Thailand NETZERO และเทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน
บทนำ ความท้าทายบนทางแพร่งของเศรษฐกิจไทย
วิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ไม่ใช่เรื่องของที่รอได้อีกต่อไป แต่เป็นความจริงเชิงประจักษ์ที่สะท้อนผ่านความผันผวนของสภาพอากาศอย่างสุดขั้วในปัจจุบัน สำหรับประเทศไทย การประกาศเจตนารมณ์มุ่งสู่เป้าหมายความกดดันคาร์บอนเป็นศูนย์ (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) เร็วขึ้น โดยเป้าหมายทั้งสองจะต้องเกิดขึ้นภายในปี ค.ศ. 2050 นับเป็นพันธกรณีที่สะท้อนความรับผิดชอบต่อโลก
อย่างไรก็ดี ในมุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวเปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งคือความยั่งยืนของระบบนิเวศ แต่อีกด้านหนึ่งคือ "ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น" ในกระบวนการผลิตและการดำเนินชีวิต การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องอาศัยการลงทุนมหาศาล ทั้งในด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน การผลักดันต้นทุนภายนอก (External Costs) กลับเข้ามาเป็นต้นทุนภายในกระบวนการผลิต (Cost Internalization) อาจสร้างความเจ็บปวดในระยะสั้นให้กับภาคธุรกิจและผู้บริโภค
ทว่าในโลกยุคปัจจุบันที่เป็น "โลกไร้พรมแดน" ซึ่งมาตรการทางการค้าถูกเชื่อมโยงเข้ากับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่างแนบแน่น เช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (EU-CBAM) ที่กำลังบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ หรือมาตรการในลักษณะเดียวกันจากสหรัฐอเมริกาและคู่ค้าสำคัญ การจัดการก๊าซเรือนกระจกจึงไม่ใช่ "ทางเลือก" อีกต่อไป หากแต่เป็น "ทางรอด" และเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ บทความเชิงวิเคราะห์ฉบับนี้จะพาไปสำรวจภาพรวม เจาะลึกรายภาคส่วนหลัก นำเสนอทางเลือกเชิงนโยบาย พร้อมทั้งชี้ให้เห็นช่องว่างสำคัญทางเทคโนโลยีที่ประเทศไทยจะขาดเสียไม่ได้
บริบทและสถานการณ์ โครงสร้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยรวมอยู่ที่ประมาณ 350-370 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี โดยภาคส่วนภาคพลังงานและขนส่ง (Energy and Transportation Sector) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 70 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ภาคกระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (IPPU) คิดเป็นประมาณร้อยละ 10 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมหนัก เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก และเคมีภัณฑ์และภาคเกษตรกรรมและภาคของเสีย (Agriculture and Waste Sectors) ในสัดส่วนที่เหลือ แต่มีความซับซ้อนในการจัดการเนื่องจากกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ
แนวโน้มในอนาคตชี้ชัดว่า หากประเทศไทยยังคงดำเนินนโยบายตามปกติ (Business as Usual: BAU) โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างขนานใหญ่ เราจะไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero เท่านั้น แต่สินค้าส่งออกของไทยจะถูกกำแพงภาษีคาร์บอนจากต่างประเทศสกัดกั้น ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก
เทคโนโลยี CCS จิ๊กซอว์ที่ขาดไม่ได้สำหรับอุตสาหกรรมหนัก
ในบรรดากลยุทธ์ทั้งหมดที่มี การจัดการกับ "ภาคพลังงาน และอุตสาหกรรมหนัก" ถือเป็นโจทย์ที่ยากที่สุด เนื่องจากเทคโนโลยีการผลิตในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดอย่างมากในการลดการปลดปล่อยคาร์บอนในตัวกระบวนการเคมี ดังนั้น เทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน หรือ CCS (Carbon Capture and Storage) จึงเปรียบเสมือน "จิ๊กซอว์ที่ขาดไม่ได้" สำหรับการบรรลุเป้าหมาย NETZERO ของประเทศไทยด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการดังนี้
- ดักจับและกักเก็บได้รวดเร็ว (Speed): CCS สามารถประยุกต์เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานหรือโรงงานอุตสาหกรรมเดิมที่มีอยู่ได้ทันที โดยดักจับคาร์บอนจากปล่องไอเสียก่อนจะปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมหาศาลได้ในระยะเวลาที่สั้นกว่าการรอเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตใหม่ทั้งหมด
- มีความปลอดภัยสูง (Safety): เทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอนในชั้นหินใต้ดินระดับลึก (Geological Storage) ผ่านการศึกษาวิจัยและทดสอบในระดับสากลมานานหลายทศวรรษ โครงสร้างทางธรณีวิทยาที่เหมาะสม เช่น แหล่งก๊าซธรรมชาติที่ขุดเจาะหมดแล้วในอ่าวไทย มีชั้นหินปิดกั้นที่หนาแน่นและปลอดภัย ป้องกันการรั่วไหลกลับคืนสู่บรรยากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เป็นรูปธรรมมากที่สุด (Concreteness): แตกต่างจากการปลูกป่าเพื่อดูดซับคาร์บอน ซึ่งต้องใช้เวลานานหลายสิบปีและมีความเสี่ยงจากภัยแล้งหรือไฟป่า CCS ให้ผลลัพธ์ที่เป็นตัวเลขเชิงปริมาณที่ชัดเจน สามารถวัดปริมาณการกักเก็บเป็นตันคาร์บอนได้อย่างแม่นยำ (Measurable and Verifiable) สอดคล้องกับมาตรฐานการตรวจวัดสากล
ข้อดีและข้อจำกัดของเทคโนโลยี CCS
ในด้านดี เทคโนโลยี CCSช่วยรักษาฐานอุตสาหกรรมหลักของประเทศไว้ได้โดยไม่ต้องสั่งปิดโรงงาน ลดผลกระทบต่อการจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่มีข้อจำกัดสำคัญ คือ มีต้นทุนการลงทุนเริ่มแรก (CAPEX) และต้นทุนการดำเนินงาน (OPEX) ที่สูงมาก รวมถึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานร่วมจากภาครัฐ เช่น ท่อขนส่งคาร์บอนไดออกไซด์ และกรอบกฎหมายรองรับที่ชัดเจน
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย แนวทางการขับเคลื่อนแบบบูรณาการ
เพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย NETZERO โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาดำเนินการตามข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 4 ประการ ดังนี้:
1. การบังคับใช้กฎหมายและกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing Mechanism)
ประเทศไทยต้องเร่งผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. Climate Change) โดยกำหนดให้มีระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System: ETS) หรือภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ที่ชัดเจน เพื่อส่งสัญญาณราคาให้ภาคธุรกิจรู้ว่า "การปล่อยคาร์บอนมีราคาที่ต้องจ่าย" ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวโดยอัตโนมัติ
2. การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเทคโนโลยี CCS
ภาครัฐต้องทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมลงทุนหรือผู้ให้สิทธิประโยชน์แก่โครงการนำร่องการกักเก็บคาร์บอน (CCS Hub) โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และพื้นที่อ่าวไทย โดยสร้างกรอบกฎหมายที่ปลดล็อกข้อจำกัดในการขนส่งและการกักเก็บคาร์บอนข้ามพื้นที่
3. การเงินเพื่อสิ่งแวดล้อมและการสนับสนุน SMEs (Green Finance & SME Transition)
ในขณะที่ทุนขนาดใหญ่สามารถปรับตัวได้ กลุ่มทุนขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) คือกลุ่มที่เปราะบางที่สุด ภาครัฐต้องใช้กลไกสถาบันการเงินของรัฐในการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loans) เพื่อช่วย SMEs ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและกระบวนการผลิตเพื่อลดการใช้พลังงาน
4. การทูตเชิงภูมิอากาศ (Climate Diplomacy)
สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อขอรับการสนับสนุนทั้งในด้านเงินทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) โดยเฉพาะเทคโนโลยีการเปลี่ยนคาร์บอนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า (Carbon Capture, Utilization, and Storage: CCUS)
สรุป อนาคตที่ต้องเลือกและแลก
การเดินทางสู่เป้าหมาย Thailand NETZERO ภายใต้กลยุทธ์ที่หลากหลาย เป็นภารกิจที่ท้าทายขีดความสามารถของประเทศอย่างยิ่ง เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกกลยุทธ์ล้วนเริ่มต้นจากการเพิ่มต้นทุนในกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการ ซึ่งอาจสร้างความยากลำบากให้กับระบบเศรษฐกิจในระยะสั้น
ทว่าในโลกไร้พรมแดนปัจจุบัน ต้นทุนของการไม่ทำอะไรเลย (Cost of Inaction) นั้นสูงกว่าต้นทุนของการลงมือทำ (Cost of Action) อย่างเทียบกันไม่ได้ การมองหาแนวทางที่ผสมผสาน ตั้งแต่การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขนส่ง ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่รวดเร็ว ปลอดภัย และเป็นรูปธรรมอย่าง CCS ในภาคอุตสาหกรรมหนัก จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยน "วิกฤตสิ่งแวดล้อม" ให้เป็น "โอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ" ไปสู่ความยั่งยืนและความมั่งคั่งที่แท้จริงในอนาคต