โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สรุปข้อพิพาทโบนัสซัมซุง-แรงงาน ล่าสุดเจรจาล่ม เริ่มนัดหยุดงานยาว 18วัน

Amarin TV

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ซัมซุง-แรงงานทะเลาะอะไรกัน? ล่าสุดเจรจาล่ม เริ่มนัดหยุดงาน ห่วงโซ่ชิปส่อสะดุด ทุบ GDP เกาหลีร่วง

พนักงานสหภาพแรงงานของบริษัท Samsung Electronics Co. ประมาณ 48,000 คน เตรียมเดินหน้าแผนนัดหยุดงานเต็มรูปแบบเป็นเวลา 18 วัน ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. 2569 หลังการเจรจารอบล่าสุดระหว่างฝ่ายบริหารซัมซุงกับสหภาพแรงงานเกี่ยวกับการแบ่งโบนัสจากผลประกอบการล้มเหลว

ข้อพิพาทดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ผลประกอบการของซัมซุงฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งจากกระแส AI จนทำให้บริษัทมีแนวโน้มจะกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่ทำกำไรสูงที่สุดของโลกในปีนี้ โดยเฉพาะธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งมีกำไรในไตรมาสเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้นถึง 48 เท่า และกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แรงงานเรียกร้องส่วนแบ่งผลตอบแทนจากความสำเร็จของบริษัทมากขึ้น

แต่นอกจากผลกระทบต่อเศรษฐกิจและธุรกิจภายในประเทศเกาหลีใต้แล้วสถานการณ์นี้ยังอาจลุกลามไปกระทบห่วงโซ่อุปทานชิประดับโลก เนื่องจากซัมซุงเป็นหนึ่งในผู้ผลิตชิปรายสำคัญของโลก โดยชิปของบริษัทถูกใช้ในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่เซิร์ฟเวอร์ศูนย์ข้อมูล สมาร์ตโฟน ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า ดังนั้น หากการผลิตชิปของบริษัทหยุดชะงักเป็นเวลานาน ย่อมเพิ่มแรงกดดันต่ออุปทานชิปในตลาดที่ตึงตัวอยู่แล้วในขณะนี้

ความไม่แน่นอนดังกล่าวกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนทันที โดยหุ้นซัมซุงร่วงลงมากถึง 4.4% ก่อนจะฟื้นตัวได้บางส่วนในการซื้อขายช่วงบ่าย

ดีลไกล่เกลี่ยล่ม สหภาพเดินหน้าหยุดงานเต็มรูปแบบ 18 วัน

ในวันนี้ สหภาพแรงงานของ Samsung Electronics ระบุว่า สมาชิกจะเดินหน้าหยุดงานเต็มรูปแบบเป็นเวลา 18 วันตามแผน เริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (21 พ.ค. 2569) หลังการเจรจากับฝ่ายบริหารเรื่องโบนัสล้มเหลว

ชเว ซึงโฮ ประธานสหภาพแรงงาน Samsung Electronics กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์แห่งชาติในเมืองเซจงว่า สหภาพรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่กระบวนการไกล่เกลี่ยจบลงโดยไม่มีข้อยุติ โดยเขาระบุว่า ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากความล่าช้าในการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร และสหภาพไม่อาจปิดบังความผิดหวังได้ หลังบริษัทตัดสินใจไม่ยอมรับข้อเสนอในท้ายที่สุด

ชเวกล่าวว่า สหภาพเห็นชอบกับแนวทางไกล่เกลี่ยที่คณะกรรมการเสนอแล้ว แต่ฝ่ายบริหารกลับปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เขาไม่เปิดเผยรายละเอียดของเงื่อนไขการไกล่เกลี่ย โดยให้เหตุผลว่าเป็นข้อมูลที่ต้องเก็บเป็นความลับ ขณะที่ฝ่ายบริหารของซัมซุงก็ไม่ได้ชี้แจงเหตุผลที่ไม่ยอมรับข้อตกลง เพียงระบุว่าเสียใจที่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้

ก่อนหน้านี้ ทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเมื่อวันจันทร์ ในความพยายามครั้งสุดท้ายเพื่อหลีกเลี่ยงการนัดหยุดงาน แต่การไกล่เกลี่ยโดยรัฐยังคงล้มเหลว เจ้าหน้าที่รัฐบาลรายหนึ่งแสดงความผิดหวังต่อผลการเจรจา แต่ส่งสัญญาณว่าทางการยังไม่พร้อมใช้อำนาจอนุญาโตตุลาการฉุกเฉินเพื่อบังคับให้เกิดข้อยุติในทันที

เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานรายหนึ่งซึ่งไม่ประสงค์ออกนามระบุว่า “ยังมีเวลาสำหรับการเจรจา” และรัฐบาลจะให้ “การสนับสนุนทุกทางที่เป็นไปได้” เพื่อช่วยให้ทั้งสองฝ่ายกลับมาเจรจากัน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม

ขณะเดียวกัน ศาลเกาหลีใต้มีคำตัดสินเข้าข้างซัมซุงบางส่วน ในความพยายามของบริษัทที่จะจำกัดการนัดหยุดงานตามแผน อย่างไรก็ตาม คำตัดสินดังกล่าวไม่น่าจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของสหภาพในทางปฏิบัติ

ศาลแขวงซูวอนวินิจฉัยว่า ระดับกำลังคนในช่วงสุดสัปดาห์และวันหยุดเพียงพอแล้วสำหรับการดูแลภารกิจด้านความปลอดภัยที่จำเป็น ซึ่งโดยผลแล้วเท่ากับเปิดทางให้การนัดหยุดงานยังเดินหน้าต่อไปได้ นอกจากนี้ ศาลยังปฏิเสธคำร้องของซัมซุงที่ต้องการห้ามสหภาพใช้ข้อความและวิดีโอในการระดมคนงานด้วย

เปิดปมโบนัสซัมซุง สหภาพขอแบ่งกำไร 15% ชนเพดานฝ่ายบริหาร

แกนหลักของข้อพิพาทครั้งนี้อยู่ที่เรื่องค่าตอบแทนและการแบ่งปันผลกำไร หลังธุรกิจชิปของซัมซุงกลับมาทำผลงานดีขึ้นอย่างมาก

สหภาพแรงงานต้องการให้บริษัทปรับโครงสร้างโบนัสใหม่ โดยเรียกร้องให้ซัมซุงยกเลิกเพดานโบนัสเดิม จัดสรร 15% ของกำไรจากการดำเนินงานเป็นโบนัสให้พนักงาน และบันทึกเงื่อนไขนี้ไว้ในสัญญาจ้างงานอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ สหภาพยังต้องการให้ยกเลิกเพดานโบนัสที่กำหนดไว้ไม่เกิน 50% ของค่าจ้างรายปี

ด้านซัมซุงระบุว่า การเจรจาล้มเหลวทั้งที่บริษัทตอบรับข้อเรียกร้องส่วนใหญ่ของสหภาพแล้ว รวมถึงข้อเรียกร้องบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับโบนัส แต่ฝ่ายบริหารมองว่าสหภาพยังคงยืนยันที่จะเอาข้อเรียกร้องที่ “มากเกินไป” โดยเฉพาะการต้องการให้เพิ่มค่าตอบแทนแก่พนักงานในหน่วยธุรกิจที่ยังขาดทุน ซึ่งบริษัทระบุว่าขัดกับนโยบายในการให้ค่าตอบแทนของตน

ซัมซุงระบุในแถลงการณ์ว่า หากบริษัทละทิ้งหลักการดังกล่าว ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่เฉพาะภายในบริษัทเท่านั้น แต่อาจส่งแรงกระเพื่อมเป็นลูกโซ่ไปยังบริษัทและอุตสาหกรรมอื่น ๆ ด้วย ท่าทีนี้สะท้อนความกังวลของฝ่ายบริหารว่า หากยอมรับรูปแบบค่าตอบแทนที่ไม่ผูกกับผลประกอบการของแต่ละหน่วยธุรกิจ อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อมาตรฐานค่าจ้างและโบนัสในภาคอุตสาหกรรมโดยรวม

ข้อเสนอของซัมซุงคือการจัดสรร 10% ของกำไรจากการดำเนินงานเป็นโบนัสให้พนักงาน พร้อมแพ็กเกจค่าตอบแทนพิเศษแบบจ่ายครั้งเดียว ซึ่งบริษัทระบุว่าสูงกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรมแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารซัมซุงแย้งว่า ข้อเรียกร้องของสหภาพเป็นเงื่อนไขที่รักษาไว้ได้ยากในระยะยาว และยืนยันว่าบริษัทจะจ่ายโบนัสเพิ่มขึ้นได้ก็ต่อเมื่อซัมซุงทำรายได้และกำไรจากการดำเนินงานสูงที่สุดในอุตสาหกรรมเท่านั้น

ทั้งนี้ แม้การไกล่เกลี่ยจะล้มเหลว ซัมซุงยังยืนยันว่าจะเดินหน้าหาทางออกผ่านการเจรจาต่อไป เพื่อหลีกเลี่ยงการหยุดงาน ขณะที่คิม แดจง ศาสตราจารย์จากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเซจง ในกรุงโซล มองว่า ช่องทางในการบรรลุข้อตกลงยังไม่ปิดลง แม้การเจรจาแบบมีผู้ไกล่เกลี่ยจะจบลงโดยไม่มีข้อยุติ

คิมยังประเมินว่า แม้การนัดหยุดงานจะเริ่มขึ้นในวันถัดไป รัฐบาลอาจเข้ามาแทรกแซงด้วยอำนาจตามกฎหมายแรงงานฉุกเฉินเพื่อระงับการหยุดงาน เนื่องจากข้อพิพาทครั้งนี้มีความสำคัญและอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมชิปของประเทศ

นัดหยุดงานทำห่วงโซ่อุปทานชิปโลกเสี่ยงสะดุด บริษัทอื่นในเกาหลีเริ่มทำตาม

การเจรจาที่ล้มเหลวทำให้ห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลกเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น เพราะซัมซุงเป็นหนึ่งในผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก และชิปของบริษัทถูกใช้ในอุปกรณ์หลายประเภท ตั้งแต่เซิร์ฟเวอร์ศูนย์ข้อมูล สมาร์ตโฟน ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า หากข้อพิพาทแรงงานยืดเยื้อ บริษัทอาจเผชิญความล่าช้าในการผลิต รวมถึงแรงกดดันเพิ่มเติมต่อแผนเร่งพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์รุ่นใหม่

ความเสี่ยงนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ซัมซุงกำลังได้แรงหนุนจากความต้องการชิปหน่วยความจำและราคาที่ปรับสูงขึ้น หลังบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ทั่วโลกทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ลงทุนในเซิร์ฟเวอร์และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI โดยเฉพาะชิป DRAM และชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง หรือ HBM ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญสำหรับการประมวลผล AI ทำให้ธุรกิจชิปกลายเป็นเครื่องยนต์หลักที่ช่วยผลักดันกำไรของซัมซุง

ปัจจุบัน ซัมซุงเป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีส่วนแบ่งตลาด 36% ในตลาด DRAM และราวหนึ่งในสามในตลาด NAND Flash ตามข้อมูลของ TrendForce สถานะนี้ทำให้ข้อพิพาทแรงงานภายในบริษัทไม่ได้ถูกจับตาเฉพาะในเกาหลีใต้เท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นสำคัญในระดับโลก เพราะความต่อเนื่องของการผลิตชิปซัมซุงเกี่ยวข้องโดยตรงกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจำนวนมากที่ต้องพึ่งพาอุปทานหน่วยความจำ

กระแส AI ทำให้บริษัทเกาหลีใต้รายนี้ได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาล และหนุนให้ซัมซุงมีแนวโน้มกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่ทำกำไรสูงที่สุดของโลกในปีนี้ โดยธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ของบริษัทมีกำไรในไตรมาสเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้นถึง 48 เท่า แต่ผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็วก็กลายเป็นแรงผลักให้แรงงานเรียกร้องส่วนแบ่งจากกำไรเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ประเด็นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ซัมซุง แต่กำลังกลายเป็นคำถามใหญ่ในเกาหลีใต้ว่า ผลประโยชน์จากกระแส AI ควรถูกแบ่งปันอย่างไรกับประชาชนในประเทศ การถกเถียงยิ่งเข้มข้นขึ้นหลังที่ปรึกษาประธานาธิบดีเสนอแนวคิดจ่าย “เงินปันผลประชาชน” จากกำไรของ AI ให้กับประชาชน ขณะที่กรณีของ SK Hynix ซึ่งเมื่อปีที่แล้วตกลงจัดสรร 10% ของกำไรจากการดำเนินงานรายปีเข้ากองทุนโบนัสตามผลงาน กลายเป็นจุดเปรียบเทียบและ precedent สำคัญของแรงงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

แรงกดดันด้านค่าตอบแทนยังเริ่มเห็นในบริษัทเทคโนโลยีเกาหลีใต้อื่น ๆ ด้วย เมื่อวันพุธ สหภาพแรงงานของ Kakao Corp. บริษัทอินเทอร์เน็ตของเกาหลี ระบุว่าสมาชิกบางส่วนเห็นชอบให้หยุดงาน หลังการเจรจาค่าจ้างล้มเหลว ตามรายงานของยอนฮับ สถานการณ์นี้สะท้อนว่า การเรียกร้องส่วนแบ่งจากผลกำไรไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะของซัมซุง แต่กำลังขยายเป็นประเด็นกว้างขึ้นในเศรษฐกิจดิจิทัลของเกาหลีใต้

รัฐบาลอี แจมยองเผชิญโจทย์ยาก ระหว่างสิทธิแรงงานกับเสถียรภาพเศรษฐกิจ

ข้อพิพาทแรงงานของซัมซุงกลายเป็นบททดสอบสำคัญของประธานาธิบดีอี แจมยอง ซึ่งขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศพร้อมนโยบายคุ้มครองแรงงานที่เข้มแข็งขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็เคยส่งสัญญาณว่าสิทธิแรงงานอาจต้องมีขอบเขต หากกระทบต่อประโยชน์ส่วนรวม หลังการเจรจาล้มเหลว อีจึงเรียกร้องให้มี “ขอบเขตที่เหมาะสม” ในการใช้สิทธิรวมตัวของแรงงาน ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันพุธ

แม้อีไม่ได้เอ่ยชื่อซัมซุงโดยตรง แต่เขากล่าวว่า เป็นเรื่องเข้าใจได้ที่สหภาพแรงงานบางแห่งพยายามรักษาผลประโยชน์ของตนเอง ถ้อยแถลงนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลต้องชั่งน้ำหนักอย่างระมัดระวัง ระหว่างการปกป้องสิทธิแรงงานกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ หากการหยุดงานกระทบบริษัทที่มีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานชิปและการเติบโตของเศรษฐกิจเกาหลีใต้

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเคยส่งสัญญาณว่าอาจใช้อำนาจฉุกเฉินซึ่งแทบไม่ค่อยถูกนำมาใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการหยุดงานหากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ โดยเกาหลีใต้เคยใช้กลไกอนุญาโตตุลาการฉุกเฉินเพียง 4 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2512 โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2548 ระหว่างการนัดหยุดงานของนักบิน Korean Air

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาใช้อำนาจอนุญาโตตุลาการฉุกเฉินดังกล่าวเพื่อระงับไม่ให้มีการหยุดงานหรือไม่ เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานรายหนึ่ง ตอบเพียงว่า “ยังมีเวลา” สะท้อนว่ารัฐบาลยังต้องการเปิดช่องให้การเจรจาเดินหน้าต่อ แม้เส้นตายของการหยุดงานจะใกล้เข้ามา และแม้คิม ยองฮุน รัฐมนตรีแรงงาน จะเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายกลับมาเจรจาโดยตรงแล้วก็ตาม

แรงกดดันทางเศรษฐกิจทำให้ข้อพิพาทครั้งนี้มีน้ำหนักมากกว่าปัญหาแรงงานทั่วไป สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ประเมินว่าการนัดหยุดงานอาจฉุดอัตราการเติบโตของ GDP ปีนี้ลงได้มากถึง 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ ค

ความเสี่ยงดังกล่าวทำให้ความขัดแย้งระหว่างซัมซุงกับสหภาพแรงงานไม่ใช่เพียงเรื่องภายในบริษัท แต่โยงไปถึงเศรษฐกิจมหภาค ความเชื่อมั่นของตลาด และความต่อเนื่องของอุตสาหกรรมชิป ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเกาหลีใต้ในช่วงที่กระแส AI กำลังเร่งตัวทั่วโลก

อ้างอิง:Bloomberg, Nikkei Asia

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...