โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระองค์ภา กับความมั่นคงระหว่างประเทศ

สยามรัฐ

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ

รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า

วันที่ศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เป็นอีกวันที่คนไทยทั้งแผ่นดินต้องใจสลาย เมื่อได้ทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีฯ หรือ “พระองค์ภา” ของปวงชนชาวไทย หลังทรงพระประชวรมาเป็นเวลานาน

เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระองค์ท่าน ในฐานะที่มองโลกเหลียวไทย เป็นคอลัมน์ว่าด้วยความมั่นคงระหว่างประเทศ วันนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านที่ทรงอุทิศพระองค์ให้แก่ความมั่นคงของมนุษยชาติ

ในสายตาของประชาชนทั่วไป พระองค์อาจเป็นที่จดจำในฐานะพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ในสายตาของประชาคมระหว่างประเทศ พระองค์ทรงเป็นมากกว่านั้น พระองค์คือหนึ่งในบุคคลสำคัญของโลกที่ได้รับการยอมรับในด้าน “หลักนิติธรรม” (Rule of Law) และ “กระบวนการยุติธรรม” (Criminal Justice) ซึ่งถือได้ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของบริบทความมั่นคงระหว่างประเทศทั้งในอดีตและปัจจุบัน

เมื่อกล่าวถึงความมั่นคง หลายคนมักนึกถึงกำลังทหาร อาวุธ หรือการป้องกันประเทศจากภัยคุกคามภายนอก แต่โลกในศตวรรษที่ 21 ได้ขยายความหมายของคำว่าความมั่นคงออกไปอย่างมาก

ปัจจุบัน นักวิชาการและองค์การระหว่างประเทศต่างยอมรับว่า ความมั่นคงไม่ได้หมายถึงเพียงการปกป้องอาณาเขตของรัฐ หากแต่รวมถึงความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security) ซึ่งความยุติธรรมทางสังคม สิทธิมนุษยชน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม รวมถึงการสร้างสถาบันที่ประชาชนสามารถเชื่อมั่นได้ ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญ

หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทรงศึกษาต่อจนได้รับปริญญาโทและปริญญาเอกด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ สหรัฐอเมริกา พระองค์มิได้ทรงเลือกเส้นทางเชิงสัญลักษณ์ หากแต่ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในฐานะนักกฎหมายและอัยการอย่างแท้จริง โดยทรงเข้ารับราชการในสำนักงานอัยการสูงสุด และมีประสบการณ์ด้านกระบวนการยุติธรรมโดยตรง ประสบการณ์ดังกล่าวกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้พระองค์ทรงมองเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะปัญหาของผู้ต้องขังหญิง ซึ่งในอดีตมักถูกละเลยจากมาตรฐานสากลที่ออกแบบมาโดยยึดผู้ต้องขังชายเป็นหลัก

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อพระองค์เสด็จเยี่ยมเรือนจำหญิงและทรงเห็นสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังหญิง รวมถึงเด็กที่ต้องอยู่กับมารดาภายในเรือนจำ ประสบการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การริเริ่ม “โครงการกำลังใจ” และการผลักดันให้เกิดการยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในระดับสากล

ความพยายามดังกล่าวมิได้หยุดอยู่เพียงในประเทศไทย แต่ได้รับการผลักดันต่อเนื่องจนกลายเป็น “Bangkok Rules” ซึ่งองค์การสหประชาชาติรับรองเป็นมาตรฐานสากลสำหรับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง ซึ่ง Bangkok Rules ถือเป็นหนึ่งในผลงานด้านนโยบายสาธารณะของไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกมากที่สุดชุดหนึ่ง เพราะเป็นครั้งแรกที่ประชาคมโลกยอมรับอย่างเป็นทางการว่า ความต้องการและสภาพปัญหาของผู้หญิงในกระบวนการยุติธรรมมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากผู้ชาย และจำเป็นต้องได้รับการดูแลที่เหมาะสมตามหลักสิทธิมนุษยชน

ในมุมมองของความมั่นคงระหว่างประเทศ ความสำคัญของ Bangkok Rules จึงมิได้จำกัดอยู่ในเรือนจำเท่านั้น ในนัยยะหนึ่ง Bangkok Rules เป็นตัวอย่างของการที่ประเทศไทยส่งออก “บรรทัดฐานสากล” (International Norms) ไปสู่ประชาคมโลก ผ่านการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมและกฎหมาย มากกว่าการใช้อำนาจทางทหารหรือเศรษฐกิจ ซึ่งแน่นอนว่าสร้างความน่าเชื่อถือรวมถึงบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลกได้อย่างมาก

บทบาทของพระองค์ในเวทีโลกได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง จนในปี 2560 องค์การสหประชาชาติ โดยสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ได้แต่งตั้งพระองค์เป็น “ทูตสันถวไมตรีด้านหลักนิติธรรมสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (Goodwill Ambassador for the Rule of Law in Southeast Asia) ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมระหว่างประเทศต่อพระวิสัยทัศน์และพระราชกรณียกิจของพระองค์

ในบทบาทดังกล่าว พระองค์ทรงเป็นตัวแทนสำคัญในการผลักดันประเด็นหลักนิติธรรม การป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ การปฏิรูปเรือนจำ และการคุ้มครองกลุ่มเปราะบางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงของรัฐและความมั่นคงของมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์

หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เราจะพบว่ามีไม่กี่ประเทศที่สามารถผลักดันแนวคิดภายในประเทศจนกลายเป็นมาตรฐานระดับสหประชาชาติได้ และหากถามว่าใครคือบุคคลสำคัญที่สุดที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าว คำตอบย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกล่าวถึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีฯ “พระองค์ภา” ของคนไทยทุกคน

ในวันที่ประเทศไทยสูญเสียพระองค์ เราอาจไม่ได้สูญเสียเพียงพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ทรงคุณูปการต่อประเทศเท่านั้น หากแต่ยังสูญเสียบุคคลสำคัญผู้ทำให้ชื่อของประเทศไทยได้รับการยอมรับในเวทีความมั่นคงและกระบวนการยุติธรรมระดับโลก

พระเกียรติคุณของพระองค์มิได้จำกัดอยู่ภายในพรมแดนไทย แต่ได้ถูกจารึกไว้ในบรรทัดฐานสากลของสหประชาชาติ ในแนวคิดเรื่องหลักนิติธรรม และในความพยายามของประชาคมโลกที่จะสร้างสังคมที่ยุติธรรมและปลอดภัยยิ่งขึ้น นั่นคือมรดกทางความคิดที่ยั่งยืนกว่าสิ่งใด

และนี่คือเหตุผลที่ว่า เมื่อกล่าวถึง “พระองค์ภา” เราไม่ได้กล่าวถึงเพียงเจ้าฟ้าพระองค์หนึ่งของประเทศไทย หากแต่กำลังกล่าวถึงบุคคลสำคัญของโลก ผู้ทรงใช้ความรู้ด้านกฎหมายและความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ เพื่อยกระดับความมั่นคงของสังคมโลกผ่านหลักนิติธรรมและความยุติธรรม

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์

ข้าพระพุทธเจ้า คอลัมน์ มองโลกเหลียวไทย by อาจารย์จา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...