โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เตือน “ASEAN” ต้องเปลี่ยนสู่โอกาสใหม่ก่อนถูกวิกฤติบีบให้เปลี่ยน

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 7 มิถุนายน 2569 เวลา 5.42 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ศาสตราจารย์ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานสภาสันติภาพและการปรองดองแห่งเอเชีย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ในยุคที่โลกหมุนไวและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน อาเซียนที่กำลังจะก้าวสู่ปีที่ 60 อยู่ท่ามกลางกระแสการหยุดชะงัก (Disruptions) ในหลากหลายมิติที่ไม่ได้เกิดขึ้นแยกกัน แต่กลับส่งผลกระทบและเชื่อมโยงถึงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามสำคัญคือ อาเซียนจะปรับตัวอย่างไรเพื่อไม่เพียงแค่ “อยู่รอด” จากวิกฤติ แต่สามารถ “คว้าโอกาส” ใหม่ ๆ มาสร้างการเติบโตในอนาคต

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ศูนย์ ซี อาเซียน (C asean) จัดงานประจำปี C asean Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ “Navigating ASEAN’s Future: Gearing Towards the 60th Anniversary” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองและเตรียมความพร้อมให้กับภูมิภาคอาเซียนก่อนจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 60 ของการก่อตั้งในปี 2027 และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคตโดยไฮไลต์สำคัญของงานในปีนี้คือการร่วมต้อนรับเอกอัครราชทูตจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ในฐานะสมาชิกใหม่ล่าสุดของครอบครัวอาเซียนอย่างเป็นทางการ

ศาสตราจารย์ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานสภาสันติภาพและการปรองดองแห่งเอเชีย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้กล่าวปาฐกถาหลักในหัวข้อ “ASEAN Milestones and Future Directions” เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 11 ชาติยกระดับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อรับมือกับวิกฤติโลกที่เกิดขึ้นพร้อมกันและส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน

“หัวข้อการสัมมนาในวันนี้ถือว่าเหมาะสมกับเวลาเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกที่เราอาศัยอยู่ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มาจากหลากหลายทิศทาง” ดร.สุรเกียรติ์ กล่าว

7 การเปลี่ยนแปลงที่กำลังกระทบอาเซียนพร้อมกัน

ดร.สุรเกียรติ์ได้ระบุถึงการหยุดชะงัก (disruption) ขนาดใหญ่ 7 ด้านที่ไม่ใช่สิ่งที่กำลังจะมาถึง แต่ “อยู่กับเราแล้วในขณะนี้”

“มีความเปลี่ยนแปลงเชิงพลิกผัน (Disruptions) หลายด้านที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน และความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็ไม่ได้กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบกับเราอยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะรับรู้หรือไม่ก็ตาม” ดร.สุรเกียรติ์กล่าว

Disruptions ที่เกิดขึ้นได้แก่

1) เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Generative AI กำลังเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงาน อาชีพ ระบบการศึกษา ตลาดแรงงาน และระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

AI สร้างงานใหม่ ขณะเดียวกันก็ทำให้บางอาชีพหายไป รวมถึงส่งผลต่อระบบการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ การบรรยายในห้องเรียนแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะนักเรียนสามารถเข้าถึงข้อมูลและองค์ความรู้ผ่าน AI ได้

บทบาทของอาจารย์จึงต้องเปลี่ยนจาก “ผู้บรรยาย” ไปเป็น “โค้ช” และการจะเป็นโค้ชได้ อาจารย์จำเป็นต้องมีประสบการณ์จริงจากภาคธุรกิจและชีวิตจริงด้วย

“คำถามสำคัญคือ อาเซียนจะสร้างทั้ง “ผู้ใช้ AI” และ “ผู้สร้างนวัตกรรม AI” ได้อย่างไร แม้เราอาจไม่สามารถแข่งขันกับสหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมนี หรือสิงคโปร์ได้ในฐานะผู้พัฒนาเทคโนโลยีระดับโลก แต่เราจำเป็นต้องมีประชากร เอกชน ภาครัฐ และองค์กรที่ใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะประเทศที่ใช้ AI ได้มาก ย่อมก้าวหน้าเร็วกว่าประเทศที่ไม่ใช้ ไม่มีผู้ใช้ AI” ดร.สุรเกียรติ์กล่าว

2) ประชากร ประเทศไทย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และจีน กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม วิกฤติที่เกิดจากผลิตภาพทางเศรษฐกิจที่ลดลงจากโครงสร้างประชากรนี้ยังมีโอกาสในรูปของ “เศรษฐกิจอายุยืน” (Longevity Economy) และ “เศรษฐกิจสุขภาพ” (Wellness Economy)

การผสานการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ด้วยเทคโนโลยี AI เข้ากับเศรษฐกิจอายุยืน จะช่วยลดช่องว่างระหว่าง “อายุขัย” (Lifespan) และ “ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี” (Health Span)

ปัจจุบันคนมีอายุยืนขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทย ยาวนานกว่าแต่ก่อนมาก แต่ช่วงเวลาที่สามารถใช้ชีวิตและทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพยังสั้นกว่ามาก ความแตกต่างนี้ในหลายประเทศอาจสูงถึง 20 ปี

3) สิ่งแวดล้อม สิ่งที่โลกกำลังเผชิญไม่ใช่เพียง “Climate Change” แต่เป็น “Climate Crisis”

สหประชาชาติถึงกับใช้คำว่า “Climate Catastrophe” หรือหายนะทางสภาพภูมิอากาศ ขณะที่คำว่า “Global Boiling” เริ่มถูกใช้แทน “Global Warming”

เราเผชิญน้ำท่วม ภัยแล้ง คลื่นพายุ ฝุ่น PM2.5 แผ่นดินไหว และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจสีเขียวไม่ควรถูกมองว่าภาระของธุรกิจอีกต่อไป แต่เป็น “Green for Growth” หรือเส้นทางสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ

4) ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ โลกมีการแบ่งขั้ว (Decoupling) ทางด้านการค้า การลงทุน และเทคโนโลยี โดยเฉพาะระหว่างประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา ระบบพหุภาคีกลายเป็นข้อตกลงทวิภาคี (Bilateralization) และเอกภาคี (unilateralization) องค์การการค้าโลก (WTO) ล่มสลาย

ระบบการเงินกำลังเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่เราเรียกว่า การลดการพึ่งพาดอลลาร์ (De-dollarization) ไม่ว่าจะมีประสิทธิภาพหรือไม่ หรือจะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ตาม แต่หลายประเทศในโลกกำลังมองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสกุลเงินยูโร หรือสกุลเงินหยวน (RMB) บางประเทศได้ร่วมมือกับจีนในการซื้อและขายน้ำมัน รวมถึงพลังงานในสกุลเงินหยวน

เรามีคำศัพท์ใหม่เกิดขึ้น เราไม่ใช้คำว่า “ปิโตรดอลลาร์” (Petrodollar) อีกต่อไปแล้ว แต่เราใช้คำว่า “ปิโตรหยวน” (Petroyuan) แทน

ขณะเดียวกันนักลงทุนหันไปพึ่งพาทองคำ เงินและสินค้าโภคภัณฑ์มากขึ้น เนื่องมาจากความผันผวนที่เป็นผลพวงมาจากสงคราม

ในการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) เมื่อต้นปีนี้ มีการหยิบยกประเด็นเรื่องการใช้สเตเบิลคอยน์ (Stablecoin) ขึ้นมาหารือกันอย่างจริงจัง จากข้อเท็จจริงที่ว่าเราไม่สามารถพึ่งพาสกุลเงินหลัก (Hard Currency) ได้อีกต่อไป

“จะเห็นได้ว่าระบบการเงินรูปแบบใหม่นี้กำลังอุบัติขึ้นอย่างแท้จริง”

5) การศึกษา ความต้องการเรียนหลักสูตรปริญญาแบบดั้งเดิมลดลง ขณะที่หลักสูตรระยะสั้นและ Non-Degree Program ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

การพัฒนาทักษะใหม่ การยกระดับทักษะ ทักษะใหม่ เป็นNon-Degree Program แบบใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงการศึกษาในหลายส่วนของประเทศในกลุ่มอาเซียน

ตลาดแรงงานต้องการการ Reskill, Upskill และ New Skill มากกว่าปริญญาเพียงอย่างเดียว

ความท้าทายของหลายประเทศในอาเซียน รวมถึงไทย คือยังไม่สามารถผลิตบัณฑิตได้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

6) สุขภาพและการระบาด แม้โลกจะผ่านพ้นโควิด-19 มาแล้ว แต่ความเสี่ยงจากโรคระบาดใหม่ยังคงอยู่

บทเรียนจาก COVID-19 ชี้ให้เห็นว่า “ความเท่าเทียมด้านสุขภาพ” (health equity) สำคัญกว่า “ความเสมอภาคด้านสุขภาพ” (health equality) กลุ่มเปราะบาง คนยากจน และผู้พิการ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนห้การเข้าถึงบริการสาธารณสุขมากกว่ากลุ่มอื่น

7) พลังงาน โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียว พลังงานทางเลือก แต่ถูกขัดจังหวะด้วยนโยบาย “Drill, Baby, Drill” ส่งเสริมการขุดเจาะน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล จากผู้นำของประเทศหนึ่ง และจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลายประเทศในอาเซียนที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานกำลังวางแผนเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือก

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยิ่งตอกย้ำความจำเป็นของการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการลงทุนในพลังงานทางเลือก

ก้าวสำคัญและทิศทางในอนาคตของอาเซียน

ดร.สุรเกียรติ์กล่าวว่า เพื่อให้ก้าวผ่าน disruption เหล่านี้ อาเซียนที่กำลังก้าวไปสู่การครบรอบ 60 ปี จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ ผ่าน 6 แนวทางหลัก ได้แก่

แนวทางที่ 1: ความเป็นเอกภาพ ความคล่องตัว และความยืดหยุ่น อาเซียนต้องมีความสามัคคีมากขึ้น สามารถตัดสินใจและปรับตัวได้รวดเร็วเมื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

ดร.สุรเกียรติ์ย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงพลิกผันทั้ง 7 ด้านเกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นพร้อมกันและส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน “การหยุดชะงักแต่ละมิติไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวโดยลำพังในตัวเอง” ดังนั้นให้อาเซียนมีความเป็นเอกภาพ คล่องตัว และยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

“ท่ามกลางการหยุดชะงักเหล่านี้ อาเซียนจำเป็นต้องรวมตัวกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากยิ่งขึ้น เราต้องมีความว่องไว (Agile) มากขึ้น และเราต้องมีความยืดหยุ่นพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง (Resilient) มากยิ่งขึ้น” ดร.สุรเกียรติ์กล่าว

แนวทางที่ 2: แลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด ประเทศสมาชิกควรแบ่งปันละแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ในการแก้ปัญหาที่ได้ผลจากวิกฤติต่างๆ ให้มากขึ้น เพราะแต่ละประเทศมีองค์ความรู้ที่ต่างกัน ทั้งนี้ วิกฤติยังนำมาซึ่งโอกาส เช่น เศรษฐกิจอายุยืน เทคโนโลยี AI และการบรรเทาภาวะโลกร้อนด้วยการค้าคาร์บอนเครดิต

แนวทางที่ 3: เสริมสร้างความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ดร.สุรเกียรติ์กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า หลักการ ASEAN Centrality ยังไม่ถูกนำไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพเสมอไป โดยยกตัวอย่างกรณีเมียนมาและฝุ่น PM2.5 หมอกควันข้ามพรมแดน (Haze) ที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อหลายประเทศในอาเซียนเป็นระยะ ๆ รวมถึงวิกฤติสภาพภูมิอากาศ

ดร.สุรเกียรติ์กล่าวว่า ควรมีการประชุมรัฐมนตรีอาเซียน แบบฉุกเฉินเหมือนครั้งวิกฤติโรคซาร์สที่สามารถจัดประชุมผู้นำอาเซียนบวกหนึ่ง (อาเซียนบวกจีน ได้ภายใน 7 วัน ซึ่งเป็นการประชุมแบบไม่มีเน้นพิธีการไม่มีงานเลี้ยงต้อนรับ แต่มุ่งหารือเพื่อรับมือกับโรคระบาดซาร์สในเวลานั้น

“ผมยังไม่ค่อยได้เห็นสิ่งนี้มากนักเมื่อเกิดปัญหาขึ้นในอาเซียน ที่รัฐมนตรีประจำเสาหลักหรือผู้นำอาเซียนจะสามารถมารวมตัวกันได้อย่างรวดเร็วเพื่อจัดการกับปัญหาและพยายามหาทางออกร่วมกัน หรืออย่างปัญหาในเมียนมาที่กำลังเกิดขึ้นภายในครอบครัวอาเซียนของเราเอง เราไม่ได้กำลังพูดว่าใครถูกหรือใครผิด แต่ผมไม่คิดว่าเราจะปล่อยให้มีการสู้รบภายในจนทำให้เกิดผู้พลัดถิ่นขึ้นมาได้ เพราะมันคือการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในประเทศเพื่อนบ้านของเรา” ดร.สุรเกียรติ์กล่าว

ดร.สุรเกียรติ์เรียกร้องให้นำหลักการ “ASEAN Affairs Come First” มาใช้ เช่นเดียวกับที่สหภาพยุโรปใช้หลัก “European Affairs Come First”

โดยอธิบายว่า ในสหภาพยุโรปมีหลักการหนึ่งที่เรียกว่า “กิจการยุโรปต้องมาก่อน” (European affairs come first) ยกตัวอย่างเช่น หากมีกำหนดการประชุมระหว่างอาเซียนกับอียู แล้วอียูเกิดมีประเด็นสำคัญกระทันหัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศในยุโรป อียูจะยกเลิกนัดอาเซียนทันที แล้วทุกประเทศจะไปประชุมร่วมกันที่กรุงบรัสเซลส์ภายในเวลาวันครึ่ง เพราะกิจการยุโรปต้องมาก่อน

“ถ้าเกิดเรื่องแบบเดียวกันนี้ในอาเซียน ผมไม่คิดว่าเราจะทำแบบนั้น ดังนั้น ผมจึงคิดว่าจิตวิญญาณของหลักการ “กิจการอาเซียนต้องมาก่อน” (ASEAN affairs come first)” จำเป็นต้องได้รับการรื้อฟื้นกลับมา” ดร.สุรเกียรติ์กล่าว

ดร.สุรเกียรติ์กล่าวว่า อาเซียนเป็นแพลตฟอร์มสำหรับแนวคิดใหม่ ๆ ท่ามกลางการหยุดชะงักทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ แต่ละประเทศอาเซียนคนไม่ได้เป็นประเทศใหญ่ และการนำ 11 ประเทศมารวมกันก็ไม่ได้มีขนาดใหญ่นักเมื่อเทียบกับประเทศมหาอำนาจ

“แต่สิ่งที่อาเซียนมีคือสิ่งที่เราเรียกว่า “พลังแห่งการเป็นผู้ประสาน” (Convening Power) อันเนื่องมาจากความหลากหลายของอาเซียน อาเซียนอยู่ในจุดที่สมบูรณ์แบบในการเป็นผู้จัดประชุม เชิญชวน และเรียกให้ทุกคนมารวมตัวกัน มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ และช่วยกันคิดว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป”ดร.สุรเกียรติ์กล่าว

พร้อมยกตัวอย่างเช่น การสร้างระเบียบเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างประเทศใหม่ บางประเทศในอาเอเชียทำไม่ได้เพราะมีขนาดใหญ่เกินไป ขณะที่บางประเทศในเอเชียก็ทำไม่ได้เพราะมีขนาดเล็กเกินไป แต่อาเซียนที่มี 11 ประเทศอยู่ร่วมกัน ด้วยภูมิหลังทางชาติพันธุ์ที่หลากหลาย ภูมิหลังทางศาสนาที่หลากหลาย รวมถึงภูมิหลังทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ที่หลากหลาย หากหันมาร่วมมือกัน ก็จะสามารถสร้างคำศัพท์ใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ และนั่นก็คือ “สถาปัตยกรรมพลังงานระดับภูมิภาคใหม่” (New Regional Energy Architecture)

“ผมคิดว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำเป็นต้องพิจารณาสถาปัตยกรรมพลังงานระดับภูมิภาคใหม่ ในลักษณะเดียวกับที่เราเคยคิดหรือริเริ่มสร้างความตกลงมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative) ให้เป็นระบบพหุภาคี ซึ่งศาสตราจารย์ โจเซฟ สติกลิตซ์ (Joseph Stiglitz) เคยกล่าวไว้ว่า สถาปัตยกรรมทางการเงินของเอเชียรูปแบบใหม่กำลังอุบัติขึ้น” ดร.สุรเกียรติ์กล่าว

แนวทางที่ 4: ใช้กรอบพหุภาคี อาเซียนต้องทำให้การกระทำทวิภาคีและเอกภาคีของมหาอำนาจกลายเป็นพหุภาคี โดยใช้กลไกที่มีอยู่อย่างเต็มที่ ได้แก่ ASEAN+3, ASEAN PMC, ARF, ASEAN Finance Ministers’ Meeting, ASEM Finance Ministers, และ ACD ซึ่งมีสมาชิก 33 ประเทศในเอเชีย

ดร.สุรเกียรติ์กล่าวว่า อาเซียนควรใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือพหุภาคี ในขณะที่กลุ่มประเทศมหาอำนาจต่างใช้มาตรการแบบทวิภาคี (สองฝ่าย) และเอกภาคี (ฝ่ายเดียว) โดยพื้นฐานแล้วเห็นว่าอาเซียนควรหันมาร่วมมือกันเพื่อเปลี่ยนมาตรการแบบทวิภาคีและเอกภาคีเหล่านั้นให้กลายเป็นแนวทางพหุภาคี (หลายฝ่าย)

อาเซียนเองก็มีสถาปัตยกรรมระดับภูมิภาคที่จะทำสิ่งนี้ได้ แต่ต้องใช้ประโยชน์ให้มากกว่านี้ ทั้งการประชุมอาเซียน (ASEAN meeting) การประชุมอาเซียนพลัสทรี (ASEAN Plus Three) ซึ่งรวมถึงจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ รวมทั้งการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา (ASEAN PMC) ซึ่งครอบคลุมมากกว่า 20 ประเทศ และมีการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ARF)

นอกจากนี้ยังมีอีก 2 เวทีสำคัญ เวทีแรกคือ อาเซียนมีฟอรัมการประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียน (ASEAN Finance Ministers’ Meeting) และอีกเวทีคือ อาเซียนมีฟอรัมการประชุมรัฐมนตรีคลังเอเชีย-ยุโรป (ASEM Finance Ministers’ Forum)

“ทั้งสองเวทีนี้ควรนำมาใช้ประโยชน์ ประเทศใดในอาเซียนก็สามารถเป็นเจ้าภาพในประเด็นเฉพาะนี้ได้ ทั้งนี้ ประเทศไทยมีความได้เปรียบเนื่องจากเราเพิ่งได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank IMF Board of Governors) ไปเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว”ดร.สุรกียรติ์กล่าวและว่า ในช่วงการประชุมธนาคารโลกและ IMF อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะมาร่วมระดมสมองกันเพื่อจัดการกับวิกฤติพลังงานในปัจจุบัน

โดยในส่วนของสถาปัตยกรรมการริเริ่มด้านพลังงานระดับภูมิภาค ไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องพลังงานอย่างเดียวเท่านั้น แต่ครอบคลุมการจัดหาเงินทุนสำหรับพลังงาน เรื่องห่วงโซ่อุปทาน ผลกระทบที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ และ “สงครามเงินเฟ้อ” (Inflation war) ที่กำลังจะมาถึงในเร็ว ๆ นี้

แนวทางที่ 5: ฟื้นฟู ความเป็นเพื่อนพ้องอาเซียน ASEAN Camaraderie ดร.สุรเกียรติ์แสดงความห่วงใยว่า “ความเป็นเพื่อนพ้องอาเซียน” หรือมิตรภาพของอาเซียน (ASEAN camaraderie) ระหว่างผู้นำและรัฐมนตรีในทุกระดับได้จางลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จำเป็นต้องสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขึ้นใหม่

“อาเซียนควรให้ความสำคัญกับอาเซียนอีกครั้ง และผมอยากจะใช้คำว่า มิตรภาพและความเป็นกัลยาณมิตร (Camaraderie) ในอดีต ผู้นำอาเซียนสามารถพบปะพูดคุยกันได้ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่เพียงปีละครั้ง และสามารถโทรศัพท์พูดคุยกันได้ รัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีประจำเสาหลักต่าง ๆ ของอาเซียนสามารถมารวมตัวกันอย่างไม่เป็นทางการได้เป็นระยะ ๆ อยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ผมจึงคิดว่าต้องส่งเสริมเรื่องนี้ และต้องได้รับการเน้นย้ำอีกครั้ง มันดูเหมือนกับว่า ความความเป็นเพื่อนพ้องของอาเซียนได้จางลงไป ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และผมคิดว่าเราจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งด้านนี้มากขึ้นในปัจจุบัน”

แนวทางที่ 6: อาเซียนที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง ต้องส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนและชุมชนฐานราก เพื่อให้จิตวิญญาณของอาเซียนไม่หยุดอยู่แค่ภาพผู้นำจับมือกัน แต่ต้องซึมซับสู่ระดับล่างอย่างแท้จริง โดยยึดหลัก “พลังจากความหลากหลาย” (Strength out of Diversity)

ดร.สุรเกียรติ์กล่าวว่า จะต้องยกระดับบทบาทของอาเซียนในฐานะประชาคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมต้องยกระดับบทบาทของคนรุ่นใหม่และบทบาทของอาเซียน เพื่อให้อาเซียนสามารถเป็นประชาคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางได้อย่างแท้จริง ทุกวันนี้ภาพจำของอาเซียน คือภาพที่ผู้นำอาเซียนมายืนเรียงแถวร่วมกัน แต่ต้อง”ผลักดันจิตวิญญาณของอาเซียน หรือหลักการที่ว่า “กิจการอาเซียนต้องมาก่อน” นั้น ให้สามารถถ่ายทอด คัดกรองลงไปสู่ระดับรากหญ้า สู่คนรุ่นใหม่ และไปสู่ชุมชนได้”

“เราต้องยกระดับ ความแข็งแกร่งจากความหลากหลาย ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” ดร.สุรเกียรติ์กล่าว

ต้องเปลี่ยน ก่อนที่จะถูกสถานการณ์บีบให้เปลี่ยน

ดร.สุรเกียรติ์ได้เตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่สภาวะ “ไม่มีสันติภาพและไม่มีสงคราม” (No peace and no war situation)ซึ่งเป็นวิกฤติระยะยาวที่ยืดเยื้อ และแต่เป็นความยาวนานในเชิงลบ โดยชี้ว่าแม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยุติลง ปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทานพลังงาน การบูรณะโครงสร้างพื้นฐาน และแรงกดดันเงินเฟ้อ ยังคงอยู่กับโลกอีกอย่างน้อย 1-2 ปี เพราะการฟื้นฟูสิ่งปลูกสร้าง โรงแก๊ส และโรงน้ำมันในกาตาร์ ในคูเวต และที่อื่น ๆ นั้น ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งหรือสองปีในการดำเนินการ

โดยปกติแล้ว สิ่งที่อยู่ยาวนานมักจะถูกมองว่าเป็นเรื่องดี แต่สิ่งนี้คือ “วิกฤติที่ลากยาวนานยิ่งขึ้น” (Longer-lasting crisis) “เราอาจจะมีทางออกชั่วคราวอย่างเช่น วิธีการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่การแก้ปัญหาแบบชั่วคราวเท่านั้น”

ดร.สุรเกียรติ์ยอมรับว่า “วิถีอาเซียน” (ASEAN way) เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของอาเซียน ที่เป็นจุดอ่อนของอาเซียนเพราะอาเซียนไม่สามารถตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว แต่มันก็เป็นจุดแข็งของอาเซียนเช่นกันเพราะวิถีอาเซียนนี้เป็นสิ่งเยียวยาและหลอมรวมอาเซียนไว้ด้วยกัน

“โจทย์สำคัญคือจะผสานทั้งสองสิ่งนี้เข้าด้วยกันอย่างไรให้เก็บเกี่ยวประโยชน์จากจุดแข็งเพื่อความอยู่รอดท่ามกลางความปั่นป่วนของโลก” ดร.สุรเกียรติ์กล่าวและว่า อาเซียนจำเป็นต้องทำงานร่วมกันและขับเคลื่อนไปด้วยกันให้มากกว่าที่เคยเป็นมา

ดร.สุรเกียรติ์กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือจะต้องสร้างความมั่นใจว่า ความไว้วางใจ ความสบายใจต่อกัน และความเป็นเพื่อนพ้อง ระหว่างบุคคลสำคัญของอาเซียนในทุกระดับชั้น รวมถึงความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน (ASEAN centrality) ในฐานะแกนหลัก ตลอดจนความว่องไวและความยืดหยุ่นพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของอาเซียน “สิ่งเหล่านี้คือกุญแจสำคัญสู่ความอยู่รอดของเรา”

“ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและการหยุดชะงักทั้งหมดนี้ในโลก ผมคิดว่าพวกเราจำเป็นต้องเปลี่ยน ก่อนที่เราจะถูกสถานการณ์บีบให้เปลี่ยน ผมคิดว่าพวกเราทุกคนในทุกๆ ภาคส่วน จำเป็นต้องปฏิรูปกรอบความคิด (Transformation of mindset) เพราะวิกฤติจะเป็นตัวกำหนดและบีบให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน หากเราไม่ตระหนักรู้ว่าวิกฤติจะบีบให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน พวกเราก็จะเป็นฝ่ายที่ล้าหลังอย่างมากต่อสิ่งที่เป็นไปในโลกใบนี้” ดร.สุรเกียรติ์กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...