บันทึกหน้า 4
ต้องบอกว่า “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีสร้างผลงานเข้าตาเสียจริงๆ เพราะเล่นโพล่งเสนอให้ยุบ “กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)” กลางวงประชุมกรรมาธิการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 เพราะเล่าเอาตั้งแต่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จนถึง “พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์” เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน. ต้องออกมาประสานเสียงว่าทำไม่ได้และไม่ควรทำ …๐
แม้แต่ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรีมือกฎหมายรัฐบาลยังบอกว่ายกเลิกหน่วยงานทำได้ แต่ไม่ง่าย แหม! ไม่รู้ว่า “ลุงวันนอร์” เป็นเดือดเป็นแค้นอะไรกับ กอ.รมน.นักหนา หรือเพราะเห็นว่า “กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” และ “กระทรวงวัฒนธรรม” ที่จะมีการผนวกผสมใหม่เป็น “กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว” และ “กระทรวงกีฬา” เลยทำให้ “วันนอร์” ได้ไอเดียมายุบ กอ.รมน. ด้วย แต่ที่ขำไม่ออกคือในเวทีเดียวกัน “วีระ ธีระภัทรานนท์” ที่ปรึกษา กมธ.ก็เสนอให้ยุบ “สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)” แต่เรื่องกลับเงียบหายไปในสายลมไม่มีใครพูดหรือเอ่ยอ้างถึง …๐
หันมาดูเรื่องร้อนข้ามสัปดาห์อย่างการทุจริตการสอบท้องถิ่นกันบ้าง เพราะล่าสุด “สุรพงษ์ อินทรถาวร” เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษก ป.ป.ช. ได้แถลงความคืบหน้าคดีว่าได้ตั้งเป็นคดีพิเศษแล้ว โดยพุ่งเป้าไป 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริหารระดับสูงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, เจ้าหน้าที่รัฐ, นายหน้าเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบ และบุคคลอื่น ที่สำคัญ ป.ป.ช.ยังประสานกับ “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” หรือดีเอสไอ มาเป็นกรรมการด้วย …๐
ขณะที่ “ปกรณ์” เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 ครั้งแรก ก็ได้วางไทม์ไลน์ว่าจะส่งรายงานชุดแรกให้นายกฯ หนูในวันที่ 15 ก.ค. และชุดที่สองในวันที่ 27 ก.ค.นี้ แต่ที่ร้อนฉ่าก็คือ “ปกรณ์” ได้สั่งให้คณะกรรมการปิดช่องโหว่ให้ผู้เกี่ยวข้องในคดีโกงครั้งนี้ไม่มีโอกาสเข้าสู่ประตูการเมือง หรือ พูดง่ายๆ ภาษาชาวบ้านคือ ขึ้นบัญชีหนังหมาในการเป็นนักการเมือง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะครอบคลุมทั้งในระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติแค่ไหน งานนี้ต้องติดตาม …๐
ต้องบอกว่าช่วงนี้รองนายกฯ ปกรณ์ฮอตจริงๆ เพราะล่าสุดยังมีการเสนอแนวคิดให้เออร์ลีรีไทร์สำหรับข้าราชการสมัครใจที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหางบประมาณในอนาคต ที่นับวันกำลังจะกลายเป็นดินพอกหางหมู ซึ่ง “รองนายกฯ เล็ก” ก็ให้เหตุผลว่า ที่เจาะจงอายุ 40 ปีขึ้นไปเพื่อให้ปรับตัวในที่ทำงานใหม่ได้ หากเอา 50หรือ 55ปีขึ้น ก็เหมือนดังสุภาษิตบอกไว้นั่นแลว่า “ไม้แก่ดัดยาก” …๐
พูดถึงข้าราชการแล้วจะไม่เอ่ยถึงมติคณะรัฐมนตรีล่าสุดที่ได้ย้าย “พงษ์สวาท นีละโยธิน” ปลัดยุติธรรมหญิงมานั่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ (นักบริหารระดับสูง) และให้ “ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร” เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) มานั่งปลัด ยธ.แทนไม่ได้ แม้ “พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์” รมว.ยุติธรรม จะบอกว่าเป็นการย้ายตามวงรอบ เพราะเจ้าตัวนั่งรากงอกมาครบ 4 ปีแล้ว แต่ดูเหมือน “พงษ์สวาท” จะไม่อยากมานั่งตบยุงในเก้าอี้ใหม่ เพราะล่าสุดได้ยื่นหนังสือลาออกแล้ว แต่งานนี้ “บิ๊กรุท” ยังไม่กล้าเซ็นอนุมัติด้วยเหตุผลว่า “อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าทำได้หรือไม่” เพราะ “พงษ์สวาท” มีชื่อถูกยื่นตรวจสอบปมคดีเอื้อทักษิณนอนชั้น 14 รพ.ตำรวจ ที่ ป.ป.ช.ดำเนินการอยู่ เรียกว่าเมื่อมี “พี่โทนี่” เข้ามาเอี่ยวมาเกี่ยวทีไร ก็มักอีนุงตุงนังกันเสียจริงๆ …๐
หันมาดูเรื่องหุ้นๆ ของคนรวยกันบ้าง เพราะล่าสุดก็เกิดกรณีเศรษฐีหุ้นทิพย์ โดยจนป่านนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่า “สุภาพร พิมพงษ์” กับเงินหมื่นล้านในการขึ้นเป็นบิ๊กเนมในทำเนียบนักลงทุนไทยหน้าตาเป็นอย่างไร แต่กลับไปมีชื่อปรากฏบนแบบรายงาน 246-2 ของสำนักงาน ก.ล.ต. ว่าเป็นผู้ถือครองหุ้นยักษ์ใหญ่ของประเทศในสัดส่วนที่สูงลิ่ว มูลค่ารวมกันนับหมื่นล้านบาท ไล่มาตั้งแต่ “หุ้นทรู-เมเจอร์-จี เจ สตีล-ธนาคารกรุงเทพ-ธนาคารกสิกรไทย-เอเชีย เอวิเอชั่น” แต่ในบัญชีจริงกลับไม่มีแม้แต่หุ้นเดียว ซึ่งต้องบอกว่าเป็นช่องโหว่เชิงโครงสร้างการจัดการข้อมูลที่น่าปริวิตกอย่างยิ่ง และ จนป่านนี้ก็ไม่รู้ว่า “สุภาพร พิมพงษ์” ทำไปเพื่ออะไร และหน่วยงานเกี่ยวกับตลาดทุนจะจัดการอย่างไร หรือจะปล่อยให้เรื่องเงียบหายตามประสาคนรวยๆ กันจ๊ะ …๐
ท.ศักดิ์