สภาพัฒน์ จับตารถ EV โตสะเทือนแรงงานผลิตรถยนต์ เผยแรงงานเก่าตกงานพุ่ง 44.8%
สภาพัฒน์ เผยไตรมาส 1/2569 กลุ่มคนเคยทำงานตกงานพุ่งสูงถึง 44.8% แตะ 239,000 คน จับตาอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปดั้งเดิมและ Supply Chain เสี่ยงเลิกจ้างหลังกระแส EV โตแรง
25 พ.ค. 69 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผย ภาวะสังคมไทยไตรมาสหนึ่ง ปี 2569 ว่า ภาพรวมตลาดแรงงานที่ยังคงขยายตัว แต่เริ่มมีสัญญาณชะลอตัวในบางจุด ในไตรมาสนี้ มีผู้มีงานทำทั้งหมด 41.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.6% แบ่งเป็นภาคเกษตรกรรม 11.3 ล้านคน นอกภาคเกษตรกรรม 29.9 ล้านคน กลุ่มค้าส่งและค้าปลีกเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 7.3% ขณะที่กำลังแรงงานที่รอฤดูกาลลดลง 5.6%
ในส่วนชั่วโมงการทำงาน ภาคเอกชนยังทรงตัวเฉลี่ยที่ 44 ชั่วโมง/สัปดาห์ การทำงานล่วงเวลา (OT)มีผู้ทำงาน OT 6.1 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 4.1%) การทำงานต่ำระดับ (ต่ำกว่า 35 ชั่วโมง/สัปดาห์) เพิ่มขึ้น 5.4% อยู่ที่ประมาณ 190,000 คน
ด้านค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยภาพรวม ลดลง 0.6% อยู่ที่ 16,145 บาท/คน/เดือน ลูกจ้างในระบบ ค่าจ้างเฉลี่ย 15,675 บาท/คน/เดือน (เพิ่มขึ้น 0.7%) กลุ่มอาชีพอิสระ ค่าจ้างเฉลี่ยปรับตัวลดลง 2.5%
ขณะที่อัตราการว่างงานในไตรมาส 1/2569 ขยับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 0.94% คิดเป็นผู้ว่างงานประมาณ 390,000 คน เพิ่มขึ้นจาก 0.7% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อน ว่างงาน 239,000 คน เพิ่มขึ้นถึง 44.8% และกลุ่มที่ไม่เคยทำงานมาก่อนว่างงาน 154,000 คน ลดลง 20%
สำหรับผู้ว่างงานระยะยาว (1 ปีขึ้นไป) เพิ่มขึ้น 27% อยู่ที่ประมาณ 87,000 คน ผู้ว่างงานในระบบประกันสังคม (ขอรับประโยชน์ทดแทน) เพิ่มขึ้นเป็น 242,000 คน จากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 178,000 คน
ขณะเดียวกันผู้เสมือนว่างงาน (ทำงานไม่เกิน 20-24 ชม./สัปดาห์) อยู่ที่ 4.4 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3%โดยกระจายตัวอยู่นอกภาคเกษตรสูงถึง 3 ล้านคน
นายดนุชา กล่าวอีกว่า ปัจจัยเสี่ยงภาคแรงงานที่ต้องเฝ้าระวัง เรื่องแรกคือผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ดันค่าครองชีพและต้นทุนขนส่ง-ผลิต-ก่อสร้างสูงขึ้น ส่งผลให้ภาคท่องเที่ยวชะลอตัวจากค่าตั๋วเครื่องบินและเงินเฟ้อ แม้แรงงานอาจยังไม่ถูกเลิกจ้าง แต่จะถูกลดชั่วโมงทำงานและตัดลด OT ซึ่งจะกระทบต่อรายได้โดยตรงท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อ
เรื่องที่สองคือ ปัญหาว่างงานแฝง ในปี 2568 มีผู้ว่างงานแฝงราว 220,000 คน เพิ่มขึ้น 17% จากปี 2567 ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้จบการศึกษาระดับประถมหรือต่ำกว่า (65%) ในภาคเกษตรและก่อสร้าง ซึ่งมีรายได้ต่ำเฉลี่ยเพียง 6,000 กว่าบาท/เดือน ซึ่งอาจจะต้องหาอาชีพเสริมเพื่อยกระดับรายได้
เรื่องที่สามความเสี่ยงในอุตสาหกรรมยานยนต์ การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อแรงงานในกลุ่มยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปดั้งเดิม (ICE) รวมถึงโครงข่าย Supply Chain ที่กว้างและลึก ภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับและ Reskill แรงงานไปสู่อุตสาหกรรมใหม่
“จากการศึกษาพบว่ามีแรงงานไทยเข้าข่ายได้รับผลกระทบจากการรุกคืบของ Generative AI ถึง 8.7 ล้านคน หรือ 21.8% โดยมี 2.2 ล้านคนที่มีความเสี่ยงสูงที่จะถูก AI เข้ามาทดแทน โดยเฉพาะในกลุ่มงานเสมียน พนักงานบัญชี และที่ปรึกษาการลงทุน”
นายดนุชา กล่าวด้วยว่า ไทยจึงต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับผลกระทบจาก AI ได้แก่ (1) เร่งส่งเสริมการใช้ AI อย่างครอบคลุม ตลอดจนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและระบบประมวลผล (2) ปรับบทบาทของ แรงงานทักษะสูงสู่การเป็น “ผู้บริหารจัดการ AI” และ (3) การพัฒนากรอบกฎหมายและธรรมาภิบาล ดิจิทัลและการใช้ AI ให้ครอบคลุมทั้งการคุ้มครองแรงงาน และความรับผิดชอบหาก AI ก่อความเสียหาย
ในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค นายดนุชา กล่าวว่า การร้องเรียนของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 16.2% โดยเพิ่มขึ้นทั้งในด้านสินค้า บริการ และอสังหาริมทรัพย์ และกิจการโทรคมนาคม ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ คือ
(1) ความเสี่ยงและช่องโหว่ของกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ที่เริ่มมีสถานะเปราะบางมากขึ้น ทั้งจาก การเข้าสู่สังคมสูงวัยและการทุจริต สร้างความเสียหายต่อสมาชิกจำนวนมาก จึงต้องยกระดับการกำกับดูแล กองทุนให้เข้มงวดและทันต่อบริบทการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น
(2) การหลอกลวงให้ลงทุนเทรดทองบนแพลตฟอร์ม ออนไลน์ เช่น แอปเทรดทองปลอมเพื่อหลอกโอนเงิน การชักชวนร่วมภารกิจปั่นราคาทอง ซึ่งมิจฉาชีพมักใช้ ความกลัวพลาดโอกาสเป็นเครื่องมือในการหลอกลวง และ
(3) แนวโน้มสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ทั้งในท้องตลาด และออนไลน์เพิ่มสูงขึ้น ควรต้องเร่งปราบปราม เป็นผลจากผู้บริโภคมีทัศนคติยอมรับสินค้าลอกเลียนแบบ และสินค้าปลอมมีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับของแท้มากขึ้น ทำให้มีความเสี่ยงที่จะถูกหลอกได้รับสินค้าไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงบั่นทอนภาพลักษณ์ประเทศ