ธปท. ลุยต่อ ฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบ.ต้องแจงที่มาเริ่ม Q 4/69 คุม BNPL สิ้นปี
ธปท. ชี้เศรษฐกิจไทยยืดหยุ่นดีกว่าคาด เงินเฟ้อปี 69 ไม่เกิน 2.8% เผยนโยบายการเงินเน้นประคองเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ลดดอ กเบี้ยต่ำกว่า 1% ยากแล้ว เตรียมออกมาตรการคุมเข้มการฝากเงินสดมูลค่าเกิน 5 ล้านบาท ไตรมาส4/69 คาดมาตรการคุม BNPL ได้ข้อสรุปสิ้นปี 69
11 ก.ค. 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” หัวข้อ “นโยบายการเงินไทยรับมือสงครามและวิกฤตการเงินโลก” จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีความยืดหยุ่น (Resilience) ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยในช่วงที่เกิดปัญหาเรื่องทั้งราคาพลังงานทั้งเรื่องน้ำมันและราคาวัตถุดิบ เศรษฐกิจไทยไม่ได้ทรุดตัวลงลึกอย่างที่กังวลในตอนแรก และยังสามารถหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นมาทดแทนได้ ดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ว่าจีดีพี (GDP) ในปี 2569 จะเติบโตที่ 2.3% จากเดิมที่คาดไว้ 1.5%
“เศรษฐกิจไทยที่ 2.3 % ก็ไม่ได้อยู่ในภาวะแต่ภาพรวมถือว่ามีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดีกว่าที่เคยประเมินไว้ในช่วงเริ่มต้นของสงคราม”
ด้านอัตราเงินเฟ้อสุดในเดือน มิ.ย. 2569 อยู่ที่ 2.4% ซึ่งต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ดังนั้นคาดว่าเงินเฟ้อในปี 2569 จะอยู่ในระดับที่ไม่เกิน 2.8% เนื่องจากราคาน้ำมันโลกเริ่มทรงตัวและฐานตัวเลขในปีก่อนหน้าที่สูง ขณะที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อรายเดือนจะไม่พุ่งสูงไปแตะเดือนละ 4-4.5% อย่างที่เคยคาดไว้
“หากพิจารณาเงินเฟ้อทั่วไปจะเห็นว่า สัดส่วนอาหารสดในตะกร้าอยู่ที่ 17% พลังงาน 12% รวมกันประมาณ 30% เมื่อราคาพลังงานสูง ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นทันที ดังนั้นเมื่อพลังงาน น้ำมัน ทำให้อาหารแพงขึ้นเงินเฟ้อไทยจึงขึ้นเร็วลงเร็ว”
สำหรับการดำเนินนโยบายการเงินในยุคปัจจุบัน ธปท. ได้ให้น้ำหนักกับการประคับประคองเศรษฐกิจมากขึ้น จากเดิมที่จะมุ่งเน้นเพียงเสถียรภาพด้านราคาอย่างเดียว ดังนั้นปัจจุบันจึงมีการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย อย่างไรก็ตามการจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไปมากกว่าระดับ 1% นั้นทำได้ยากแล้ว เนื่องจากปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยไทยอยู่ที่ 1% ซึ่งถือว่าต่ำเป็นอันดับต้นๆ ของโลก หากลดลงไปมากกว่านี้อาจเกิดความเสี่ยง (Negative Effect) ต่อระบบการเงิน
ส่วนที่มีคำถามว่าทำไมธปท. ไม่ทำมาตรการปล่อยเงินเข้าระบบหรือการทำ QE นายวิทัย เปิดเผยว่า การใส่เงินเข้าไปในระบบจะต้องพิจารณาด้วยว่าเงินที่ ธปท. ปล่อยเข้าไปจะไปอยู่ที่ใด โดยระบบเศรษฐกิจไทยเป็นระบบที่พึ่งพิงระบบสถาบันการเงิน ดังนั้นการทำ QE เงินก็จะไหลกลับเข้าสู่ธนาคารกลางโดยไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
“ที่ผ่านมาสังคมอาจจะคาดหวังให้กับ ธปท. แต่ ธปท. มีเครื่องมือไม่ได้มากอย่างที่คิด ทฤษฎีอาจมีเครื่องมือหลายตัว แต่ในบริบทของประเทศไทยนั้นเครื่องมือหลักที่ใช้ได้ผลมีเพียงไม่กี่เครื่องมือเท่านั้น โดยเครื่องมือหลักคือดอกเบี้ยนโยบาย”
นายวิทัย เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา GDP ไทย ลดระดับลงทุกครั้งที่มีการเกิดภาวะช็อก (Shock) จากเดิมที่เคยเติบโตเฉลี่ย 7% ลดลงมาเหลือ 5% และปัจจุบันเหลือเพียงระดับ 2% ซึ่งสาเหตุหลักมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ขาดอุตสาหกรรมใหม่ๆ การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) และความเหลื่อมล้ำที่ทำให้ธุรกิจรายใหญ่เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายและถูกกว่ารายย่อย รวมถึงเศรษฐกิจสีเทาด้วย
ดังนั้นเพื่อให้การแก้ปัญหาดังกล่าวปัจจุบัน ธปท. จึงใช้มาตรการเฉพาะจุด (Targeted Measures) มากขึ้น โดยเฉพาะการเข้าจัดการธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทุนเทา โดยมาตรการที่ได้ดำเนินการแล้วคือการคุมการถอนเงินสดมากกว่า 5 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าการเบิกเงินสดขนาดใหญ่ลดลงประมาณ 35% ขณะที่ในช่วง ต.ค. 2569 หรือ ไตรมาส 4 ปี 2569 ธปท. มีแผนจะเริ่มมาตรการคุมการฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท รวมถึงการนำธนบัตรมูลค่าสูงมาขอแลกเป็นธนบัตรมูลค่ารายย่อยในปริมาณมาก เช่น การนำธบบัตร 1,000 บาท มูลค่ารวม 10 ล้านบาท มาขอแลกเป็นธนบัตร100 บาท หรือ500 บาท โดยกำหนดให้ผู้ฝากต้องแสดงที่มาของเงินเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เงินจากทุนเทาเข้าสู่ระบบได้
นอกจากนี้ ธปท. ยังได้ดำเนินมาตรการควบคุมการซื้อทองคำผ่านแอปพลิเคชันเนื่องจากพบว่าส่งผลต่อค่าเงินบาท ซึ่งหลังจากมาตรการบังคับใช้ส่งผลให้ปริมาณการเบิกทองคำลดลงจากก่อนหน้าที่ 4,000 กิโลกรัมต่อเดือน เหลือประมาณ 700 กิโลกรัมต่อเดือน ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำกับค่าเงินบาทลดลงจากระดับ 0.8 มาอยู่ที่ระดับ 0.4 - 0.45
ขณะที่ ธปท. อยู่ระหว่างหารือกับสำนักงนคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเข้าตรวจสอบการซื้อขาย USDT เนื่องจากพบว่ามีปริมาณการซื้อขายที่สูงผิดปกติ และจากการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ (Analytics) พบว่าถูกใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยตัวตนจากการโอนเงินตามระบบปกติด้วย
สำหรับบัญชีม้าและธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินพนันออนไลน์ที่ผ่านมา มีการสั่งปิดบัญชีที่มีพฤติกรรมผิดปกติไปแล้วเป็นจำนวนหลายพันบัญชี
นายวิทัย เปิดเผยว่า ธปท. กำลังเร่งออกมาตรฐานกลางในการกำกับดูแลธุรกิจ Buy Now Pay Later (BNPL) ซึ่งมีการเติบโตเร็วมากโดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน อย่างไรก็ตามการเข้าไปกำกับดูแล BNPL เป็นเรื่องที่ทำได้ยากและมีความซับซ้อน เนื่องจาก ธปท. ไม่มีอำนาจโดยตรงในการไปสั่งการแพลตฟอร์มออนไลน์เนื่องจากไม่ใช่สถาบันการเงิน ดังนั้นจึงต้องไปคุมที่ผู้ปล่อยสินเชื่อแทนซึ่งมีความหลากหลาย เช่น บางรายให้วงเงินก่อนแล้วค่อยไปซื้อ บางรายปล่อยสินเชื่อ ณ จุดซื้อเลย หรือบางรายให้กดเป็นเงินสดออกมาได้ด้วย นอกจากนี้แพลตฟอร์มยังมีทั้งประเภทที่ขายสินค้าของตัวเองให้ผ่อน หรือเป็นแพลตฟอร์มที่เอาสินค้าคนอื่นมาให้ผ่อนบนแอปฯ ตนเอง
“หาก ธปท. กำหนดว่าห้ามทำ BNPL ในยอดซื้อที่ต่ำกว่า 200 บาท อาจกลายเป็นการส่งเสริมให้คนซื้อของเพิ่มขึ้นเพื่อให้ยอดถึงเกณฑ์และสามารถผ่อนได้ แทนที่จะช่วยลดหนี้ หรือหากมีการห้ามใช้ BNPL กับสินค้าบางประเภท อาจได้รับการประท้วงจากผู้ผลิตหรือผู้ขายสินค้านั้นๆ ได้
ทั้งนี้แนวทางเบื้องต้นจะเป็นการจัดทำมาตรฐานกลางในการกำกับดูแลเพื่อให้ผู้เล่นทุกรายอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน โดยเริ่มจากมาตรการที่ไม่รุนแรงก่อนแล้วจึงค่อยๆ เพิ่มความเข้มงวดขึ้นตามลำดับ โดย ธปท. ตั้งเป้าว่าจะต้องได้ข้อสรุปและเริ่มทำประชาพิจารณ์ (Hearing) ให้ได้ภายในสิ้นปี 2569