โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สะพรึง! "ก้อนรังแตน" กินหัวใจชายวัย 51 ลามสมอง-ไต หวิดดับ ก่อนพบต้นเหตุจาก "ช่องปาก"

sanook.com

เผยแพร่ 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
ชายวัย 51 ป่วยหนัก พบก้อนแบคทีเรียก่อตัวคล้ายเนื้องอกมีรูพรุน เกาะที่หัวใจ แพร่เชื้อลาม สมอง-ไต หวิดดับ ก่อนพบต้นเหตุจาก สุขอนามัยใน

ชายวัย 51 ป่วยหนักเพราะ “โรคในช่องปาก” ก้อนแบคทีเรียเกาะหัวใจ ลามสมอง-ไต ก่อตัวเหมือนเนื้องอก หวิดดับ

ไม่มีใครคิดว่าอาการไข้เรื้อรังและอ่อนเพลียของชายวัย 51 ปี จะมีต้นตอมาจาก “สุขอนามัยในช่องปาก” ที่ถูกละเลยมานาน จนแบคทีเรียลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด ทำลายหัวใจ สมอง และไตเกือบทั้งระบบ

กรณีของ “นายหวัง ฉาง” ในประเทศจีน กำลังถูกพูดถึงอย่างมาก หลังแพทย์พบก้อนติดเชื้อขนาดใหญ่เกาะอยู่บนลิ้นหัวใจ ลักษณะคล้าย “เนื้องอก” ที่เต็มไปด้วยแบคทีเรีย และปล่อยเชื้อเข้าสู่ร่างกายตลอดเวลา จนเกือบคร่าชีวิตเขาโดยไม่รู้ตัว

เริ่มจากไข้เรื้อรัง ก่อนร่างกายทรุดหนักแบบหาสาเหตุไม่ได้

ตลอดระยะเวลาราว 3 เดือน นายหวังมีไข้ต่ำๆ ต่อเนื่อง บางวันอาการดีขึ้น แต่ไม่นานไข้ก็กลับมาอีก พร้อมกับความอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด และเหนื่อยง่ายผิดปกติ

จากชายที่เคยแข็งแรง กลับเริ่มเดินเพียงไม่กี่ก้าวก็หอบเหนื่อย ญาติระบุว่าเขาซีดเซียวและแทบหมดแรง แม้จะเข้ารับการรักษาหลายแห่ง ตรวจหลายครั้ง และกินยาหลายชนิด แต่อาการกลับยิ่งแย่ลง

โรงพยาบาลแห่งหนึ่งถึงกับวินิจฉัยว่าอาจเป็นวัณโรค เพราะอาการคล้ายกันมาก แต่หลังรักษา อาการกลับไม่ดีขึ้น จนกระทั่งลูกชายที่ทำงานอยู่ในเมืองเซินเจิ้นพาเขาเข้าตรวจอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเซินเจิ้น

แพทย์พบ “ก้อนแบคทีเรีย” เกาะหัวใจ ปล่อยเชื้อทั่วร่างกาย

หลังเข้ารับการตรวจ แพทย์สงสัยว่าอาการอาจเกี่ยวข้องกับหัวใจ จึงสั่งตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ และพบก้อนขนาดใหญ่บนลิ้นหัวใจไมทรัล ลักษณะพื้นผิวขรุขระคล้ายรังแตน

นพ.เกา เฟิง หัวหน้าแผนกศัลยกรรมหัวใจและหลอดเลือด ระบุว่า ก้อนดังกล่าวไม่ใช่เนื้องอกมะเร็ง แต่คือ “ก้อนแบคทีเรีย” ที่เกิดจากโรคเยื่อบุหัวใจอักเสบจากการติดเชื้อ ซึ่งกำลังกัดกร่อนลิ้นหัวใจและปล่อยแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือดอย่างต่อเนื่อง

ผลเพาะเชื้อในเลือดของผู้ป่วยเป็นบวกทั้งหมด ยืนยันว่าเขากำลังเผชิญภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง และแบคทีเรียได้เริ่มกระจายไปยังอวัยวะสำคัญแล้ว

แบคทีเรียลามถึงสมองและไต เสี่ยงเสียชีวิตทุกเมื่อ

การตรวจเพิ่มเติมพบว่า เศษก้อนติดเชื้อบางส่วนหลุดออกจากหัวใจและไหลไปอุดตันหลอดเลือดในสมองและไต ส่งผลให้เกิดภาวะสมองขาดเลือดและความเสียหายที่ไต

แพทย์เตือนว่า หากก้อนแบคทีเรียหลุดไปอุดตันเส้นเลือดใหญ่ในสมอง อาจทำให้เส้นเลือดสมองแตกและเสียชีวิตได้ทันที ทีมแพทย์หลายสาขาจึงตัดสินใจผ่าตัดฉุกเฉินโดยไม่สามารถรอได้อีก

การผ่าตัดใช้เวลานานกว่า 4 ชั่วโมง แพทย์ต้องนำเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อออกทั้งหมด พร้อมเปลี่ยนลิ้นหัวใจไมทรัลใหม่ด้วยลิ้นหัวใจเทียม เพื่อหยุดการแพร่กระจายของแบคทีเรีย

โชคดีที่การรักษาประสบความสำเร็จ หลังผ่าตัด อาการไข้เรื้อรังหายไป ร่างกายเริ่มฟื้นตัว และผลเพาะเชื้อในเลือดกลับมาเป็นลบทั้งหมด

ต้นเหตุแท้จริง มาจาก “โรคเหงือก” ที่ถูกมองข้าม

สิ่งที่ทำให้ทั้งครอบครัวตกใจ คือสาเหตุของโรคร้ายครั้งนี้ไม่ได้มาจากอาหารหรือโรคประจำตัว แต่เกิดจาก “โรคปริทันต์เรื้อรัง” และสุขอนามัยในช่องปากที่ไม่ดี

แพทย์อธิบายว่า แบคทีเรียจากเหงือกอักเสบและแผลในช่องปาก สามารถซึมเข้าสู่กระแสเลือด ก่อนเดินทางไปเกาะที่ลิ้นหัวใจและก่อให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงได้

นพ.เกาเตือนว่า หลายคนมองอาการเลือดออกตามไรฟันหรือเหงือกอักเสบเป็นเรื่องเล็ก แต่จริงๆ แล้ว ช่องปากถือเป็น “ประตู” สำคัญที่เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกาย และกระทบหัวใจ สมอง รวมถึงอวัยวะอื่นๆ ได้

แพทย์เตือนอย่ามองข้ามสุขภาพช่องปาก

โรคเยื่อบุหัวใจอักเสบจากการติดเชื้อถือเป็นโรคอันตรายที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง หากตรวจพบช้า เพราะอาการเริ่มต้นมักคล้ายไข้หวัดทั่วไป เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรือน้ำหนักลด

กรณีของนายหวังจึงกลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญว่า ปัญหาเล็กๆ ในช่องปาก อาจลุกลามจนกลายเป็นโรคร้ายที่คุกคามชีวิตได้

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ดูแลสุขอนามัยช่องปากอย่างสม่ำเสมอ แปรงฟันให้ถูกวิธี ใช้ไหมขัดฟัน และพบทันตแพทย์เป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีเหงือกอักเสบเรื้อรังหรือมีเลือดออกตามไรฟัน เพราะการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ อาจช่วยป้องกันโรคร้ายที่คาดไม่ถึงได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...