โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Thailand NETZERO และเทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน

ไทยโพสต์

อัพเดต 3 กรกฎาคม 2569 เวลา 19.02 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

บทนำ ความท้าทายบนทางแพร่งของเศรษฐกิจไทย

วิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ไม่ใช่เรื่องของที่รอได้อีกต่อไป แต่เป็นความจริงเชิงประจักษ์ที่สะท้อนผ่านความผันผวนของสภาพอากาศอย่างสุดขั้วในปัจจุบัน สำหรับประเทศไทย การประกาศเจตนารมณ์มุ่งสู่เป้าหมายความกดดันคาร์บอนเป็นศูนย์ (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) เร็วขึ้น โดยเป้าหมายทั้งสองจะต้องเกิดขึ้นภายในปี ค.ศ. 2050 นับเป็นพันธกรณีที่สะท้อนความรับผิดชอบต่อโลก

อย่างไรก็ดี ในมุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวเปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งคือความยั่งยืนของระบบนิเวศ แต่อีกด้านหนึ่งคือ "ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น" ในกระบวนการผลิตและการดำเนินชีวิต การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องอาศัยการลงทุนมหาศาล ทั้งในด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน การผลักดันต้นทุนภายนอก (External Costs) กลับเข้ามาเป็นต้นทุนภายในกระบวนการผลิต (Cost Internalization) อาจสร้างความเจ็บปวดในระยะสั้นให้กับภาคธุรกิจและผู้บริโภค

ทว่าในโลกยุคปัจจุบันที่เป็น "โลกไร้พรมแดน" ซึ่งมาตรการทางการค้าถูกเชื่อมโยงเข้ากับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่างแนบแน่น เช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (EU-CBAM) ที่กำลังบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ หรือมาตรการในลักษณะเดียวกันจากสหรัฐอเมริกาและคู่ค้าสำคัญ การจัดการก๊าซเรือนกระจกจึงไม่ใช่ "ทางเลือก" อีกต่อไป หากแต่เป็น "ทางรอด" และเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ บทความเชิงวิเคราะห์ฉบับนี้จะพาไปสำรวจภาพรวม เจาะลึกรายภาคส่วนหลัก นำเสนอทางเลือกเชิงนโยบาย พร้อมทั้งชี้ให้เห็นช่องว่างสำคัญทางเทคโนโลยีที่ประเทศไทยจะขาดเสียไม่ได้

บริบทและสถานการณ์ โครงสร้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย

ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยรวมอยู่ที่ประมาณ 350-370 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี โดยภาคส่วนภาคพลังงานและขนส่ง (Energy and Transportation Sector) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 70 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ภาคกระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (IPPU) คิดเป็นประมาณร้อยละ 10 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมหนัก เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก และเคมีภัณฑ์และภาคเกษตรกรรมและภาคของเสีย (Agriculture and Waste Sectors) ในสัดส่วนที่เหลือ แต่มีความซับซ้อนในการจัดการเนื่องจากกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ

แนวโน้มในอนาคตชี้ชัดว่า หากประเทศไทยยังคงดำเนินนโยบายตามปกติ (Business as Usual: BAU) โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างขนานใหญ่ เราจะไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero เท่านั้น แต่สินค้าส่งออกของไทยจะถูกกำแพงภาษีคาร์บอนจากต่างประเทศสกัดกั้น ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก

เทคโนโลยี CCS จิ๊กซอว์ที่ขาดไม่ได้สำหรับอุตสาหกรรมหนัก

ในบรรดากลยุทธ์ทั้งหมดที่มี การจัดการกับ "ภาคพลังงาน และอุตสาหกรรมหนัก" ถือเป็นโจทย์ที่ยากที่สุด เนื่องจากเทคโนโลยีการผลิตในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดอย่างมากในการลดการปลดปล่อยคาร์บอนในตัวกระบวนการเคมี ดังนั้น เทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน หรือ CCS (Carbon Capture and Storage) จึงเปรียบเสมือน "จิ๊กซอว์ที่ขาดไม่ได้" สำหรับการบรรลุเป้าหมาย NETZERO ของประเทศไทยด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการดังนี้

  • ดักจับและกักเก็บได้รวดเร็ว (Speed): CCS สามารถประยุกต์เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานหรือโรงงานอุตสาหกรรมเดิมที่มีอยู่ได้ทันที โดยดักจับคาร์บอนจากปล่องไอเสียก่อนจะปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมหาศาลได้ในระยะเวลาที่สั้นกว่าการรอเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตใหม่ทั้งหมด
  • มีความปลอดภัยสูง (Safety): เทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอนในชั้นหินใต้ดินระดับลึก (Geological Storage) ผ่านการศึกษาวิจัยและทดสอบในระดับสากลมานานหลายทศวรรษ โครงสร้างทางธรณีวิทยาที่เหมาะสม เช่น แหล่งก๊าซธรรมชาติที่ขุดเจาะหมดแล้วในอ่าวไทย มีชั้นหินปิดกั้นที่หนาแน่นและปลอดภัย ป้องกันการรั่วไหลกลับคืนสู่บรรยากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เป็นรูปธรรมมากที่สุด (Concreteness): แตกต่างจากการปลูกป่าเพื่อดูดซับคาร์บอน ซึ่งต้องใช้เวลานานหลายสิบปีและมีความเสี่ยงจากภัยแล้งหรือไฟป่า CCS ให้ผลลัพธ์ที่เป็นตัวเลขเชิงปริมาณที่ชัดเจน สามารถวัดปริมาณการกักเก็บเป็นตันคาร์บอนได้อย่างแม่นยำ (Measurable and Verifiable) สอดคล้องกับมาตรฐานการตรวจวัดสากล

ข้อดีและข้อจำกัดของเทคโนโลยี CCS

ในด้านดี เทคโนโลยี CCSช่วยรักษาฐานอุตสาหกรรมหลักของประเทศไว้ได้โดยไม่ต้องสั่งปิดโรงงาน ลดผลกระทบต่อการจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่มีข้อจำกัดสำคัญ คือ มีต้นทุนการลงทุนเริ่มแรก (CAPEX) และต้นทุนการดำเนินงาน (OPEX) ที่สูงมาก รวมถึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานร่วมจากภาครัฐ เช่น ท่อขนส่งคาร์บอนไดออกไซด์ และกรอบกฎหมายรองรับที่ชัดเจน

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย แนวทางการขับเคลื่อนแบบบูรณาการ

เพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย NETZERO โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาดำเนินการตามข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 4 ประการ ดังนี้:

1. การบังคับใช้กฎหมายและกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing Mechanism)

ประเทศไทยต้องเร่งผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. Climate Change) โดยกำหนดให้มีระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System: ETS) หรือภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ที่ชัดเจน เพื่อส่งสัญญาณราคาให้ภาคธุรกิจรู้ว่า "การปล่อยคาร์บอนมีราคาที่ต้องจ่าย" ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวโดยอัตโนมัติ

2. การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเทคโนโลยี CCS

ภาครัฐต้องทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมลงทุนหรือผู้ให้สิทธิประโยชน์แก่โครงการนำร่องการกักเก็บคาร์บอน (CCS Hub) โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และพื้นที่อ่าวไทย โดยสร้างกรอบกฎหมายที่ปลดล็อกข้อจำกัดในการขนส่งและการกักเก็บคาร์บอนข้ามพื้นที่

3. การเงินเพื่อสิ่งแวดล้อมและการสนับสนุน SMEs (Green Finance & SME Transition)

ในขณะที่ทุนขนาดใหญ่สามารถปรับตัวได้ กลุ่มทุนขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) คือกลุ่มที่เปราะบางที่สุด ภาครัฐต้องใช้กลไกสถาบันการเงินของรัฐในการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loans) เพื่อช่วย SMEs ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและกระบวนการผลิตเพื่อลดการใช้พลังงาน

4. การทูตเชิงภูมิอากาศ (Climate Diplomacy)

สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อขอรับการสนับสนุนทั้งในด้านเงินทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) โดยเฉพาะเทคโนโลยีการเปลี่ยนคาร์บอนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า (Carbon Capture, Utilization, and Storage: CCUS)

สรุป อนาคตที่ต้องเลือกและแลก

การเดินทางสู่เป้าหมาย Thailand NETZERO ภายใต้กลยุทธ์ที่หลากหลาย เป็นภารกิจที่ท้าทายขีดความสามารถของประเทศอย่างยิ่ง เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกกลยุทธ์ล้วนเริ่มต้นจากการเพิ่มต้นทุนในกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการ ซึ่งอาจสร้างความยากลำบากให้กับระบบเศรษฐกิจในระยะสั้น

ทว่าในโลกไร้พรมแดนปัจจุบัน ต้นทุนของการไม่ทำอะไรเลย (Cost of Inaction) นั้นสูงกว่าต้นทุนของการลงมือทำ (Cost of Action) อย่างเทียบกันไม่ได้ การมองหาแนวทางที่ผสมผสาน ตั้งแต่การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขนส่ง ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่รวดเร็ว ปลอดภัย และเป็นรูปธรรมอย่าง CCS ในภาคอุตสาหกรรมหนัก จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยน "วิกฤตสิ่งแวดล้อม" ให้เป็น "โอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ" ไปสู่ความยั่งยืนและความมั่งคั่งที่แท้จริงในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...