ชาวมานิ ยื่นหนังสือขอหน่วยงานรัฐ เลิกใช้ "เงาะป่า-ซาไก" ในเอกสารราชการ-ป้ายสาธารณะ-แบบเรียน เหตุเป็นคำเรียกที่สร้างความเจ็บปวด
วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ตัวแทนประชาชนชาวมานิ ที่มีกว่า 12 กลุ่ม ครอบคลุมในหลายจังหวัดภาคใต้ พร้อมเครือข่ายภาคประชาชนและนักวิชาการ เข้ายื่นหนังสือ เพื่อขอความเป็นธรรมและผลักดันการแก้ไขปัญหาการใช้คำเรียก "เงาะป่า-ซาไก" ในเอกสารราชการ ป้ายสาธารณะ และสื่อการเรียนรู้ของหน่วยงานรัฐ ให้กับ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้านสิทธิ ความเท่าเทียม และความยั่งยืน
ตัวแทนชาวมานิกล่าวว่า แม้คำว่า "เงาะป่า-ซาไก" จะถูกใช้มาเป็นเวลานาน แต่สำหรับคนในชุมชนกลับเป็นคำที่สร้างความเจ็บปวดและตอกย้ำภาพจำเชิงลบทางชาติพันธุ์ ส่งผลกระทบต่อความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ การยอมรับทางสังคม และโอกาสของเด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับการล้อเลียนและการเลือกปฏิบัติ ทางกลุ่มจึงยื่นหนังสือเสนอให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งยุติการใช้คำดังกล่าว และกำหนดให้ใช้คำว่า "มานิ" ซึ่งเป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง พร้อมทั้งปรับปรุงเอกสารราชการ ป้ายสาธารณะ แบบเรียน และสื่อการเรียนรู้ต่างๆ ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ.2568
นางรัดเกล้ากล่าวว่า การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องเริ่มต้นจากการเคารพตัวตนของผู้คน การเรียกขานบุคคลหรือกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยชื่อที่พวกเขาเลือกใช้เรียกตนเอง ไม่ใช่เพียงเรื่องของถ้อยคำ แต่เป็นเรื่องของสิทธิ ความเสมอภาค และการยอมรับความหลากหลายของสังคม พร้อมยืนยันว่าจะนำประเด็นดังกล่าวไปประสานและผลักดันผ่านกลไกที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะนำไปสู่สังคมที่เคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความเท่าเทียมของประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง
"คำว่า "เงาะป่า" และ "ซาไก" คือคำที่ชาวมานิจำนวนมากบอกว่าเป็นคำเรียกที่สร้างบาดแผลและความเจ็บปวดมาทั้งชีวิต เป็นคำที่ทำให้พวกเขาถูกมองผ่านอคติ ถูกล้อเลียน และถูกลดทอนคุณค่าความเป็นคน สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะได้รับการเรียกขานด้วยชื่อที่พวกเขาเลือกใช้เรียกตนเอง นั่นคือคำว่า "มานิ" ตนเชื่อว่าการเคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคน คือจุดเริ่มต้นของสังคมที่เท่าเทียม"
"ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ไม่ใช่ปัญหาที่ต้องแก้ไข แต่เป็นคุณค่าที่เราทุกคนควรเคารพ"
ทั้งนี้ จากข้อมูลของ เว็บไซต์ กลุ่มชาตืพันธ์ในประเทศไทย ระบุว่า " มานิ เป็นคนดั้งเดิมในแหลมมลายู กระจายตัวตั้งถิ่นฐานในเทือกนครศรีธรรมราช พื้นที่ชายแดนไทย - มาเลเซีย ไปจนถึงประเทศมาเลเซีย “มานิ” หรือ “มานิค” เป็นคำที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง แปลว่า คน (จิตร ภูมิศักดิ์, 2524) ชาวมานิจะเรียกตัวเองว่า “มานิ” หรือ “มันนิ” และพึงพอใจให้คนอื่นเรียกตนเองเช่นนั้น ชื่อเรียกนี้มักพบในเทือกเขาบรรทัดในพื้นที่จังหวัดตรัง พัทลุง สงขลา และสตูล
กลุ่มชาติพันธุ์มานิ (the Maniq people) เป็นชื่อเรียกผู้คนกลุ่มนิกริโต (the Negritos) ซึ่งถูกจำแนกทางชาติพันธุ์ว่าเป็นกลุ่มย่อยของนิกรอยด์ (Negroid) อาศัยกระจายอยู่บริเวณคาบสมุทรมลายูในภาคใต้ของประเทศไทย มีหลายข้อสันนิษฐานถึงการมีอยู่ของพวกเขาในดินแดนนี้ โดยหลักฐานทางโบราณคดีค้นพบความเชื่อมโยงของถิ่นที่อยู่ในยุคซุนดาแลนที่ผืนแผ่นดินภาคใต้และหมู่เกาะยังเชื่อมต่อกันก่อนถูกตัดขาดกลายเป็นเกาะแก่งในปัจจุบัน หลักฐานทางโบราณคดี และโครงกระดูกในถ้ำบริเวณเหนือคลองตง
อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ประเมินอายุได้ประมาณ 12,000 ปี ชี้ชัดว่ามีลักษณะตรงกับชาวมานิที่อาศัยอยู่บริเวณภาคใต้ของไทย มีข้อสันนิษฐานว่าพวกเขาอยู่ในแถบนี้มาเนิ่นนานก่อนที่การเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์จะแยกพื้นที่ออกจากกันทำให้คนกลุ่มนี้กระจายออกไปทั้งในไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ขณะที่นักวิชาการบางสายสันนิษฐานว่าพวกเขาได้เข้ามาในแหลมมาลายูโดยการอพยพมาจากถิ่นมีอื่น ในสองเส้นทาง คือ เส้นทางแรก อพยพมาจากประเทศอินโดนีเซียผ่านมาเลเซียมายังภาคใต้ของไทย
ส่วนเส้นทางที่สอง อพยพมาจากประเทศจีน อินเดีย และศรีลังกา ก่อนเข้าสู่ภาคใต้ของไทย ทั้งนี้ ในประเทศไทยพบว่า มีสองกลุ่มใหญ่ คือ มานิและโอรังอัสลี (กันซิวและจาไฮ) โดยมีการกระจายตัวของกลุ่มมานิบริเวณเทือกเขาบรรทัดในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ พัทลุง ตรัง สงขลา และสตูล จำนวน 13 กลุ่ม กลุ่มมานิ (โอรังอัสลี) พบกระจายตัวในจังหวัดยะลาและจังหวัดนราธิวาส จำนวน 15 กลุ่ม
มานิ ในเทือกเขาบรรทัด และโอรังอัสลี ในเทือกเขาสันกาลาคีรี มีการดำรงชีพแบบหาของป่าล่าสัตว์ เคลื่อนย้ายไปตามแหล่งอาหาร ผสมผสานกับการตั้งถิ่นฐานถาวรในบางกลุ่ม การดำรงอยู่ของพวกเขาสัมพันธ์กับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีวิถีปฏิบัติที่เคารพธรรมชาติ เรียบง่าย ขณะที่สังคมโดยรวมยังคงมองชาวมานิ - โอรังอัสรี ในเชิงอคติและติดกับดักตามพระราชนิพนธ์เรื่องเงาะป่าอยู่เสมอ
ในอดีตเป็นกลุ่มคนที่มีวิถีชีวิตแบบเคลื่อนย้าย การหาของป่าล่าสัตว์ โดยใช้ "บอเลา" หรือ ลูกดอกอาบยาพิษ ปัจจุบัน ชาวมานิเผชิญกับข้อจำกัดด้านความมั่นคงและการลดลงของทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้ชาวมานิแต่ละกลุ่มมีวิถีการดำรงชีพที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งกลุ่มที่ดำรงวิถีชีวิตดั้งเดิมในการอาศัยอยู่ในป่าลึก กลุ่มที่มีการตั้งถิ่นฐานกึ่งถาวร และกลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานถาวร