โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"Sunk Cost Fallacy" อคติจากต้นทุนจม จิตวิทยาที่มิจฉาชีพใช้หลอกลงทุน ล่อเหยื่อให้ยอมโอนเงินซ้ำ ๆ

Thairath Money

อัพเดต 02 มิ.ย. เวลา 03.44 น. • เผยแพร่ 02 มิ.ย. เวลา 03.39 น.
ภาพไฮไลต์

“พี่โอนมาอีกแค่ 10,000 บาท ก็จะได้เงินทั้งหมดคืนแล้ว"

"ลงทุนไป 50,000 บาท ถ้าหยุดตอนนี้ จะเอาเงินออกจากระบบไม่ได้นะ"

ประโยคเหล่านี้คือนิทานเรื่องเดิมที่มิจฉาชีพใช้เล่าซ้ำ ๆ ในข่าวอาชญากรรมทางการเงินรายวัน หลายคนฟังข่าวแล้ว อาจจะตั้งคำถามด้วยความไม่เข้าใจว่า “ทำไมเหยื่อถึงยอมโอนเงินเพิ่มทีละเป็นแสนเป็นล้าน ทั้งที่รู้ว่าโดนหลอก?” หรือคิดง่าย ๆ แค่ว่าพวกเขาเหล่านั้นคงโดนความโลภบังตา

แต่รู้หรือไม่ ? ในความเป็นจริงของโลกพฤติกรรมศาสตร์ มันมีสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น ที่ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนมือใหม่ หรือแม้แต่คนทั่วไปจำนวนมาก ก็เคยพ่ายแพ้ต่อกลไกจิตวิทยาของตัวเองที่ชื่อว่า "Sunk Cost Fallacy" หรือ "อคติจากต้นทุนจม” กันมานักต่อนักแล้ว

เจ็บแต่ไม่จบ ! อคติที่แฝงตัวอยู่ในชีวิตประจำวัน

คำว่า "ต้นทุนจม" (Sunk Cost) ในทางเศรษฐศาสตร์ อาจหมายถึง เงิน เวลา หรือแรงกายที่จ่ายไปแล้ว และไม่มีวันเรียกคืนกลับมาได้ ซึ่งตามหลักการที่ถูกต้อง ก็ค่อ เราไม่ควรเอาต้นทุนที่เสียไปแล้วนี้ มาคิดในการตัดสินใจอนาคต แต่ความจริงแล้ว “สมองของมนุษย์ของเรา” ไม่ได้เป็นโรบอตที่คิดด้วยเหตุผลร้อยเปอร์เซ็นต์แบบนั้นเสมอไป

ใครเคยมีพฤติกรรมแบบนี้บ้าง? ลองเช็กดู

  • กินบุฟเฟต์เอาให้คุ้ม: ทั้งที่อิ่มจนจุกและทรมานร่างกายมากแล้ว แต่ก็ยังตักฝืนกินต่อ เพราะเสียดายเงินค่าหัวที่จ่ายไป
  • ติดดอยหุ้นไม่เติบโต: ซื้อหุ้นโดยไม่ได้ศึกษาข้อมูลให้ดี พอหุ้นตกฮวบเพราะบริษัทไม่มีอนาคต แทนที่จะตัดขาดทุน (Cut Loss) กลับเลือกที่จะ "ซื้อถัวเฉลี่ย" ไปเรื่อย ๆ เอาเงินใหม่ไปถมทับเงินเสีย เพียงเพราะหวังลึก ๆ ว่าสักวันมันจะกลับมาเท่าทุน ทั้งที่จริง ๆ เป็นการสูญเสียโอกาสที่จะเอาเงินก้อนนั้นไปทำกำไรกับสิ่งอื่น

พฤติกรรมข้างต้น เกิดขึ้นเพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” ซึ่งนี่เอง ได้กลายเป็น กับดักช่องโหว่รูเบ้อเริ่ม ที่มิจฉาชีพใช้เป็นอาวุธเข้ามาควบคุมการตัดสินใจของเรา ไม่ว่าจะเป็น คดีหลอกเทรดสินทรัพย์ดิจิทัล ,คดีหลอกลงทุนทองคำ ,คดีหลอกเทรดหุ้นจำลอง และ คดีหลอกลงทุนหุ้นต่างประเทศ

สเต็ปกลโกง มิจฉาชีพใช้ Sunk Cost Fallacy สูบเงินเราได้อย่างไร?

อ้างอิงข้อมูลวิเคราะห์จาก ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า แก๊งหลอกลงทุนออนไลน์ หรือพวก Romance Scam จะมีกระบวนการทำงานจิตวิทยาที่แยบยลและเป็นขั้นเป็นตอนในการเปลี่ยนอคตินี้ให้เป็นเครื่องมือรีดเงิน ดังนี้

  • ขั้นตอนที่ 1: ฝัง "ต้นทุนจม" ก้อนแรก มิจฉาชีพจะเริ่มล่อลวงให้เราโอนเงินจำนวนไม่มากก่อน เช่น ค่าสมัครกลุ่มทำงาน ค่าเปิดพอร์ตลงทุน หรือค่าธรรมเนียมเบื้องต้น แถมบางครั้งยังใจดีให้ผลตอบแทนหรือกำไรกลับมาจริง ๆ ในรอบแรก ๆ เพื่อซื้อความตายใจ ทันทีที่เราโอนเงินก้อนนี้ไป "ต้นทุนจม" ก้อนแรกในจิตใจของเราได้เกิดขึ้นแล้ว
  • ขั้นตอนที่ 2: สร้าง "ปัญหา" บีบให้หา "ทางออกปลอม" เมื่อเราเริ่มลงเงินเพิ่มขึ้น มิจฉาชีพจะเริ่มระงับระบบแล้วสร้างเงื่อนไขขึ้นมาทันที เช่น "ยอดเงินยังไม่ครบถอนไม่ได้" หรือ "ต้องจ่ายค่าภาษี/ค่าปลดล็อกระบบก่อน" แล้วพวกเขาก็จะเสนอทางออกเดียวให้เรา คือการ "โอนเงินเพิ่ม"
  • ขั้นตอนที่ 3: จุดที่ระบบเหตุผลล่มสลาย ณ วินาทีนี้ จิตใจของเหยื่อจะเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง ระหว่างความจริงที่ว่าอาจกำลังโดนหลอก กับความกลัวที่จะต้องสูญเสียเงินก้อนแรกไป สมองจะเริ่มหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองว่า "ลงทุนไปตั้ง 50,000 แล้ว ถ้าหยุดตอนนี้เท่ากับเงินหายวับไปเลยนะ แต่ถ้าโอนเพิ่มอีกแค่หมื่นเดียว เราจะได้เงินทั้งหมดคืนพร้อมกำไร" กับดักความเสียดายตรงนี้เองที่บดบังความจริง จนทำให้เรามองว่าการโอนเงินเพิ่มคือหนทางเดียวที่จะรักษาเงินก้อนเก่าเอาไว้ได้
  • ขั้นตอนที่ 4: วงจรอุบาทว์ดูดเงินจนหมดตัว เมื่อเรายอมโอนครั้งที่สอง ต้นทุนจมของเราจะยิ่งสูงขึ้นเป็น 60,000 บาท ความเสียดายจะทวีคูณขึ้นเป็นสองเท่า มิจฉาชีพจะใช้เงื่อนไขเดิมสร้างปัญหาใหม่มาเรื่อย ๆ ยิ่งคุณโอนเพิ่ม คุณยิ่งติดหล่มลึกขึ้นจนถอนตัวยาก กลายเป็นความเสียหายหลักแสนหลักล้านในเวลาไม่กี่สัปดาห์เพียงเพราะต้องการชนะในเกมที่ไม่มีวันชนะตั้งแต่แรก

เอาชนะ Sunk Cost Fallacy ก่อนหมดตัว

สำหรับวิธีดึงสติ หากคุณ หรือคนรอบข้างกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้อง "เติมเงิน" ไปเรื่อย ๆ เพื่อแก้ปัญหาทางการเงิน หรือสงสัยว่าพอร์ตลงทุนกำลังถูกปั่นหัว ให้รีบทำตามสเตปการเยียวยาพฤติกรรมเหล่านี้ทันที

  • ยอมรับคำว่า "เสียดาย" อย่างซื่อสัตย์: เข้าใจก่อนว่าความเสียดายคือกลไกปกติของมนุษย์ แต่ต้องยอมรับความจริงเฉพาะหน้าให้ได้ว่า เงินที่โอนไปแล้วคือเสียไปแล้ว อย่าปล่อยให้ความรู้สึกนี้มาลากเงินก้อนใหม่ในกระเป๋าเราให้จมหายตามไปด้วย
  • เปลี่ยนคำถามใหม่: แทนที่จะคิดว่า "ทำยังไงถึงจะเอาเงินก้อนเก่าคืนมา" ให้เปลี่ยนคำถามเป็น "ถ้าวันนี้เราต้องควักเงินใหม่อีกก้อนโอนไปให้คน ๆ นี้ เรายังจะยอมโอนอยู่ไหม?" ถ้าคำตอบคือไม่ ก็จงหยุดทันที
  • คิดถึงอนาคต ไม่ใช่อดีต: เงินที่โอนไปแล้วคือ "อดีต" ที่เปลี่ยนไม่ได้ การตัดสินใจในตอนนี้ทำเพื่อรักษาเงินที่เหลืออยู่เพื่ออนาคต จำไว้ว่า "การหยุดโอนไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการตัดขาดทุน (Cut Loss) เพื่อรักษาชีวิต"
  • หาเสียงที่สองจากคนนอก: นี่คือไม้ตายที่สำคัญที่สุด มิจฉาชีพมักจะบีบให้เราตัดสินใจคนเดียวในเวลาที่จำกัด ลองเดินไปเล่าเรื่องนี้ให้ครอบครัว เพื่อน หรือคนสนิทที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียฟัง สายตาของคนนอกที่มองเข้ามาแบบไร้อารมณ์ร่วม จะเห็นความผิดปกติของสถานการณ์ได้ชัดเจนที่สุด และพวกเขาจะช่วยกระชากสติคุณกลับมาได้ก่อนที่จะสายเกินไป

ขณะที่ในมิติด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ การป้องกันตนเองจากการเข้าถึงระบบข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบสามารถทำได้ผ่าน 2 แนวทางหลัก ๆ

  • หลีกเลี่ยงการใช้รหัสผ่านเดียวกันในทุกบัญชีใช้งาน โดยเฉพาะบัญชีอีเมลส่วนตัว บัญชีโมบายแบงก์กิ้ง และบัญชีโซเชียลมีเดีย เพื่อป้องกันการบุกรุกแบบต่อเนื่อง (Cascading Breach) เมื่อมีบัญชีใดบัญชีหนึ่งหลุดรอดไป
  • กำหนดให้ระบบส่งรหัสผ่านชั่วคราว (One-Time Password - OTP) หรือแอปพลิเคชันยืนยันตัวตนทุกครั้งที่มีการเข้าใช้งานจากอุปกรณ์ใหม่ เพื่อสกัดกั้นการเข้าถึงข้อมูลจากระยะไกลของมิจฉาชีพ

ในโลกของการลงทุนและการใช้ชีวิต การรู้เท่าทันสภาวะจิตวิทยาของตัวเอง สำคัญไม่แพ้การอ่านกราฟหรือการวิเคราะห์งบการเงิน อย่าปล่อยให้อคติความเสียดาย มาเป็นเครื่องมือให้คนอื่นใช้ปล้นเงินในกระเป๋าของเรา

ที่มา : ธนาคารกรุงเทพ , Finnomena ,ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ,Krungsri

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : "Sunk Cost Fallacy" อคติจากต้นทุนจม จิตวิทยาที่มิจฉาชีพใช้หลอกลงทุน ล่อเหยื่อให้ยอมโอนเงินซ้ำ ๆ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...