โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

อสังหาฯ จี้รัฐบาลต่ออายุ 'มาตรการลดค่าโอน-จดจำนอง' ก่อนสิ้นสุด 30 มิ.ย.นี้

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 11 มิ.ย. เวลา 19.36 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. เวลา 02.19 น.

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังเผชิญภาวะชะลอตัวต่อเนื่อง สะท้อนผ่านกำลังซื้อที่หดหายและการตัดสินใจซื้อที่ยืดเยื้อ ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ตลอดจนความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ขณะที่ปัจจัยภายนอก ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน ส่งผลให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ต้องเร่งปรับกลยุทธ์ เพื่อประคองยอดขายและรักษาสภาพคล่องในช่วงที่ตลาดยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

ที่สำคัญมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง หนึ่งในตัวแปรสำคัญกำลังจะหมดอายุลงภายในวันที่30มิถุนายนนี้ ภาคเอกชนมองว่าหากสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังเปราะบางรัฐบาลน่าจะต่ออายุมาตรการดังกล่าวออกไปเพื่อประคองกำลังซื้อเป็นการเร่งด่วน

นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธูรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ ประเด็นที่มีความเร่งด่วนมากที่สุดในขณะนี้ คือ การขอให้รัฐบาลพิจารณาต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองเหลือ 0.01% ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ มาตรการดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ซื้อบ้าน เพิ่มโอกาสการตัดสินใจซื้อ และช่วยประคับประคองธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ตลาดยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ หากสามารถขยายอายุมาตรการดังกล่าวออกไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจโดยรวม

สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรเสนอมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเร่งด่วนก่อนหมดอายุลงวันที่30มิถุนายน2569

นอกจากมาตรการเร่งด่วนดังกล่าวแล้ว สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ยังได้ร่วมกันนำเสนอแนวทางเชิงนโยบายต่อรัฐบาลเพื่อใช้ภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในหัวรถจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและ Thailand Green Economy

ข้อเสนอสำคัญประกอบด้วยการส่งเสริมโครงการที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านมาตรการทางภาษีและสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ ทั้งสำหรับผู้ประกอบการและผู้ซื้อบ้าน เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานของภาคครัวเรือนและสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศในระยะยาว

สุนทร สถาพร

อีกด้านหนึ่ง คือ การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเสนอให้มีมาตรการรวมหนี้ (Consolidated Debt) การนำแนวคิด Warehouse Debt มาช่วยลดภาระหนี้ดอกเบี้ยสูงของประชาชน และการจัดตั้งระบบค้ำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือ Mortgage Guarantee เพื่อช่วยให้ผู้ที่มีกำลังซื้อจริง แต่ขาดหลักประกันหรือมีข้อจำกัดด้านเครดิต สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอในการดึงกำลังซื้อจากชาวต่างชาติที่มีศักยภาพ โดยการปรับปรุงกฎหมายและสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการถือครองอสังหาริมทรัพย์และการพำนักระยะยาว เพื่อจัดระเบียบและเพิ่มเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม

เชื่อว่าหากรัฐบาลสามารถพิจารณาและผลักดันมาตรการเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม จะไม่เพียงช่วยฟื้นฟูภาคอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่ยังจะช่วยสร้างการจ้างงาน กระตุ้นการใช้จ่าย และทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์กลับมาเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูงเช่นปัจจุบัน

มองว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในช่วงประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา สามารถสร้างบรรยากาศความเชื่อมั่นทางการเมืองและเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง มีความพยายามรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน และเร่งขับเคลื่อนการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

อย่างไรก็ตาม หากประเมินในมุมของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจฐานรากโดยรวม ยังต้องยอมรับว่ากำลังซื้อของประชาชนยังคงอ่อนแอ ภาระหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง และการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชนยังเป็นอุปสรรคสำคัญ อัตราการปฏิเสธสินเชื่อของธนาคารยังอยู่ในระดับเฉลี่ยสูงกว่า40% ส่งผลให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง แม้ว่าผู้ประกอบการจำนวนมากจะปรับลดราคาขายลงอย่างมากแล้วก็ตาม

หากให้คะแนนการทำงานในช่วงเริ่มต้น คิดว่ารัฐบาลน่าจะอยู่ในระดับประมาณ 6.5-7 คะแนนจาก 10 คะแนน ถือว่าเริ่มต้นได้ดี แต่ยังจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกเพิ่มเติมเพื่อสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนมากขึ้น

สิ่งที่ภาคเอกชนอยากเห็นในระยะต่อไป คือ การเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนภาครัฐ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ การลดภาระทางการเงินของประชาชน การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ รวมถึงการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนใหม่ทั้งจากผู้ประกอบการไทยและนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้อย่างทั่วถึง

ข้อเสนอภาคเอกชนมาตรการฟื้นฟู4มิติที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาระดับชาติแบบบูรณาการ
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...