"เจเศรษฐ์" เดือด! ประณาม "ขบวนการขายชาติ" รวบปลัดอำเภอออกบัตรให้จีนเทา
หนอนบ่อนไส้! จับปลัดอำเภอขบวนการสวมสิทธิ์ "หมิงเฉิน ซัน" จีนเทาซุกอาวุธสงคราม "เจเศรษฐ์" ลั่นนี่คือพวกขายชาติ เอาสิทธิคนไทยไปประเคนโจร
วันที่ 15 พ.ค.2569 ที่สํานักงาน ป.ป.ช. ภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานแถลงผลปฏิบัติการ "เผยเงามังกร" จับกุมขบวนการจัดทำรายการทางทะเบียนอันเป็นเท็จให้นายหมิงเฉิน ซัน สัญชาติจีน ผู้ต้องหาในคดีครอบครองอาวุธสงครามและวัตถุระเบิด โดยมี นายธนยศ ทิมสุวรรณ ประธานกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) นายวิฑูรย์ สิรินุกูล รองอธิบดีกรมการปกครอง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายกิตติศักดิ์ พิมสาร ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดเชียงใหม่ นายสมชาย ติไชย ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 5 DSI ร่วมแถลงข่าว
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญในเรื่องความมั่นคงของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภัยข้ามชาติ สแกมเมอร์ และภัยอื่น ๆ ที่เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายประเทศชาติ ซึ่งได้เน้นย้ำและบรรจุไว้ในนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงมหาดไทย โดยขบวนการจัดทำรายการทางทะเบียนอันเป็นเท็จให้นายหมิงเฉิน ซัน สัญชาติจีน ผู้ต้องหาในคดีครอบครองอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องของการสวมสิทธิ์หรือเอื้อประโยชน์กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพียงอย่างเดียว ในกรณีนี้สิ่งที่ขบวนการนี้ทำกันอยู่ ขอใช้คำว่าเป็น "ขบวนการขายชาติ" เพราะเป็นการเอาสิทธิของพี่น้องประชาชนคนไทยไปให้กับคนที่มีเจตนาแฝง เจตนาไม่ดีที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยของเรา
สืบเนื่องจากกรณีนายหมิงเฉิน ซัน สัญชาติจีน ผู้ถือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) เลขประจำตัว 6-XXXXXX-XXXX-XX-XX-X ซึ่งถูกจับกุมหลังเกิดอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี และตรวจค้นพบอาวุธสงคราม วัตถุระเบิด และเครื่องกระสุนประเภทต่าง ๆ ในรถยนต์ และบ้านพัก เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงได้สั่งการให้กรมการปกครองตรวจสอบรายการทางทะเบียนของนายหมิงเฉิน ซัน อย่างเร่งด่วนทันที ซึ่งได้แต่งตั้ง นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครองและหัวหน้าคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง นำกำลังชุดปฏิบัติการสืบสวน (DOPA N.I.C.E.) ลงพื้นที่ทำการสืบสวนพบว่ารายการทางทะเบียนของนายหมิงเฉิน ชัน มีพิรุธและผิดธรรมชาติอย่างมาก เพราะมีลักษณะเป็นการเข้ามาใช้งานทะเบียนราษฎรเพื่อผลประโยชน์ในการอยู่อาศัยและการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และยังพบด้วยว่า รายการทางทะเบียนของนายหมิงเฉิน ซัน มีความเชื่อมโยงกับขบวนการสวมสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งบางรายเป็นบุคคลสัญชาติจีนเครือข่ายสแกมเมอร์ที่ถูกดำเนินคดีไปก่อน โดยรายการทางทะเบียนของนายหมิงเฉิน ซัน ที่ตรวจพบแน่ชัดว่าทุจริต คือ การย้ายเข้าทะเบียนบ้านใน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565 อันเป็นเท็จ ซึ่งมีอดีตปลัดอำเภอเชียงดาว (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอฮอด จ.เชียงใหม่) เป็นผู้จัดการและจัดเตรียมเอกสารให้ทั้งหมด ซึ่งข้อเท็จริงนายหมิงเฉิน ซัน ไม่เคยมาอยู่อาศัยในบ้านที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ แต่อย่างใด
สำหรับมูลเหตุจูงใจที่นายหมิงเฉิน ซัน ย้ายเข้ามาบ้านในพื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เชื่อว่า ประสงค์จะมาสวมสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์หรือคนไทย เพื่อผลประโยชน์ในการอยู่อาศัยและดำเนินธุรกิจในประเทศไทยให้สะดวกยิ่งขึ้น
นอกจากนี้จากการตรวจสอบยังพบอีกว่า อดีตปลัดอำเภอเชียงดาวรายนี้ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งที่ อ.เชียงดาว ในห้วงปี พ.ศ. 2564 ได้มีการจัดทำรายการทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรสีขาว เลข 0) จำนวน 445 ราย ซึ่งขณะนี้ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีจำนวน 18 ราย ที่เป็นการจัดทำโดยมิชอบ ซึ่งกรมการปกครอง ได้มอบหมายเจ้าหน้าที่เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน บก.ปปป. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
ในวันนี้ ศาลอาญาทุจริตภาค 5 ได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหา จำนวน 2 ราย ได้แก่ 1. ปลัดอำเภอฮอด จ.เชียงใหม่ (อดีตปลัดอำเภอเชียงดาว จ.เชียงใหม่) และ 2. ลูกจ้าง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ โดยชุดบูรณาการร่วม 5 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ป.ป.ช. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมกุมผู้ต้องหาตามหมายจับทั้ง 2 ราย เรียบร้อยแล้ว และกรมการปกครองได้สั่งการให้สำนักทะเบียน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เร่งดำเนินการยกเลิกเพิกถอนรายการที่ทุจริตดังกล่าว รวมทั้งให้ดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับรายการที่ทุจริตดังกล่าวทุกคน โดยต่อจากนี้ ชุดปฏิบัติการสืบสวนของ DOPA N.I.C.E. จะยังคงร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย เร่งขยายผลการตรวจสอบในกรณีนี้และที่เกี่ยวข้องต่อไป