเสพติด : เครือข่ายฝั่งลาวจะลำเลียงยาข้ามแม่น้ำโขงมาส่งให้คนไทย ณ จุดใต้ต้นมะเดื่อ ริมแม่น้ำโขง จ.เลย
วิธีซุกซ่อนสิ่งของ : มีการพรางตาเจ้าหน้าที่ด้วยการซุกซ่อนยาเสพติดไว้ในผ้าไหม และซับในของกระเป๋าผ้าลายปัก
การกระจายสินค้า : มีเครือข่ายฝั่งไทย (สองสามีภรรยาที่ถูกจับกุมแล้ว) รับพัสดุไปส่งต่อผ่านบริษัทขนส่งเอกชน เพื่อลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นใน
หลักฐานมัดเชื่อมโยงคดี "แอร์มีนา" DSI ได้ตรวจสอบลักษณะเฉพาะของยาเสพติด (Drug Profile) พบว่าเครือข่ายนี้อยู่เบื้องหลังการกระจายยาเสพติดรายใหญ่ในไทยและต่างประเทศ พบความเชื่อมโยงชัดเจนกับเฮโรอีนลอตที่ น.ส.มีนา อดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ถูกจับกุมที่ประเทศออสเตรเลีย
เกี่ยวข้องกับเฮโรอีนของ DSI 3 ลอตใหญ่ในกรุงเทพฯ (พื้นที่หลักสี่, บางเขน, รางน้ำ, รามคำแหง) และยาบ้าของ บช.ปส. อีกกว่า 500,000 เม็ด ขณะนี้ DSI อยู่ระหว่างขยายผลไปยัง "นายทุนเบื้องหลัง" และตัวการใหญ่เจ้าของบัญชี "Rose Rose" พร้อมเริ่มอายัดบัญชีธนาคารในไทยที่ใช้โอนเงินค่าจ้างแล้ว
ข้อมูลทางการข่าวระบุว่า ขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติมีโมเดลธุรกิจที่สร้างกำไรมหาศาล แม้จะมีอัตราการสูญเสียสูง
ราคาปลายทาง : หากเฮโรอีนหลุดไปถึงประเทศเป้าหมาย จะมีมูลค่าสูงถึง กิโลกรัมละ 11 ล้านบาท
ค่าจ้างคนหิ้วยา : สองสามีภรรยาที่ทำหน้าที่ส่งพัสดุกลับได้ค่าจ้างเพียงครั้งละ 8,000 บาท
กลยุทธ์ส่ง 100 รอด 20 ก็คุ้ม : เนื่องจากต้นทุนการผลิตจริงต่ำมาก (ผลิตจากฝิ่นบนภูเขา) ขบวนการนี้จึงคำนวณไว้แล้วว่า ต่อให้ส่ง 100 ครั้ง แล้วถูกตำรวจจับไปถึง 80 ครั้ง ขอแค่รอดไปได้เพียง 20 ครั้ง ก็สามารถถอนทุนและสร้างกำไรมหาศาลได้ทันที