โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธปท. ลุยต่อ ฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบ.ต้องแจงที่มาเริ่ม Q 4/69 คุม BNPL สิ้นปี

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 กรกฎาคม 2569 เวลา 20.29 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ธปท. ชี้เศรษฐกิจไทยยืดหยุ่นดีกว่าคาด เงินเฟ้อปี 69 ไม่เกิน 2.8% เผยนโยบายการเงินเน้นประคองเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ลดดอ กเบี้ยต่ำกว่า 1% ยากแล้ว เตรียมออกมาตรการคุมเข้มการฝากเงินสดมูลค่าเกิน 5 ล้านบาท ไตรมาส4/69 คาดมาตรการคุม BNPL ได้ข้อสรุปสิ้นปี 69

11 ก.ค. 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” หัวข้อ “นโยบายการเงินไทยรับมือสงครามและวิกฤตการเงินโลก” จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีความยืดหยุ่น (Resilience) ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยในช่วงที่เกิดปัญหาเรื่องทั้งราคาพลังงานทั้งเรื่องน้ำมันและราคาวัตถุดิบ เศรษฐกิจไทยไม่ได้ทรุดตัวลงลึกอย่างที่กังวลในตอนแรก และยังสามารถหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นมาทดแทนได้ ดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ว่าจีดีพี (GDP) ในปี 2569 จะเติบโตที่ 2.3% จากเดิมที่คาดไว้ 1.5%

“เศรษฐกิจไทยที่ 2.3 % ก็ไม่ได้อยู่ในภาวะแต่ภาพรวมถือว่ามีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดีกว่าที่เคยประเมินไว้ในช่วงเริ่มต้นของสงคราม”

ด้านอัตราเงินเฟ้อสุดในเดือน มิ.ย. 2569 อยู่ที่ 2.4% ซึ่งต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ดังนั้นคาดว่าเงินเฟ้อในปี 2569 จะอยู่ในระดับที่ไม่เกิน 2.8% เนื่องจากราคาน้ำมันโลกเริ่มทรงตัวและฐานตัวเลขในปีก่อนหน้าที่สูง ขณะที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อรายเดือนจะไม่พุ่งสูงไปแตะเดือนละ 4-4.5% อย่างที่เคยคาดไว้

“หากพิจารณาเงินเฟ้อทั่วไปจะเห็นว่า สัดส่วนอาหารสดในตะกร้าอยู่ที่ 17% พลังงาน 12% รวมกันประมาณ 30% เมื่อราคาพลังงานสูง ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นทันที ดังนั้นเมื่อพลังงาน น้ำมัน ทำให้อาหารแพงขึ้นเงินเฟ้อไทยจึงขึ้นเร็วลงเร็ว”

สำหรับการดำเนินนโยบายการเงินในยุคปัจจุบัน ธปท. ได้ให้น้ำหนักกับการประคับประคองเศรษฐกิจมากขึ้น จากเดิมที่จะมุ่งเน้นเพียงเสถียรภาพด้านราคาอย่างเดียว ดังนั้นปัจจุบันจึงมีการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย อย่างไรก็ตามการจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไปมากกว่าระดับ 1% นั้นทำได้ยากแล้ว เนื่องจากปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยไทยอยู่ที่ 1% ซึ่งถือว่าต่ำเป็นอันดับต้นๆ ของโลก หากลดลงไปมากกว่านี้อาจเกิดความเสี่ยง (Negative Effect) ต่อระบบการเงิน

ส่วนที่มีคำถามว่าทำไมธปท. ไม่ทำมาตรการปล่อยเงินเข้าระบบหรือการทำ QE นายวิทัย เปิดเผยว่า การใส่เงินเข้าไปในระบบจะต้องพิจารณาด้วยว่าเงินที่ ธปท. ปล่อยเข้าไปจะไปอยู่ที่ใด โดยระบบเศรษฐกิจไทยเป็นระบบที่พึ่งพิงระบบสถาบันการเงิน ดังนั้นการทำ QE เงินก็จะไหลกลับเข้าสู่ธนาคารกลางโดยไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

“ที่ผ่านมาสังคมอาจจะคาดหวังให้กับ ธปท. แต่ ธปท. มีเครื่องมือไม่ได้มากอย่างที่คิด ทฤษฎีอาจมีเครื่องมือหลายตัว แต่ในบริบทของประเทศไทยนั้นเครื่องมือหลักที่ใช้ได้ผลมีเพียงไม่กี่เครื่องมือเท่านั้น โดยเครื่องมือหลักคือดอกเบี้ยนโยบาย”

นายวิทัย เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา GDP ไทย ลดระดับลงทุกครั้งที่มีการเกิดภาวะช็อก (Shock) จากเดิมที่เคยเติบโตเฉลี่ย 7% ลดลงมาเหลือ 5% และปัจจุบันเหลือเพียงระดับ 2% ซึ่งสาเหตุหลักมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ขาดอุตสาหกรรมใหม่ๆ การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) และความเหลื่อมล้ำที่ทำให้ธุรกิจรายใหญ่เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายและถูกกว่ารายย่อย รวมถึงเศรษฐกิจสีเทาด้วย

ดังนั้นเพื่อให้การแก้ปัญหาดังกล่าวปัจจุบัน ธปท. จึงใช้มาตรการเฉพาะจุด (Targeted Measures) มากขึ้น โดยเฉพาะการเข้าจัดการธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทุนเทา โดยมาตรการที่ได้ดำเนินการแล้วคือการคุมการถอนเงินสดมากกว่า 5 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าการเบิกเงินสดขนาดใหญ่ลดลงประมาณ 35% ขณะที่ในช่วง ต.ค. 2569 หรือ ไตรมาส 4 ปี 2569 ธปท. มีแผนจะเริ่มมาตรการคุมการฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท รวมถึงการนำธนบัตรมูลค่าสูงมาขอแลกเป็นธนบัตรมูลค่ารายย่อยในปริมาณมาก เช่น การนำธบบัตร 1,000 บาท มูลค่ารวม 10 ล้านบาท มาขอแลกเป็นธนบัตร100 บาท หรือ500 บาท โดยกำหนดให้ผู้ฝากต้องแสดงที่มาของเงินเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เงินจากทุนเทาเข้าสู่ระบบได้

นอกจากนี้ ธปท. ยังได้ดำเนินมาตรการควบคุมการซื้อทองคำผ่านแอปพลิเคชันเนื่องจากพบว่าส่งผลต่อค่าเงินบาท ซึ่งหลังจากมาตรการบังคับใช้ส่งผลให้ปริมาณการเบิกทองคำลดลงจากก่อนหน้าที่ 4,000 กิโลกรัมต่อเดือน เหลือประมาณ 700 กิโลกรัมต่อเดือน ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำกับค่าเงินบาทลดลงจากระดับ 0.8 มาอยู่ที่ระดับ 0.4 - 0.45

ขณะที่ ธปท. อยู่ระหว่างหารือกับสำนักงนคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเข้าตรวจสอบการซื้อขาย USDT เนื่องจากพบว่ามีปริมาณการซื้อขายที่สูงผิดปกติ และจากการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ (Analytics) พบว่าถูกใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยตัวตนจากการโอนเงินตามระบบปกติด้วย

สำหรับบัญชีม้าและธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินพนันออนไลน์ที่ผ่านมา มีการสั่งปิดบัญชีที่มีพฤติกรรมผิดปกติไปแล้วเป็นจำนวนหลายพันบัญชี

นายวิทัย เปิดเผยว่า ธปท. กำลังเร่งออกมาตรฐานกลางในการกำกับดูแลธุรกิจ Buy Now Pay Later (BNPL) ซึ่งมีการเติบโตเร็วมากโดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน อย่างไรก็ตามการเข้าไปกำกับดูแล BNPL เป็นเรื่องที่ทำได้ยากและมีความซับซ้อน เนื่องจาก ธปท. ไม่มีอำนาจโดยตรงในการไปสั่งการแพลตฟอร์มออนไลน์เนื่องจากไม่ใช่สถาบันการเงิน ดังนั้นจึงต้องไปคุมที่ผู้ปล่อยสินเชื่อแทนซึ่งมีความหลากหลาย เช่น บางรายให้วงเงินก่อนแล้วค่อยไปซื้อ บางรายปล่อยสินเชื่อ ณ จุดซื้อเลย หรือบางรายให้กดเป็นเงินสดออกมาได้ด้วย นอกจากนี้แพลตฟอร์มยังมีทั้งประเภทที่ขายสินค้าของตัวเองให้ผ่อน หรือเป็นแพลตฟอร์มที่เอาสินค้าคนอื่นมาให้ผ่อนบนแอปฯ ตนเอง

“หาก ธปท. กำหนดว่าห้ามทำ BNPL ในยอดซื้อที่ต่ำกว่า 200 บาท อาจกลายเป็นการส่งเสริมให้คนซื้อของเพิ่มขึ้นเพื่อให้ยอดถึงเกณฑ์และสามารถผ่อนได้ แทนที่จะช่วยลดหนี้ หรือหากมีการห้ามใช้ BNPL กับสินค้าบางประเภท อาจได้รับการประท้วงจากผู้ผลิตหรือผู้ขายสินค้านั้นๆ ได้

ทั้งนี้แนวทางเบื้องต้นจะเป็นการจัดทำมาตรฐานกลางในการกำกับดูแลเพื่อให้ผู้เล่นทุกรายอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน โดยเริ่มจากมาตรการที่ไม่รุนแรงก่อนแล้วจึงค่อยๆ เพิ่มความเข้มงวดขึ้นตามลำดับ โดย ธปท. ตั้งเป้าว่าจะต้องได้ข้อสรุปและเริ่มทำประชาพิจารณ์ (Hearing) ให้ได้ภายในสิ้นปี 2569

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...