โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘สามเหลี่ยมทองคำ’ ต้นทางยาเสพติด เมื่อความเปราะบางทางการเมือง คือจุดเริ่มต้นของ ‘อาชญากรรมข้ามชาติ’

The Momentum

อัพเดต 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีประเด็นสำคัญที่สังคมจับตามองคือ ออสเตรเลียประกาศจับกุมลูกเรือชาวไทยหลังจับได้ว่าขนยาเสพติดเข้าประเทศ

กรณีของลูกเรือชาวไทยไม่ใช่ครั้งแรก ตลอดปีที่ผ่านมา มีการจับกุมยาเสพติดในต่างประเทศหลายครั้ง ต่างกรรม ต่างวาระ แต่พบว่ายาเสพติดมาจากประเทศไทย ข้อค้นพบเบื้องต้นแทบทุกครั้งชี้ไปที่จุดเดียวกัน ต้นทางของยาเสพติดในไทยเริ่มต้นจากพื้นที่ ‘สามเหลี่ยมทองคำ’ (The Golden Triangle) รอยต่อระหว่าง เมียนมา ไทย กับลาว หนึ่งในฐานที่มั่นสำคัญที่ทำให้ขบวนการค้ายาเสพติดดำรงอยู่มาได้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

จริงๆ แล้วขบวนการค้ายาเสพติดในพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นหนึ่งใน ‘ปัญหาใหญ่’ ที่ส่งผลต่อภัยความมั่นคงของชาติและภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ ทว่าเมื่อใดก็ตามที่ถามหาทางออกของปัญหานี้ กลับยากเหลือเกินที่จะได้มาซึ่งวิธีและหนทางในการกวาดล้างขบวนการดังกล่าว

ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า เรื่องนี้ถือเป็น ‘อาชญากรรมข้ามชาติ’ (Transnational Crime) ที่เป็นเรื่องข้ามพรมแดน มีความซับซ้อน มีผู้เล่นจำนวนมาก และอยู่ในหลายระดับ นับตั้งแต่ตัวเล็กไปจนถึงตัวใหญ่ ทำให้ยากต่อการจับหาต้นทางเพื่อยุติปัญหาดังกล่าว

ปัจจัยอะไรที่ทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นต้นทางของยาเสพติด ทางออกของปัญหานี้คืออะไร และไทยควรมีบทบาทอย่างไรบ้าง The Momentum มีโอกาสพูดคุยกับ สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษา Human Rights Watch ประจำประเทศไทย เพื่อตอบคำถามข้างต้น

ทำความรู้จัก ‘สามเหลี่ยมทองคำ’ (The Golden Triangle)

พื้นที่ ‘สามเหลี่ยมทองคำ’ เป็นพื้นที่ชายแดนเชื่อมระหว่างประเทศเมียนมา ไทย กับลาว มีจุดบรรจบระหว่างแม่น้ำรวกกับแม่น้ำโขง ซึ่งแต่เดิมพื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นหนึ่งในแหล่งปลูกฝิ่นที่ใหญ่ที่สุดของโลก

ขบวนการค้ายาเสพติดเริ่มเติบโตขึ้นภายในสามเหลี่ยมทองคำตั้งแต่ช่วงสงครามเย็น (Cold War) โดยเริ่มต้นจากการส่งออกฝิ่นเป็นหลักและค่อยๆ พัฒนาเรื่อยมา จนกระทั่งในปัจจุบันเริ่มหันมาส่งออกยาเสพติดชนิดสังเคราะห์ โดยเฉพาะกลุ่มยาแอมเฟตามีน (ยาบ้า), เคตามีน (ยาเค), เมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ์), และเฮโรอีน ก่อนจะกระจายไปยังตลาดต่างๆ ทั่วโลกอย่างฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย รวมถึงสหรัฐอเมริกา

สุณัยกล่าวเพิ่มเติมว่า แต่เดิมพื้นที่เมียนมา ไทย และลาวเป็นฐานที่มั่นหลักที่มีการระบาดของยาเสพติดอย่างรุนแรง จนกระทั่งในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 ทางการไทยเดินหน้าปราบปราม ‘กองกำลังขุนส่า’ กองกำลังติดอาวุธและองค์กรค้ายาเสพติดขนาดใหญ่ในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ นำโดยขุนส่า หรือ จาง ซีฟู (Chang Chi-fu) ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ที่ชายแดนจังหวัดเชียงรายของประเทศไทย ออกจากประเทศได้สำเร็จ

จนกองกำลังขุนส่าต้องหนีการปราบปรามของรัฐบาลไทยไปยังเขตรัฐฉานของประเทศเมียนมา ปฏิบัติการดังกล่าวส่งผลให้ขบวนการค้ายาเสพติดโดยส่วนมาก กบดานอยู่ในเมียนมาและลาวมาจนถึงปัจจุบัน

เปิดสาเหตุที่ทำให้ขบวนการค้ายาเสพติดยังคงเติบโตได้

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ขบวนการค้ายาเสพติดยังดำรงอยู่และเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในทุกวันนี้ เนื่องจากสามเหลี่ยมทองคำคือ ‘พื้นที่เปราะบาง’ ทั้งในแง่การเมืองและเศรษฐกิจ โดยสุณัยได้เจาะลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริบทของแต่ละประเทศเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น

สำหรับประเทศลาว สุณัยอธิบายว่า ผู้นำหรือบุคคลสำคัญทางการเมืองของประเทศลาว คือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับขบวนการค้ายาเสพติดในพื้นที่นี้ และสามารถกระทำการคอร์รัปชันได้ง่าย โดยปราศจากการตรวจสอบจากหน่วยงานต่างๆ เนื่องจากลาวเป็นประเทศที่อยู่ภายใต้การปกครองของระบอบเผด็จการ และเป็นการเมืองระบบปิดที่ประชาชนหรือแม้แต่หน่วยงานภายนอกก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ ส่งผลให้ขบวนการค้ายาเสพติดดำเนินกิจกรรมและขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่บริบทของประเทศเมียนมาค่อนข้างซับซ้อนมากกว่า โดยสุณัยกล่าวว่า เมียนมามีลักษณะเป็นรัฐล้มเหลว (Failed State) ที่ไม่มีอำนาจในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศได้

เมียนมาในยุคร่วมสมัยมีความขัดแย้งอย่างหนักระหว่างรัฐบาลกลางเมียนมากับกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณพื้นที่รัฐฉาน ซึ่งในอดีตประเทศไทยเคยใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็น ‘รัฐกันชน’ กับเมียนมา และตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พื้นที่ดังกล่าวก็มีการเปลี่ยนผ่านอำนาจระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์อย่างต่อเนื่อง ทำให้รัฐฉานมีลักษณะคล้ายกับ ‘รัฐกึ่งอิสระ’ ที่ทำให้ขบวนการค้ายาเสพติดเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ปัจจัยทางด้านภูมิศาสตร์ของรัฐฉาน ซึ่งมีลักษณะเป็นพื้นที่ภูเขาสลับซับซ้อนและป่าไม้หนาแน่น ยังส่งผลให้รัฐบาลกลางมีข้อจำกัดในการใช้อำนาจรัฐเข้าไปควบคุมพื้นที่นั้นอย่างมีประสิทธิภาพ สุณัยกล่าวเพิ่มเติมว่า อำนาจการควบคุมพื้นที่ตกอยู่ที่กลุ่มชาติพันธุ์และกองกำลังติดอาวุธ จนในบางกรณี เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลางอาจต้องขออนุญาตจากกลุ่มชาติพันธุ์ก่อนถึงจะเดินทางเข้าไปได้

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ขบวนการค้ายาเสพติดยังถูกใช้เป็น ‘ท่อน้ำเลี้ยง’ ให้กับกองกำลังติดอาวุธ มีทุนเสริมสร้างขีดความสามารถทางการทหารเพื่อสู้รบกับกองทัพเมียนมา โดยเฉพาะกับกลุ่มโกกั้งและว้า ที่ขึ้นมามีอำนาจมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังเป็นกลุ่มที่สามารถหาแหล่งรายได้จากการสนับสนุนธุรกิจผิดกฎหมายอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น สแกมเมอร์ การสัมปทานทรัพยากรธรรมชาติอย่างป่าไม้ อัญมณี หรือแร่แรร์เอิร์ธ เป็นต้น

ที่ปรึกษา Human Rights Watch ประจำประเทศไทยกล่าวเสริมว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้พื้นที่สามเหลี่ยมทองคำในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้นคือ การมีผู้เล่นใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้น นั่นก็คือ กลุ่มอาชญากรชาวจีนที่เข้ามาทำธุรกิจในพื้นที่นี้อย่างผิดกฎหมาย หรือที่คนไทยคุ้นชื่อกันดีในชื่อ ‘จีนเทา’ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้ามาเป็นทั้งผู้ค้า ตัวกลาง และผู้เล่นในขบวนการค้ายาเสพติดของพื้นที่นี้

The Momentum ถามถึงบทบาทของจีนในประเด็นนี้ สุณัยกล่าวว่า จีนเป็นชาติมหาอำนาจที่ดำเนินนโยบายแบบ ‘ยึดผลประโยชน์แห่งชาติ’ เป็นหลักสำคัญ ดังนั้นจีนอาจจะยังไม่มีปฏิกิริยาอะไรมากต่อประเด็นดังกล่าว เนื่องจากในตอนนี้ประเทศจีนและชาวจีนยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง

หากเปรียบเทียบกับกรณีของขบวนการสแกมเมอร์ที่มีชาวจีนจำนวนมากถูกหลอกและลักพาตัว ทางการจีนมีการกดดันมายังกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการเดินหน้าปราบปรามขบวนการนี้อย่างเร่งด่วน

ขณะเดียวกัน การเร่งสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่นี้ภายใต้โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ยังอาจเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้การขนส่งยาเสพติดเป็นไปได้อย่างง่ายดายมากขึ้นอีกด้วย

ประเทศไทย = Transit Hub ยาเสพติด?

หลายครั้งเรามักเห็นการรายงานข่าวทำนองว่า มีการตรวจพบการขนส่งยาเสพติดผ่านประเทศไทยทั้งการนำเข้าและส่งออก สำหรับประเด็นนี้ สุณัยแสดงความคิดเห็นว่า มีปัจจัยที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นทางผ่านของยาเสพติด ดังนี้

- ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย ตั้งอยู่ศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ไทยกลายเป็นทั้งศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจและการคมนาคมไปโดยปริยาย

- ไทยเป็นหนึ่งในประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีระบบการคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ที่มีศักยภาพมากกว่าหลายประเทศ ทั้งการขนส่งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ

ดังนั้น หากจะกล่าวว่าประเทศไทยเป็นทั้งศูนย์กลางการเดินทาง มนุษย์ และยาเสพติดก็คงจะไม่ใช่เรื่องเกินจริงนัก

ทว่าสุณัยมองว่า ปัจจัยที่ทำให้ยาเสพติดสามารถเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยได้ เนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายของไทยยังไม่แข็งแรง นอกจากนี้ บ้านเราเองยังเกิดปัญหาการคอร์รัปชันทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้

อาเซียนยังคงล้มเหลวในการจัดการปัญหายาเสพติด

เมื่อถามถึงบทบาทของอาเซียน ที่ปรึกษา Human Rights Watch ประจำประเทศไทยกล่าวว่า ปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วทั้งอาเซียน อย่างไรก็ตาม การรวมตัวของกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อดำเนินกิจกรรมต่างๆ เป็นการรวมตัวที่ไม่เข้มแข็งเท่ากับการรวมกลุ่มอื่นๆ ในหลายพื้นที่ทั่วโลก

สำหรับประเด็นการจัดการกับขบวนการค้ายาเสพติด อาเซียนยังคงติดกับดัก ‘หลักฉันทมติ’ (Consensus) และ ‘หลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน’ (Non-Intervention) ที่ปรากฏอยู่ในกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) จนไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ ซึ่งจริงๆ แล้ว หลักการเหล่านี้ก็ยังเป็นข้อจำกัดในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางการเมืองของเมียนมา และประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนในอาเซียนด้วยเช่นกัน

ในทางกลับกัน สำหรับปัญหายาเสพติด อาเซียนมักได้รับความช่วยเหลือและความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมจากภายนอกมากกว่า อย่างออสเตรเลีย สหรัฐฯ หรือสหภาพยุโรป ไม่ว่าจะในรูปแบบของการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองระหว่างชาติ การประสานงานและการร่วมมือระหว่างผู้เชี่ยวชาญระดับสูง หรือปฏิบัติการลับในการจัดการกับปัญหายาเสพติด

ทางออกของเรื่องนี้ควรเป็นอย่างไรต่อ?

สุณัยมองว่า ปัญหานี้เป็นเรื่องซับซ้อนมาก และในระยะสั้น การแก้ปัญหายังคงเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเมียนมา ซึ่งในปัจจุบันอยู่ในฐานะ Failed State ไปแล้ว

ขณะเดียวกันด้วยข้อจำกัดของอาเซียน การแก้ไขปัญหาแบบภาพใหญ่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกประเทศสมาชิกก็ยากที่จะเกิดขึ้น ในทางกลับกัน ปัญหานี้จะถูกแก้แบบ ‘แก้ใคร แก้มัน’ และจะแก้ก็ต่อเมื่อเกิดประเด็นใหญ่ต่อสังคมเท่านั้น

สำหรับประเทศไทย สุณัยมองว่า ประเทศไทยมีกฎหมายที่ดีอยู่แล้ว รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ยังเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีคุณภาพและทำงานได้ดี แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือ การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ต่อเนื่องและจริงจัง

ไม่เพียงแค่นั้น การทำงานระหว่างหน่วยงานยังขาดความต่อเนื่อง ทำให้การประสานงานเพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าวค่อนข้างขาดประสิทธิภาพ

สุณัยทิ้งท้ายไว้ว่า อีกหนึ่งประเด็นที่มีความสำคัญมากคือ รัฐบาลไทยจะต้องแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันให้หมดไปจากประเทศให้ได้ เพื่อป้องกันบรรดานักการเมืองของประเทศเข้าไปเอี่ยว หรือมีส่วนเกี่ยวข้องให้ขบวนการดังกล่าวเติบโตในประเทศไทยต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...