สภาผู้บริโภคยื่นฟ้องเฟซบุ๊ก-ธนาคาร ปมละเมิดสิทธิปล่อยให้มิจฉาชีพใช้ระบบตนเองหลอกลวง ปชช.
สภาผู้บริโภคยื่นฟ้องเฟซบุ๊ก-ธนาคาร ปมละเมิดสิทธิปล่อยให้มิจฉาชีพใช้ระบบตนเองหลอกลวง ปชช.
ที่ศาลแพ่ง เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 มิ.ย. น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค พร้อมทนายความนำตัวแทนกลุ่มผู้เสียหาย เข้ายื่นฟ้องคดีแพ่ง เพื่อเอาผิดแพลตฟอร์มข้ามชาติและธนาคาร ในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ฐานละเมิดสิทธิผู้บริโภค และกลุ่มธนาคารในฐานะผู้ให้บริการทางการเงินในฐานผิดสัญญาบริการ ผิดสัญญาฝากทรัพย์ และละเมิดสิทธิผู้บริโภค
น.ส.นันณภัชสรณ์ เตชะปํญญาพิพัฒน์ ทนายผู้รับผิดชอบคดีนี้ กล่าวว่า คดีที่เข้ายื่นฟ้องในวันนี้แบ่งออกเป็นบริษัทที่ถูกฟ้องร้องเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ กลุ่มแพลตฟอร์ม ได้แก่ บริษัท เมตา ที่เป็นเจ้าของแอพลิเคชั่นเฟซบุ๊ก, ไลน์ประเทศไทย ,บริษัท แอปเปิล ที่เป็นเจ้าของ App store และกูเกิลประเทศไทย เจ้าของ Play store ส่วนอีกกลุ่มเป็นสถาบันทางการเงิน ส่วนที่ต้องฟ้องกลุ่มบริษัทแพลตฟอร์มและสถาบันทางการเงินร่วมกัน เพราะมีการเชื่อมโยงกัน เพราะผู้เสียหายได้เข้ามาเรียนรู้การเทรดหุ้น และระบบอัลกอริทึ่มของเฟซบุ๊กจะนำโฆษณาที่เกี่ยวกับการเทรดหุ้นมาให้กลุ่มผู้เสียหายเจอ จนมีกลุ่มมิจฉาชีพใช้ช่องทางนี้แฝงตัวเข้ามา หลังจากนั้นผู้เสียหายก็เข้าไปดูโดยที่ไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มมิจฉาชีพ ก่อนที่ระบบจะนำไปที่ไลน์ หลังจากที่มีการเรียนการสอนในนั้นก็เป็นไปตามปกติ ก่อนที่จะให้ผู้เสียหายไปติดตั้งแอพลิเคชั่นที่อยู่ใน App store และ play store แล้วแต่ระบบปฏิบัติการโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือและมีการบอกว่าจะเทรดหุ้นของบริษัทที่มีการเทรดหุ้นจริง ๆ และแอบอ้างชื่อของอินฟลูเอนเซอร์สอนหุ้นที่มีตัวตนจริง ๆ พอติดตั้งเข้าไปกลายเป็นว่าเป็นกระบวนการของมิจฉาชีพทั้งหมด ตนจึงมองว่าเฟซบุ๊กปล่อยให้มีการโฆษณาหลอกลวงอย่างนี้ได้อย่างไร ทั้งนี้ไม่ได้มีแค่เพจเดียวเพราะหลังจากเกิดเหตุกลุ่มผู้เสียหายก็ได้เข้าไปดูและพบว่ายังมีอีกหลายเพจที่มีข้อมูลคล้ายกันแต่เปลี่ยนชื่อ และยังมีการเชื่อมโยงไปยังธนาคารต่าง ๆ ของผู้เสียหาย
น.ส.นันณภัชสรณ์ กล่าวว่า ผู้เสียหายในวันนี้ถูกหลอกด้วยพฤติการณ์เดียวกัน แต่มีการเอาชื่ออินฟูลเอนเซอร์สอนเทรดหุ้นมาแอบอ้าง และมีการทำอย่างเป็นระบบจริง ๆ และคดีนี้เป็นการฟ้องที่มีการเรียกร้องค่าเสียหาย กว่า 230 ล้าน โดยเป็นสองกลุ่มแต่อยู่ในฟ้องเดียวกัน และปัญหาตอนนี้อยู่ตรงที่โฆษณาในเฟซบุ๊กมีการหลอกลวงเยอะและไม่มีการคัดกรอง ทางสภาผู้บริโภคก็ต้องการฟ้องเฟซบุ๊คเพื่อให้ดูแลระบบไม่ให้มิจฉาชีพใช้แพลตฟอร์มดังกล่าวหลอกลวงผู้เสียหาย
ด้าน น.ส.สารี กล่าวว่า ตนทราบว่าเฟซบุ๊กไม่ได้เป็นคนหลอกลวงเองแต่เป็นเจ้าของ กลับปล่อยให้มีโฆษณาหลอกลวงจำนวนมากอยู่ในระบบหลายล้านบัญชี ยังมีการได้รายได้จากโฆษณาเหล่านั้นด้วย App store และไลน์เช่นกัน คือปล่อยให้มิจฉาชีพเหล่านี้เข้าไปหากินในนั้น และการให้โหลดแอพปลอมด้านการลวงทุน การกู้เงิน การขายสินค้าที่ไม่ได้มีการขายจริง ทางเรามองว่าเจ้าของแพลตฟอร์มไม่ได้มีการดำเนินมาตรการที่เพียงพอในการจัดการ ขณะนี้ถ้าเข้าไปดูก็จะยังเห็นแอพลิเคชั่นเงินกู้ปลอม ยังมีการโฆษณาว่าไม่มีการโกงทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเวลาเข้าไปใช้ว่าจะได้รับความปลอกดภัย แพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นแพลตฟอร์มระดับโลกไม่ใช่ระดับย่อย มีผู้ใช้ในไทยมากกว่า 51 ล้านบัญชี ปีที่แล้วเราก็ทำรายได้ให้เขาเป็นอันดับที่ 10 ของโลก มองว่าหน้าที่แพลตฟอร์มที่ดีจะต้องจัดการความเสี่ยงเหล่านี้ให้ผู้บริโภคได้ และประเมินความเสี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำซาก ในปี 2567 สภาได้ทำหนังสือถึงเมตา และเรียกค่าเสียหาย 87 ล้านบาท แต่ไม่ได้รับการเยียวยา จึงมองว่าทางแพลตฟอร์มต้องมีกลไกเยียวยาความเสียหายให้กับผู้บริโภคเมื่อเกิดความเสี่ยงหรือความไม่ปลอดภัยต่อตัวผู้บริโภคด้วย การฟ้องครั้งนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อป้องกันและให้แพลตฟอร์มกับธนาคารต่าง ๆ ยกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมผลักดันการแก้ไขกฎหมายปัจจุบันที่ยังขาดบทลงโทษชัดเจน ส่วนคดีนี้ศาลนัดพิจารณานัดแรกในวันที่ 3 ส.ค.2569
ผู้เสียหายอีกราย กล่าวว่า ปีที่แล้วหลังจากเกิดเรื่องตนได้ออกสื่อและเรียกร้องหลายหน่วยงาน แต่กลับไม่ได้รับความช่วยเหลือใด ๆ มา ส่วนความเสียหายของกับการลงทุนครั้งนี้ทั้งหมด 165,000,000 บาท โดยเรียนเทรดหุ้นอยู่แล้วเป็นปกติ และเฟซบุ๊กตามอัลกอริทึ่มจากที่ติดตาม พอกดเข้าไปไม่รู้ว่าเป็นมิจฉาชีพซึ่งมีความน่าเชื่อถือเพราะมีแบบสอบถาม และมีบุคคลหนึ่งอ้างตัวว่าเป็นเซียนเทรดหุ้น และข้ามแพลตฟอร์มที่ไลน์เข้าไปยัง Open chat มีสมาชิกกว่า 300 คน วันนั้นยังไม่คิดจะลงทุน จนกระทั่งมีวันหนึ่งได้มีการให้ติดตั้งแอพลิเคชั่น ที่เป็นซอฟต์แวร์ในระบบเดียวกัน พอติดตั้งก็จะมีการโอนเงินไปที่บัญชีม้าที่เป็นนิติบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงโอนเงินเสร็จก็จะมีค่าธรรมเนียมในการถอน ผู้เสียหายหลายคนพอถึงที่สุดก็ไม่มีเงินที่จะไปต่อ ถึงขั้นว่าหมดตัว บางคนก็ถึงขั้นเสียชีวิตไปแล้ว