จากความเงียบสู่เวทีสุดตระการตา: ย้อนอดีตสำรวจประวัติศาสตร์ของแฟชั่นโชว์
Paris Fashion Week Men's ที่ผ่านมา คงไม่มีแฟชั่นโชว์ไหนถูกพูดถึงในวงกว้างไปมากกว่า Louis Vuitton Men’s Spring/Summer 2027 หลังจากที่ ฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์ (Pharrell Williams) ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของหลุยส์วิตตอน ได้เนรมิตลานของมหาวิทยาลัย Cité Internationale Universitaire ให้กลายเป็นชายหาดโต้คลื่นขนาดใหญ่กลางปารีส
แม้จะได้คำชมด้านความคิดสร้างสรรค์อย่างล้นหลาม แต่แฟชั่นโชว์ครั้งนี้ก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อยู่อาศัยโดยรอบและนักการเมืองท้องถิ่นพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องการใช้พื้นที่สาธารณะของเมืองเพื่อผลประโยชน์ทางพาณิชย์ ยิ่งในช่วงที่ภาคพื้นยุโรปหลายพื้นที่กำลังประสบวิกฤตด้านสภาพภูมิอากาศ ที่อุณหภูมิเฉลี่ยพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียส การขาดแคลนพื้นที่สาธารณะสำหรับหลบร้อนไปหนึ่งแห่ง จึงเป็นประเด็นที่ทำให้หลายคนในเมือง รวมถึงชาวเน็ตหยิบมาพูดถึงกัน
นอกจากเวทีของหลุยส์วิตตองที่เพิ่งจัดไป หากสังเกตแฟชั่นโชว์ช่วงหลายปีมานี้ จะเห็นได้ว่าเวทีอลังการขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี จนกลายเป็นหนึ่งในกิมมิกสำคัญที่ดึงดูดความสนใจสาวกแฟชั่นให้ได้ตั้งหน้าตั้งตารอกัน
แต่สงสัยกันไหม ว่าทำไมเวทีแฟชั่นโชว์ถึงขายลูกเล่นและความตระการตาขนาดนี้ ทั้งที่แท้จริงแล้ว แฟชั่นโชว์น่าจะมีจุดประสงค์เพื่อนำเสนอคอลเล็กชั่นประจำฤดูกาลต่างๆ เท่านั้นนี่ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่เวทีไม่ใช่แค่ไว้เดินโชว์ หากยังต้องแสดงความคิดสร้างสรรค์ไปพร้อมกันด้วย
แฟชั่นโชว์ที่เงียบที่สุด
ใครจะไปคิดว่าแฟชั่นโชว์สุดตระการตาที่เราเห็นกันในทุกวันนี้ ในอดีตจะเป็นแฟชั่นโชว์ที่เงียบมาก ไม่มีทั้งดนตรี การแสดง หรือแม้กระทั่งผู้ชมนั่งเรียงรายข้างเวทีด้วยซ้ำ
นับตั้งแต่อดีตจนถึงช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ห้องเสื้อหรือร้านเสื้อผ้าต่างๆ ยังไม่มีธรรมเนียมการเดินแบบเพื่อโชว์เสื้อผ้าตัวใหม่ของตัวเอง โดยจะมีแค่สวมให้กับหุ่นลองเสื้อเพื่อโชว์ให้ผู้ซื้อดูเท่านั้น จนกระทั่งราวๆ ทศวรรษ 1860 ชาร์ลส์ เฟรเดอริก เวิร์ธ (Charles Frederick Worth) ดีไซเนอร์ชาวอังกฤษ ผู้ที่ภายหลังได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งโอต์กูตูร์ หันมาใช้นางแบบจริงแทนหุ่น เมื่อครั้งที่ต้องนำผลงานของตัวเองไปจัดแสดงในปารีส และแม้จะไม่ได้มีการจัดโชว์อย่างเอิกเกริก แต่ก็นับว่านี่คือจุดเริ่มต้นของแฟชั่นโชว์ที่จะถูกต่อยอดไปในอนาคต
ภาพของการใช้นางแบบในการแสดงเสื้อผ้าแทนหุ่นเป็นภาพที่เห็นได้ทั่วไปในช่วงเวลานั้น จนต้นศตวรรษที่ 20 มีสิ่งที่เรียกว่า ‘Fashion Parade’ ที่ไม่ได้หมายถึงการจัดขบวนพาเหรดครึกครื้นแบบที่เราเข้าใจกัน แต่เป็นการจัดการแสดงเสื้อผ้าในพื้นที่ปิดของตัวดีไซน์เนอร์เอง โดยส่วนใหญ่เป็นงานส่วนตัวสำหรับผู้ซื้อ มักมีการห้ามถ่ายภาพ เนื่องจากกลัวจะถูกลอกเลียนแบบ เช่น เลดี้ ดัฟฟ์-กอร์ดอน (Lady Duff-Gordon) ดีไซเนอร์ชาวอังกฤษ ผู้จัดแสดงคอลเล็กชั่น ‘Gowns of Emotion’ ที่ซาลอน (หมายถึงพื้นที่ภายในอาคาร) ของเธอเอง โดยมีการเริ่มใช้เวที ฉาก แสงสี และดนตรีบ้างแล้ว ถึงอย่างนั้น ก็ยังเป็นการจัดแสดงเฉพาะในหมู่คนในสังคมชั้นสูงที่ถูกรับเชิญมาเท่านั้น
ในช่วงยุคสมัยแรกที่แฟชั่นโชว์เริ่มถือกำเนิดขึ้นมา บรรดาดีไซเนอร์ต่างให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวระหว่างเสื้อผ้าและผู้ซื้อ แม้นี่จะยังไม่ถือเป็นแฟชั่นโชว์ที่นำเสนอความคิดสร้างสรรค์และลูกเล่นมากมายแบบที่เราคุ้นตา แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยร่างภาพงานแฟชั่นโชว์ให้ก่อตัวขึ้นมา
เมื่อการโฆษณาเริ่มมีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมแฟชั่น
เวลาดำเนินไดข้างหน้าอุตสาหกรรมแฟชั่นเริ่มเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นยุคสมัยที่หลากหลายอุตสาหกรรมต้องปรับตัว นั่นรวมถึงอุตสาหกรรมแฟชั่นด้วย ห้องเสื้อในเวลานั้น เริ่มเปิดรับลูกค้ากลุ่มใหม่มากขึ้น โดยเริ่มใช้การประชาสัมพันธ์มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์และคอลเล็กชั่นของตัวเองสู่สายตาคนนอก
ทำให้ในปี 1947 คริสเตียน ดิออร์ (Christian Dior) กลายเป็นดีไซเนอร์คนแรกๆ ที่อนุญาตให้ช่างภาพบันทึกภาพระหว่างงานแฟชั่นโชว์ ทำให้แฟชั่นโชว์ในครั้งนี้ได้เผยแพร่สู่ประชาชนทั่วไป แถมยังได้บรรณาธิการของ Harper's Bazaar ช่วยสร้างกระแสให้เป็นที่พูดถึงมากขึ้น ผ่านการนิยามคอลเล็กชั่นนี้ว่า ‘The New Look’ ซึ่งทำให้ในเวลานั้น ดิออร์ กลายเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่สุภาพสตรี
ขณะเดียวกัน ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 นี้ ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงในวงการแฟชั่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น นางแบบที่แต่เดิมมักดูนึ่งเฉยไร้อารมณ์ ก็เริ่มแสดงอารมณ์มากขึ้น พร้อมยังเริ่มลดทอนความหรูหราลง และหันมาใช้ความสนุกของโชว์มาเป็นความคิดพื้นฐานในการจัดแสดงแทน เช่น การเสียงเพลงแบบดังกระหึ่ม แทนที่การเปิดคลอไปเบาๆ ระหว่างโชว์
นอกจากนี้ยังเริ่มมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่จัดแสดงจากสถานที่ปิดภายในอาคารสู่ภายนอกมากขึ้น อาทิ ในปี 1965 ปิแอร์ บาลแม็ง (Pierre Balmain) ได้มีการจัดแฟชั่นโชว์ในห้องเก็บไวน์ หรือกระทั่ง ปิแอร์ การ์ดิน (Pierre Cardin) ที่จัดการแสดงริมแม่น้ำแซนในปารีส
เหล่านี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แฟชั่นโชว์ไม่ใช่แค่งานจัดแสดงเสื้อผ้าของห้องเสื้อต่างๆ เท่านั้น หากแต่ยังเป็นการนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ของแบรนด์ไปพร้อมกันด้วย เพราะภายหลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา แบรนด์จึงไม่ได้คิดแค่ว่า ในฤดูกาลนี้จะต้องออกเสื้อผ้าแบบใดเท่านั้น ทว่ายังต้องเริ่มคิดรูปแบบการนำเสนอคอลเล็กชั่นใหม่ ไปพร้อมกับการสร้างสรรค์เวที ฉาก ดนตรี และการแสดงที่จะเกิดขึ้นบนเวทีด้วย ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่เปลี่ยนให้แฟชั่นโชว์เริ่มกลายเป็นพื้นที่ที่แบรนด์ใช้เล่าเรื่อง ไปพร้อมกับการนำเสนอเสื้อผ้า
สู่แฟชั่นโชว์ยุคปัจจุบัน
หากถามว่าแฟชั่นโชว์เริ่มเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหนภายหลังความเปลี่ยนแปลงมากมายที่เกิดขึ้นช่วงหลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ต้องบอกว่าแฟชั่นโชว์เริ่มไม่ใช่แค่งานจัดแสดงเสื้อผ้าแล้ว แต่ยังถูกมองเป็นเหมือนการแสดงขนาดย่อม แถมยังเริ่มกลายเป็นอีเวนต์ที่ได้รับความสนใจในคนหมู่มากด้วย
อย่าง ในปี 1998 อีฟส์ แซงต์ โลรองต์ (Yves Saint Laurent) ได้มีการจัดงานแสดงแฟชั่นโชว์ในสนามกีฬา หนึ่งชั่วโมงก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศระหว่างฝรั่งเศสและบราซิลจะเริ่ม ซึ่งเป็นโชว์ที่ได้รับเสียงตอบจากทั้งแฟนบอลและผู้ชมทั่วไปทางโทรทัศน์อย่างล้นหลาม นับเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่า แฟชั่นโชว์ในยุคสมัยใหม่คือหนึ่งในปรากฏการณ์ที่ได้รับความสนใจในวงกว้างมากขึ้นแล้ว
ส่วนหนึ่งที่ทำให้แฟชั่นโชว์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ทั้ง รูปแบบของโชว์ หรือกระทั่งความสนใจจากประชาชนทั่วไป นั่นเพราะการเปิดรับความหลากหลายในสังคมมากขึ้น ผู้คนเริ่มมองแฟชั่นเป็นมากกว่าเรื่องเครื่องแต่งกาย แต่เป็นพื้นที่สำหรับการแสดงออกถึงตัวตน วัฒนธรรม และแนวคิดของแต่ละยุคสมัย ส่งผลให้แบรนด์ต่างๆ ต้องแข่งขันกันเล่าเรื่องผ่านคอลเล็กชั่นและสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำบนรันเวย์ จนแฟชั่นโชว์ค่อยๆ ก้าวข้ามการเป็นเวทีสำหรับผู้ซื้อและสื่อแฟชั่น กลายเป็นอีเวนต์ทางวัฒนธรรมที่ดึงดูดทั้งคนดัง สื่อมวลชน และผู้ชมจากนอกวงการให้เข้ามาติดตามมากขึ้น
ทำให้ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จึงได้มีแฟชั่นโชว์ที่นำเสนออัตลักษณ์ความเป็นแบรนด์และดีไซเนอร์ออกมาผ่านการรังสรรค์เวทีแฟชั่นโชว์อันเป็นที่จดจำมากกมาย อาทิ คอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2008 ของ เฟนดี้ กับการจัดแสดงแฟชั่นโชว์บนกำแพงเมืองจีน, คอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อนปี 2023 ของ บาเลนเซียก้า ที่ได้เนรมิตตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กให้กลายเป็นเวทีเดินแบบ และคอลเล็กชั่น ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2022 ของ ดิออร์ โฮม กับการงานแสดงแฟชั่นโชว์หน้าพีระมิดกีซ่า
ภาพเหล่านี้คงไม่เกิดขึ้นเลย หากยุคสมัยก่อนวงการแฟชั่นไม่ได้เปิดกว้างให้ผู้คนภายนอกได้เข้าถึงแฟชั่นโชว์ รวมถึงเปิดรับความหลากหลายในมิติต่างๆ ของสังคม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เปิดให้เหล่าดีไซเนอร์สามารถปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ของตนได้อย่างเต็มที่ จนทำให้รันเวย์กลายป็นพื้นที่ที่ผสานทั้งแฟชั่นและศิลปะเข้าไว้ด้วยกันได้
ถึงอย่างนั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคสมัยที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะวิกฤตด้านภูมิอากาศ ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลกในวงกว้าง และเป็นที่ทราบกันว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นเองก็มีส่วนในการสร้างผลกระทบต่อโลกไม่ต่างจากอุตสาหกรรมอื่นๆ จึงน่าเป็นการตั้งคำถามต่อไปว่า แฟชั่นโชว์ควรจะปรับตัวอย่างไรในอนาคต เพื่อให้แฟชั่นและโลกที่ยั่งยืนก้าวต่อไปได้พร้อมกัน
นี่จึงกลายเป็นโจทย์ใหม่ที่กำลังท้าทายอุตสาหกรรมแฟชั่น เพราะต้องไม่ลืมว่า อุตสาหกรรมยังจำเป็นต้องพึ่งพาความสนใจของมนุษย์ และมนุษย์ทุกคนก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้
อ้างอิงจาก