โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทรัมป์คิดบัญชีผู้นำ G7 เคืองไม่รบต้านอิหร่าน ขู่หั่น FTA อัดภาษีไวน์

Amarin TV

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
จับตาเวที G7 ปะทุ ทรัมป์เดินหน้าสะบั้นสัมพันธ์ผู้นำโลก งัดมาตรการภาษีและข้อตกลงการค้าบีบพันธมิตร หลังเมินร่วมศึกอิหร่าน

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางถึงเมืองเอวีย็อง-เล-แบ็ง ซึ่งเป็นเมืองรีสอร์ทสปาของฝรั่งเศส เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอด G7 ของกลุ่มผู้นำระดับโลก บรรยากาศอันเงียบสงบและราบเรียบของริมทะเลสาบแห่งนี้ อาจจะช่วยปกปิดสภาพบรรยากาศที่ค่อนข้างมีความตึงเครียดและปั่นป่วนมากกว่าปกติเอาไว้

นับตั้งแต่ที่ทรัมป์ขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 เขาได้กล่าวดูหมิ่นกลุ่มผู้นำประเทศคู่เจรจาในกลุ่ม G7 บางคนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นการรื้อฟื้นความบาดหมางเก่า ๆ และจุดชนวนความขัดแย้งครั้งใหม่กับบรรดาผู้นำที่เคยเหนียวแน่นกันมาตลอด

ความโกรธเคืองของทรัมป์นั้น เกิดจากการที่บรรดาผู้นำไม่เต็มใจที่จะเข้าร่วมในสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล เพื่อต่อต้านอิหร่าน ซึ่งประเด็นนี้จะกลายเป็นจุดสนใจในการประชุมสุดยอด G7 หลังจากที่ทรัมป์ได้ประกาศว่าข้อตกลงสงบศึกกับอิหร่านบรรลุผลไปเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว ความสัมพันธ์ของประธานาธิบดีทรัมป์กับกลุ่ม G7 นั้น เต็มไปด้วยความระหองระแหงมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ความบาดหมางกับบางประเทศกินเวลามาตั้งแต่การดำรงตำแหน่งสมัยแรกของเขาด้วยซ้ำ แต่พันธมิตรที่เหนียวแน่นกับสหรัฐฯ ก็พยายามมองข้ามคำพูดดูหมิ่น แต่ผู้นำบางประเทศก็เลือกที่จะตอบโต้กลับบ้าง

Spotlight ชวนส่องสัมพันธ์ของทรัมป์กับประเทศพันธมิตรเหล่านี้ ทรัมป์เคยพูดดูหมิ่นอย่างไร

  • ทรัมป์ VS มาครง: ขู่เก็บภาษีไวน์ 100%

ทรัมป์รู้จักกับประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดในปีนี้มาอย่างยาวนานที่สุด ด้วยเหตุนี้ ความสัมพันธ์ของพวกเขาจึงดูเหมือนจะมีความซับซ้อนมากที่สุด โดยในวันหนึ่งอาจเป็นการแสดงความเคารพต่อกัน แต่อีกวันหนึ่งกลับเป็นการจิกกัดเกี่ยวกับเรื่องชีวิตแต่งงานของมาครง หลังจากที่มาครงเคยภาคภูมิใจในความสามารถของตนเองในการรับมือกับทรัมป์มานานหลายปี ทว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ มาครงกลับมีน้ำเสียงที่แสดงความเอือมระอาต่อผู้นำสหรัฐฯ รายนี้มากขึ้น

เบื้องหลังเวทีประชุมสุดยอดที่เมืองเอวีย็องปีนี้ เจ้าภาพอย่างฝรั่งเศสถึงกับต้องยอมปรับเปลี่ยนตารางเวลาและกำหนดการต่าง ๆ ของ G7 ใหม่ทั้งหมด เพียงเพื่อเอาอกเอาใจและป้องกันไม่ให้ทรัมป์โมโหจนวอล์กเอาต์บินกลับวอชิงตันก่อนงานเลิกเหมือนในการประชุมที่แคนาดาเมื่อปีที่แล้ว

แต่ถึงกระนั้น ความพยายามประคับประคองความสัมพันธ์ของมาครงก็ยังคงต้องเผชิญกับมรสุมลูกใหม่ เมื่อทรัมป์ได้ออกมาขู่ต่อหน้าสาธารณชนก่อนจะเหยียบแผ่นดินฝรั่งเศสเพียงไม่กี่ชั่วโมงว่า สหรัฐฯ "ไม่มีทางเลือกอื่น" นอกจากจะต้องเดินหน้าเก็บภาษีไวน์ฝรั่งเศสในอัตราสูงถึง 100% เพื่อตอบโต้มาตรการเก็บภาษีดิจิทัลต่อบริษัทเทคโนโลยีอเมริกัน แม้ว่าในทางลับ ทั้งสองผู้นำจะยังคงต่อสายตรงส่งข้อความหากันอยู่เรื่อย ๆ แต่เหตุการณ์ล่าสุดที่ทรัมป์นำข้อความส่วนตัวเหล่านั้นไปโพสต์ประจานบนโซเชียลมีเดีย ก็ยิ่งตอกย้ำว่า มิตรภาพแบบ "โบรแมนซ์" ที่ทั้งคู่เคยมีในอดีตได้สิ้นสุดลงแล้ว และถูกแทนที่ด้วยความสัมพันธ์แบบต่างคนต่างผลประโยชน์ที่พร้อมจะหักเหลี่ยมกันได้ทุกเมื่อ

  • ทรัมป์ VS คาร์นีย์: มิตรภาพระยะสั้น กับสงครามการค้าข้ามพรมแดน

ความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์กับนายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา ที่ดูเหมือนจะเริ่มต้นได้ดีกว่าในยุคของ จัสติน ทรูโด มีอันต้องพังทลายลงอย่างรวดเร็วหลังคาร์นีย์ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองดาวอสเพื่อปลุกระดมกลุ่ม "ประเทศอำนาจปานกลาง" ให้ต่อต้านมหาอำนาจที่ชอบกดขี่ จนทรัมป์แดกดันด้วยการเรียกว่า "ผู้ว่าการคาร์นีย์" พร้อมขู่จะผนวกแคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ

ทว่าในจังหวะการประชุม G7 ครั้งนี้ คาร์นีย์จำต้องลดโทนความแข็งกร้าวลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากแคนาดากำลังเผชิญกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง หลังจากที่ทรัมป์ประกาศขู่ว่าจะ "ไม่ต่ออายุ" ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (USMCA) ที่กำลังจะหมดเขตพิจารณาในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ยิ่งไปกว่านั้น มาตรการของทำเนียบขาวที่เพิ่งสั่งเก็บภาษีสินค้าแคนาดาเพิ่มอีก 10% ยิ่งบีบให้คาร์นีย์ต้องรีบเร่งหาทางกระจายความเสี่ยงด้วยการประกาศตั้งเป้าหมายเพิ่มยอดส่งออกไปยังประเทศอื่นนอกเหนือจากสหรัฐฯ ให้ได้เป็นสองเท่าภายในทศวรรษหน้า เพื่อลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจจากเพื่อนบ้านผู้อารมณ์แปรปรวนรายนี้

  • ทรัมป์ VS สตาร์เมอร์: มิตรภาพลวงตา กับราคาที่อังกฤษต้องจ่าย

ความพยายามของนายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ในการเอาอกเอาใจทรัมป์พังทลายลงทันที เมื่อเขาปฏิเสธที่จะส่งกองทัพอังกฤษร่วมสงครามอิหร่าน จนถูกทรัมป์ตอกกลับอย่างเจ็บแสบว่า "ไม่ใช่ วินสตัน เชอร์ชิลล์" ซึ่งเป็นการประชดประชันว่าสตาร์เมอร์ขี้ขลาด ใจไม่ถึง และไร้ความเด็ดเดี่ยว ไม่เหมือนกับอดีตนายกรัฐมนตรีระดับตำนานผู้กล้าหาญในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ของอังกฤษ

รอยร้าวทางการทหารครั้งนี้ลามไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของอังกฤษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อทำเนียบขาวสั่งระงับการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างสหรัฐฯ-สหราชอาณาจักรที่สตาร์เมอร์เฝ้ารอคอย และหันมาขู่จะประกาศเก็บภาษีศุลกากรแบบถ้วนหน้า (Universal Tariffs) แทน ส่งผลให้รัฐบาลลอนดอนตกที่นั่งลำบาก

  • เยอรมนี-อิตาลี-ญี่ปุ่น ก็ไม่รอดโดนทรัมป์จิก

นายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ทซ์ ของเยอรมนี สามารถสร้างความประทับใจแรกพบที่ดีได้เมื่อตอนที่เขาเดินทางมาถึงทำเนียบขาว พร้อมกับนำสูติบัตรของปู่ของทรัมป์ซึ่งเป็นผู้ที่เกิดในเยอรมนีมาด้วย แต่สถานะของเขาในฐานะหนึ่งในผู้นำยุโรปที่ทรัมป์โปรดปรานกลับต้องมัวหมองลง หลังจากที่เขาได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับสงครามอิหร่าน และกล่าวว่าสหรัฐฯ กำลังถูกทำให้ขายหน้าโดยผู้นำอิหร่าน

แม้กระทั่งผู้นำยุโรปที่มีจุดยืนสอดคล้องกับทรัมป์มากที่สุด อย่างนายกรัฐมนตรี จอร์เจีย เมโลนี ของอิตาลี ก็ไม่สามารถหลีกหนีจากความอัดอั้นตันใจของประธานาธิบดีทรัมป์ได้เมื่อช่วงต้นปีนี้ หลังจากที่เธอปฏิเสธที่จะเข้าร่วมในสงครามกับอิหร่าน และในเวลาต่อมา เธอได้เรียกการโจมตีของทรัมป์ที่มีต่อสมเด็จพระสันตะปาปา ลีโอ ที่ 14 ว่าเป็นเรื่องที่ "ยอมรับไม่ได้" ทรัมป์จึงได้ตอบโต้วิพากษ์วิจารณ์เธออย่างรุนแรง ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้แต่พันธมิตรที่จงรักภักดีอย่างเมโลนีก็ไม่สามารถรอดพ้นจากความโกรธเกรี้ยวของเขาได้

สมาชิกใหม่ล่าสุดของกลุ่ม G7 เป็นเพียงคนเดียวที่จนถึงตอนนี้ สามารถหลบเลี่ยงความโกรธของทรัมป์ไปได้ โดยนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ของญี่ปุ่น ได้กำหนดให้ภารกิจของเธอคือการพัฒนาความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ใกล้ชิดกับทรัมป์ ซึ่งได้รับการส่งเสริมจากความเชื่อมโยงที่พวกเขามีร่วมกันต่ออดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ผู้ล่วงลับ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ก็ยังคงวิพากษ์วิจารณ์การปฏิเสธของญี่ปุ่นที่จะเข้าร่วมในสงครามอิหร่าน และการหลุดมุกตลกที่ไม่เข้าเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์เพิร์ลฮาร์เบอร์ ในระหว่างการประชุมที่ห้องทำงานรูปไข่ในปีนี้ ก็เป็นเรื่องที่รับไม่ได้และไม่เป็นที่พอใจอย่างยิ่งในประเทศญี่ปุ่น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...