โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

กรุงเทพฯ ติด TOP 10 เมืองที่ต้องจ่ายแพงสำหรับการใช้ชีวิตหรู ข่าวดี…หรือโจทย์ใหม่ของเมือง?

TODAY

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TODAY

กรุงเทพฯ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับเมืองอย่าง สิงคโปร์ ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ และซิดนีย์ ซึ่งการใช้ชีวิตระดับหรูมีต้นทุนสูง ทั้งที่อยู่อาศัย รถยนต์ การศึกษา การเดินทาง และบริการระดับพรีเมียม

รายงาน Global Wealth and Lifestyle Report 2026 ของ Julius Baer ซึ่งจัดทำดัชนี Lifestyle Index จากการสำรวจราคาสินค้าและบริการระดับพรีเมียม 20 หมวด ใน 25 เมืองทั่วโลก เพื่อวัดต้นทุนในการรักษามาตรฐานการใช้ชีวิตของผู้มีความมั่งคั่งสูง (High-Net-Worth Individuals: HNWIs) จัดอันดับให้กรุงเทพฯ ติด 1 ใน 10 อันดับแรกของโลกเป็นครั้งแรก

แต่การติดอันดับดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพแพงสำหรับคนทั่วไป เพราะดัชนีนี้ไม่ได้วัดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชน แต่สะท้อนต้นทุนในการรักษามาตรฐานการใช้ชีวิตระดับหรูของผู้มีความมั่งคั่งสูง

ดังนั้น ความน่าสนใจของรายงานฉบับนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “กรุงเทพฯ อยู่อันดับเท่าไร?” แต่คือคำถามว่า การติดอันดับครั้งนี้กำลังบอกอะไรเกี่ยวกับกรุงเทพฯ

TODAY ชวนอ่านความหมายของอันดับนี้ ผ่านข้อมูลที่รายงานนำเสนอ

กรุงเทพฯ กำลังเป็นเมืองของการใช้ชีวิตระดับพรีเมียม

การที่กรุงเทพฯ ติด 10 อันดับแรกของโลกเป็นครั้งแรก อาจมีความหมายมากกว่าการขยับอันดับบนตาราง เพราะสิ่งที่รายงานกำลังสะท้อน ไม่ใช่แค่ ต้นทุนของการใช้ชีวิตระดับพรีเมียมที่สูงขึ้น แต่คือ กรุงเทพฯ กำลังถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเมืองที่คนรวยสามารถใช้ชีวิตตามมาตรฐานที่ต้องการได้

เหตุผลก็เพราะ ดัชนีนี้ไม่ได้วัดจากราคาสินค้าแค่ไม่กี่อย่าง แต่ยังเป็นการสำรวจต้นทุนของการรักษามาตรฐานการใช้ชีวิตระดับพรีเมียม ตั้งแต่ที่อยู่อาศัย รถยนต์ การศึกษา การเดินทาง ไปจนถึงบริการระดับพรีเมียม

เมืองที่มีชื่ออยู่ในรายงานฉบับนี้ จึงอาจอธิบายได้อีกมุมหนึ่งว่า เป็นเมืองที่มีสินค้าและบริการรองรับการใช้ชีวิตของคนรวยได้อย่างครบถ้วน และกรุงเทพฯ ไม่ใช่เมืองเดียวที่กำลังสะท้อนแนวโน้มดังกล่าว

โดยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีถึง 5 เมืองที่ติดอยู่ใน 10 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ (อันดับ 1) ฮ่องกง (อันดับ 2) เซี่ยงไฮ้ (อันดับ 6) ซิดนีย์ (อันดับ 8) และกรุงเทพฯ (อันดับ 10)

ในอีกด้านหนึ่ง รายงานยังชี้ว่า คนรวยทั่วโลกให้ความสำคัญกับปัจจัยอย่างอัตราแลกเปลี่ยนและความสามารถในการเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน (mobility) มากขึ้นในการตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตที่ไหนและบริหารความมั่งคั่งอย่างไร

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือการติดอันดับครั้งนี้อาจไม่ได้สะท้อนเพียงว่า การใช้ชีวิตระดับพรีเมียมในกรุงเทพฯ มีต้นทุนสูง แต่ยังสะท้อนว่า กรุงเทพฯ กำลังถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเมืองสำคัญของเอเชียแปซิฟิกสำหรับการใช้ชีวิตของผู้มีความมั่งคั่งสูง

คนรวยเลือกเมืองอย่างไร ในโลกที่กำลังเปลี่ยนไป

เมื่อพูดถึงการบริหารความมั่งคั่ง หลายคนอาจนึกถึงการลงทุนในหุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือสินทรัพย์ทางการเงินเป็นหลัก แต่รายงานฉบับนี้กำลังชี้ให้เห็นว่า ทุกวันนี้ “การเลือกว่าจะใช้ชีวิตที่ไหน” ก็กลายเป็นอีกหนึ่งการตัดสินใจสำคัญไม่แพ้กัน

สำหรับคนรวย เมืองไม่ได้เป็นแค่สถานที่อยู่อาศัย แต่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความมั่งคั่ง เพราะสถานที่ที่เลือกใช้ชีวิตอาจส่งผลต่อทั้งอำนาจซื้อ โอกาสในการลงทุน และคุณภาพชีวิตในระยะยาว

รายงานระบุว่า ปัจจัยอย่างอัตราแลกเปลี่ยน ความสามารถในการเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน (mobility) และต้นทุนในการรักษามาตรฐานการใช้ชีวิต ล้วนมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกเมืองหรือประเทศที่อยู่อาศัยของผู้มีความมั่งคั่งสูง

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังพบว่า คนรวยจำนวนมากไม่ได้ยึดติดว่าจะต้องซื้อสินค้าหรูในประเทศที่อาศัยอยู่ แต่พร้อมเดินทางไปซื้อในต่างประเทศ หากช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากภาษีนำเข้าหรืออัตราแลกเปลี่ยนที่ได้เปรียบกว่า

นั่นหมายความว่า เมืองต่าง ๆ ในปัจจุบันไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องเศรษฐกิจหรือการท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่ยังแข่งขันกันเพื่อดึงดูดคนรวยจากทั่วโลกให้เข้ามาใช้ชีวิต ลงทุน และใช้จ่าย และนี่ก็อาจเป็นคำอธิบายว่า เหตุใดกรุงเทพฯ จึงถูกจัดอยู่ในรายงานฉบับนี้

เมืองตอบโจทย์คนรวย แล้วคนส่วนใหญ่ล่ะ?

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า แล้วคนส่วนใหญ่ที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ล่ะ?

เพราะรายงานฉบับนี้กำลังชวนให้เรามอง ‘เมือง’ ผ่านสายตาของคนรวย หรือผู้มีความมั่งคั่งสูง แต่ในความเป็นจริง คนส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ คือพนักงานประจำ เจ้าของกิจการรายย่อย ฟรีแลนซ์ และแรงงาน ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับรายได้ประจำ และรับมือกับค่าครองชีพในแต่ละวัน

เมื่อมองจากมุมนี้ หลายคนอาจรู้สึกย้อนแย้ง เพราะในด้านหนึ่ง รายงานกำลังสะท้อนว่า กรุงเทพฯ มีองค์ประกอบที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตระดับพรีเมียมมากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่ง คนส่วนใหญ่กลับยังต้องเผชิญกับโจทย์เรื่องค่าครองชีพและคุณภาพชีวิตในแต่ละวัน

จึงอดคิดไม่ได้ว่า หากแม้แต่การรักษามาตรฐานการใช้ชีวิตระดับพรีเมียมยังมีต้นทุนสูง แล้วสำหรับคนที่ยังไม่มีฐานะระดับนั้น การเข้าถึงสินค้าและบริการแบบเดียวกันจะยิ่งห่างไกลออกไปหรือไม่

แน่นอนว่า รายงานของ Julius Baer ไม่ได้ตอบคำถามนี้ เพราะไม่ได้สำรวจค่าครองชีพของคนทั่วไป ไม่ได้เปรียบเทียบรายได้ของคนแต่ละกลุ่ม และไม่ได้วัดระดับความเหลื่อมล้ำของเมือง

แต่บางที… นั่นอาจไม่ใช่หน้าที่ของรายงานฉบับนี้ เพราะสิ่งที่รายงานกำลังทำ คือชวนให้เราฉุกคิดว่า เมืองที่ถูกมองว่า ‘น่าอยู่’ สำหรับคนรวย จะมีความหมายเหมือนกับเมืองที่ ‘น่าอยู่’ สำหรับคนส่วนใหญ่หรือไม่

สำหรับคนรวย เมืองที่น่าอยู่ อาจหมายถึงเมืองที่มีบริการระดับพรีเมียม การเดินทางสะดวก การศึกษาคุณภาพสูง และมีทางเลือกในการใช้ชีวิตที่หลากหลาย

แต่สำหรับคนทำงานทั่วไป เมืองที่น่าอยู่ อาจหมายถึงเมืองที่มีค่าครองชีพสมเหตุสมผล มีระบบขนส่งที่เข้าถึงได้ บ้านที่ยังพอซื้อได้ และคุณภาพชีวิตที่ดี โดยไม่ต้องแลกกับภาระทางการเงินที่หนักเกินไป

การติด 10 อันดับแรกของโลกครั้งนี้ แม้จะถูกมองว่าเป็นข่าวดีสำหรับภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ และสะท้อนว่า เมืองแห่งนี้กำลังได้รับการยอมรับในฐานะจุดหมายของการใช้ชีวิตระดับพรีเมียม

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ชวนให้เราตั้งคำถามว่า เมื่อกรุงเทพฯ กำลังเปลี่ยนบทบาทเป็นเมืองของการใช้ชีวิตระดับพรีเมียม เมืองแห่งนี้จะเติบโตไปพร้อมกับคนทุกกลุ่มได้อย่างไร

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความท้าทายของกรุงเทพฯ อาจไม่ได้อยู่ที่การไต่อันดับให้สูงขึ้น แต่อยู่ที่การทำให้การเติบโตของเมือง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...