โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จีน 2035: เมื่อมหาอำนาจเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนเกมโลก ถอดรหัสนโยบายคุณภาพสูงและโจทย์ใหม่ของธุรกิจไทย

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 2 มิถุนายน 2569 เวลา 3.19 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ที่มาภาพ: Presentation ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร

ทิศทางเศรษฐกิจและภูมิทัศน์การค้าของสาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากเดิมที่โลกเคยจดจำจีนในฐานะ “โรงงานของโลก” ที่เน้นการผลิตด้วยแรงงานราคาถูก จาก Made in China วันนี้จีนกำลังก้าวข้ามไปสู่ New Quality Productive Forces การเป็นมหาอำนาจทางนวัตกรรม เทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูง ซึ่งไม่เพียงแต่เขย่าโครงสร้างเศรษฐกิจโลก แต่ยังสร้างโอกาสและความท้าทายใหม่ ๆ ให้กับภาคธุรกิจต่างชาติ รวมถึงผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าไปปักธงในตลาดขนาดมหาศาลแห่งนี้

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน บรรยายพิเศษหัวข้อ “โอกาสทางการค้าในตลาดจีน” ให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมอบรมในหลักสูตร EXIM 2X ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโอกาสทางการค้าในประเทศจีน โดยเน้นย้ำถึงการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว นโยบายที่มุ่งเน้นการเติบโตคุณภาพสูง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่จีนกำลังผลักดัน ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจโลกและสร้างโอกาสสำหรับธุรกิจต่างชาติ และการปรับตัวของธุรกิจไทยเพื่อไม่ให้หลุดจากตลาดที่ใหญ่ที่สุดแห่งอนาคต

จีนน่าสนใจในเชิงการตลาดอย่างไร?

ดร.ไพจิตร ชี้ให้เห็น 3 มิติหลัก

มิติแรกขนาดประชากร จีนมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน หรือมากกว่าไทยราว 20 เท่า สะท้อ ตลาดที่ใหญ่มหาศาล

มิติสองขนาดพื้นที่ จีนใหญ่กว่าไทยประมาณ 18 เท่า แค่มณฑลซินเจียงเพียงมณฑลเดียว ก็ใหญ่กว่าไทย 3 เท่า แต่มีประชากรน้อยกว่าไทย 3 เท่า สะท้อนว่าบางพื้นที่เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและความงามทางภูมิประเทศ และสภาพอากาศตามฤดูยังมีความแตกต่างกัน

มิติสามความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม จีนประกอบด้วย หลายชนเผ่า ต่างจากไทยที่มีความหลากหลายน้อยกว่า

“ความหลากหลายนี้ทำให้การทำการตลาดในจีน ซับซ้อน” ดร.ไพจิตรกล่าว พร้อมยกตัวอย่าง ความซับซ้อนด้านฤดูในการขายสินค้าในจีน โดยชี้ว่า สินค้าตัวเดียวไม่ได้ขายได้ทุกฤดู ไม่ได้ขายได้ดีตลอดทั้งปีในทุกพื้นที่ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคและสภาพอากาศของแต่ละประเทศแตกต่างกันอย่างมาก

ยกตัวอย่าง หากจะนำผลิตภัณฑ์ประเภทโลชั่นบำรุงผิวไปขายในประเทศแถบตอนเหนือ หลายคนอาจคิดว่าสินค้าดูดี มีคุณภาพ และน่าจะขายได้ตลอดปี แต่เมื่อเข้าไปศึกษาตลาดจริงจะพบว่าไม่เป็นเช่นนั้น ผู้บริโภคในบางพื้นที่มักเลือกใช้โลชั่นตามฤดูกาล โดยในฤดูหนาว อากาศที่หนาวจัดจนติดลบ 30-40 องศาเซลเซียส ทำให้ผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติแตกต่างออกไป เช่น เนื้อครีมที่เข้มข้นกว่า เพื่อปกป้องผิวจากความแห้งและความหนาวเย็นรุนแรง

ดังนั้น การทำตลาดในจีนต่างประเทศจึงไม่ใช่เพียงการมีสินค้าที่ดีแล้วจะขายได้ทันที แต่ต้องเข้าใจสภาพภูมิอากาศ พฤติกรรมการใช้สินค้า และช่วงเวลาที่เหมาะสมของแต่ละตลาดด้วย

ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน

การเมืองนำเศรษฐกิจ

ดร.ไพจิตรกล่าวถึงอีกประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับจีน คือ “การเมืองนำเศรษฐกิจ” ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของระบบการบริหารประเทศจีน และมีอิทธิพลอย่างมากต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและธุรกิจ

บุคคลสำคัญที่ควรรู้จักมีอยู่ 2 คน ได้แก่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง

ในโครงสร้างอำนาจของจีน สี จิ้นผิงดำรงตำแหน่งสำคัญสูงสุดหลายตำแหน่งพร้อมกัน ทั้งประธานาธิบดี เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ขณะที่หลี่เฉียงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่กำกับดูแลการบริหารราชการและเศรษฐกิจของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในเชิงโครงสร้างอำนาจทางการเมือง ทั้งสองคนล้วนเป็นสมาชิกของคณะกรรมการประจำกรมการเมือง หรือ Politburo Standing Committee ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่มักถูกเรียกว่า “คณะผู้นำ 7 คน” หรือ “เจ็ดอรหันต์” อันเป็นศูนย์กลางการตัดสินใจสำคัญของประเทศ

การทำความเข้าใจโครงสร้างอำนาจดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะนโยบายเศรษฐกิจของจีนจำนวนมากไม่ได้ขับเคลื่อนจากกลไกตลาดเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับทิศทางและเป้าหมายทางการเมืองของผู้นำประเทศ

จีนไม่ใช่แค่ “โรงงานโลก” แต่คือ “ผู้นำนวัตกรรม”

นับตั้งแต่เปิดประเทศในปี 1978 จีนมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 8% ต่อปี และก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับสองของโลกแซงหน้าญี่ปุ่นได้สำเร็จตั้งแต่ปี 2010 ปัจจุบันจีนกำลังขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งเน้น “คุณภาพมากกว่าปริมาณ”

ดร.ไพจิตรกล่าวว่า ในมิติทางเศรษฐกิจ จีนเริ่มเปิดประเทศอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 1978 ภายใต้นโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศของเติ้ง เสี่ยวผิง นับจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว

ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว เศรษฐกิจจีนเติบโตเฉลี่ยประมาณ 8% ต่อปี ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงมาก หากใช้หลักการง่าย ๆ ที่เรียกว่า “กฎ 72” จะพบว่า เมื่อเศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ย 8% ต่อปี รายได้หรือความมั่งคั่งจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทุกๆ 9 ปี

“ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา ความมั่งคั่งของจีนเพิ่มขึ้น 5 เท่า จนทำให้ระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก” ดร.ไพจิตรกล่าวและว่า สะท้อนให้เห็นได้จากชีวิตประจำวันของชาวจีนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนไทยเชื้อสายจีนที่เดินทางกลับไปเยี่ยมญาติพี่น้องในเมืองต่าง ๆ เช่น ซัวเถา จะพบว่าความเป็นอยู่ของผู้คนดีขึ้นอย่างชัดเจน หลายครอบครัวมีกำลังซื้อสูงขึ้น สามารถสนับสนุนให้ลูกหลานเดินทางหรือศึกษาต่อต่างประเทศได้มากขึ้นกว่าที่เคย

สิ่งที่รัฐบาลจีนภาคภูมิใจมากที่สุดไม่ใช่เพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่คือ “ความสำเร็จในการลดความยากจนของประชาชนในวงกว้าง” ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา จีนสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและนำประชากรจำนวนหลายร้อยล้านคนให้หลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2019 ที่เกิดการระบาดของ Covid-19 จีนประกาศว่าหลุดพ้นจากความยากจน

ดร.ไพจิตรกล่าวว่า อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โลกเริ่มจับตาจีนอย่างจริงจังคือ ในปี 2010 จีนสามารถแซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากเพียงสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงพลังทางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

ความสำเร็จของจีนไม่ได้เกิดขึ้นจากขนาดเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง หนึ่งในนั้นคือบทบาทของจีนในฐานะ “โรงงานของโลก”

“จีนไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่ปรับตำแหน่ง (reposition)ทางเศรษฐกิจของตนเองอยู่ตลอดเวลา ย้อนกลับไปเมื่อ 30-40 ปีก่อน จีนแข่งขันด้วยอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labour-intensive Industries) อาศัยต้นทุนแรงงานที่ต่ำเป็นจุดแข็งสำคัญ เมื่อเศรษฐกิจพัฒนาและค่าจ้างแรงงานปรับตัวสูงขึ้น จีนก็ขยับเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ใช้ทักษะและเทคโนโลยีมากขึ้น ก่อนจะพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเข้มข้น ทําให้ผู้ผลิตจีนสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดีขึ้น จากเดิมสินค้าจีนเด่นตรงที่ราคาถูกอย่างเดียว ทุกวันนี้ทั้งถูกและคุณภาพดี แบรนด์ดิ้งดี ทุกอย่างดี บุกตลาดโลกเต็มไปหมด” ดร.ไพจิตรกล่าว

ดร.ไพจิตรกล่าวว่า การเติบโตของจีนไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยด้านอุปทานหรือภาคการผลิตเพียงอย่างเดียว จีนยังมี มิติด้านอุปสงค์ พลังของตลาดภายในประเทศและกำลังซื้อของผู้บริโภคจำนวนมหาศาล ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจจีนในปัจจุบัน

นับตั้งแต่ปี 2019 จีนได้ก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกเมื่อวัดในแง่กำลังซื้อ (Purchasing Power Parity: PPP) แซงหน้าสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก แม้ว่าหากวัดด้วยมูลค่าสหรัฐฯ ยังครองอันดับหนึ่งและจีนเป็นอันดับสอง แต่ในมิติของ PPP จีนได้ขึ้นมาเป็นผู้นำและมีแนวโน้มทิ้งห่างสหรัฐฯ มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะค่าครองชีพของจีนต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐ

ดร.ไพจิตรกล่าวต่อว่า สินค้าที่จีนผลิตได้จำนวนมหาศาล ส่งผลให้จีนเกินดุลการค้าอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปีจากระดับเพียงไม่กี่ร้อยล้านหรือไม่กี่พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเป็นหลายแสนล้านดอลลาร์ต่อปี เนื่องจากจีนเลือกใช้ยุทธศาสตร์ส่งออกเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะแม้ตลาดภายในประเทศจะมีขนาดใหญ่ แต่ในช่วงแรกกำลังซื้อของประชาชนยังไม่สูงพอที่จะรองรับกำลังการผลิตที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โรงงานจำนวนมากที่เข้ามาลงทุนผลิตสินค้าในจีนจึงมุ่งผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดโลก และหลังวิกฤตโควิด-19 มูลค่าการเกินดุลการค้าของจีนทะลุระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

อีกมิติหนึ่งที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจจีนคือบทบาทด้านการลงทุน ระยะแรกหลังเปิดประเทศ จีนเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่หลั่งไหลเข้ามาใช้จีนเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก แต่เมื่อเศรษฐกิจเติบโตและสะสมทุนได้มากขึ้น จีนเริ่มเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้รับการลงทุน” ไปสู่ “ผู้ส่งออกการลงทุน” โดยเฉพาะหลังการผลักดันยุทธศาสตร์ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative: BRI) ภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ทำให้เงินลงทุนของจีนไหลออกไปยังต่างประเทศมากขึ้น

ปัจจุบันมูลค่าการลงทุนของจีนในต่างประเทศสูงกว่าการลงทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้าจีน สะท้อนการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนจากมิติการค้าไปสู่มิติการลงทุน ขณะเดียวกันการเกินดุลการค้าอย่างต่อเนื่องและการสะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ยังช่วยเพิ่มเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินให้กับจีนอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน ขนาดของตลาดภายในประเทศจีนก็เติบโตจนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ ปัจจุบันจีนมีนักท่องเที่ยวภายในประเทศและการเดินทางข้ามมณฑลในระดับมหาศาล หลายพื้นที่มีขนาดตลาดใหญ่กว่าหลายประเทศรวมกัน สะท้อนศักยภาพของเศรษฐกิจภายในที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

แม้โครงสร้างเศรษฐกิจจีนเปลี่ยนแปลงไป และอัตราการเติบโตของ GDP จีนจะชะลอลงจากระดับเลขสองหลักในอดีตมาอยู่ที่ประมาณ 5% ต่อปี แต่เมื่อพิจารณาจากขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก การเติบโตในอัตราดังกล่าวยังหมายถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ที่เกิดขึ้นในแต่ละปีในระดับมหาศาล นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น ทำให้โอกาสทางธุรกิจจำนวนมากในอนาคตจะเกิดขึ้นจากการเติบโตของตลาดผู้บริโภคจีน

“เป็นมิติที่ผู้ประกอบการต่างชาติจำเป็นต้องทำความเข้าใจเพื่อไม่ให้เสียประโยชน์จากการเติบโตของตลาดในประเทศจีน” ดร.ไพจิตรกล่าว

ที่มาภาพ: Presentation ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร

การพัฒนาที่แผ่ขยายทั่วประเทศ

จีนกำลังกระจายความเจริญจากชายฝั่งตะวันออก สู่ภาคกลาง และภาคตะวันตก เมื่อพร้อมแล้วก็เชื่อมต่อออกสู่โลกผ่าน BRI (Belt and Road Initiative)

นอกจากการขยายตัวของขนาดเศรษฐกิจแล้ว จีนยังอยู่ระหว่างการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งสำคัญ จากเดิมที่เน้นการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการเป็นฐานการผลิตของโลก สู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และบริการมูลค่าสูง โดยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จีนผลักดันนโยบาย “Made in China 2025” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการผลิต และปัจจุบันกำลังเดินหน้าสู่แนวคิด “New Quality Productive Forces” ที่มุ่งสร้างการเติบโตจากเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ ควอนตัมคอมพิวติ้ง เครือข่ายสื่อสารยุคใหม่ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ขณะเดียวกัน จีนยังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระดับที่ล้ำหน้ากว่าหลายประเทศ โดยยึดแนวคิด “สร้างอุปทานรออุปสงค์” หรือเตรียมความพร้อมด้านคมนาคม พลังงาน ดิจิทัล และสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ล่วงหน้าเพื่อดึงดูดการลงทุน ส่งผลให้การพัฒนาไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงเมืองชายฝั่งตะวันออกอีกต่อไป แต่ค่อย ๆ ขยายเข้าสู่ภาคกลางและภาคตะวันตกของประเทศ พร้อมเชื่อมโยงออกสู่เศรษฐกิจโลกผ่านโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางระยะยาวของจีน

สิ่งที่ทำให้หลายคนประหลาดใจเกี่ยวกับจีนไม่ใช่เพียงขนาดของเศรษฐกิจ แต่คือ “ความเร็วของการเปลี่ยนแปลง” จนมีคำกล่าวกันว่า “จีนเปลี่ยนแปลงเล็กทุกปี และเปลี่ยนแปลงใหญ่ทุก 3 ปี”

ภาพของจีนที่หลายคนจดจำเมื่อ 20-30 ปีก่อนจึงแทบไม่เหลือสภาพเดิมอีกต่อไป เมืองอย่างเซี่ยงไฮ้ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนา ได้กลายเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปักกิ่ง เซินเจิ้น จีหนาน หรืออู่ฮั่น หลายเมืองที่เคยเผชิญปัญหามลพิษ ความแออัด หรือขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน ได้รับการยกระดับจนกลายเป็นมหานครสมัยใหม่ในเวลาอันสั้น การก่อสร้างย่านธุรกิจขนาดใหญ่ อาคารสูงนับร้อยแห่ง ระบบคมนาคม และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่ทศวรรษ

“การแผ่ซ่านของเศรษฐกิจและการพัฒนาของจีน ทําให้จีนกลายเป็นคําตอบของโลกที่โลกขาดไม่ได้ โดยเฉพาะยิ่งในมิติเชิงเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นขนาดเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงาน หรือแม้กระทั่งกลไกในการขับเคลื่อนหรือการเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจของโลก” ดร.ไพจิตรกล่าว

เจาะ”โอกาสทางการค้าในจีน” ผ่าน 3 มิติสำคัญ

เมื่อเข้าใจภาพรวมการเปลี่ยนแปลงของจีนแล้ว คำถามต่อมาคือ โอกาสทางการค้าและการลงทุนในจีนอยู่ตรงไหน ดร.ไพจิตร ให้คำตอบสำคัญว่า อยู่ที่การทำความเข้าใจ 3 เรื่อง ได้แก่ นโยบายของรัฐบาลจีน พฤติกรรมผู้บริโภค และทิศทางการเปลี่ยนแปลงของประเทศในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องนโยบาย ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจีนเป็นประเทศที่ “การเมืองนำเศรษฐกิจ”

1.แกะรอยนโยบายรัฐบาล:ทิศทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

  • แผนครึ่งทางของ “สี จิ้นผิง” และความสำคัญของแผน 5 ปี ฉบับที่ 15

ดร.ไพจิตรกล่าวว่า การจะคาดการณ์ว่าจีนกำลังจะเติบโตไปในทิศทางใด ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจเป้าหมายการพัฒนาของรัฐบาลจีนก่อน

เดิมทีจีนมีเป้าหมายระยะยาวอยู่ 2 หมุดหมายใหญ่ หรือเป้าหมาย 100 ปี คือ

  • ปี 2020: ฉลองครบรอบ 100 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน กับเป้าหมาย “ประกาศชัยชนะเหนือความยากจน” ซึ่งจีนทำสำเร็จไปแล้ว
  • ปี 2050: ฉลองครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน กับเป้าหมายสูงสุดคือ “การเป็นประเทศพัฒนาแล้วอย่างเต็มรูปแบบ”

ปัจจุบันจีนวางเป้าหมายระยะยาวสู่การเป็นประเทศสังคมนิยมสมัยใหม่และประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2035 และ 2049 ตามลำดับ โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ซึ่งครอบคลุมช่วงปี 2026-2030 ถูกมองว่าเป็น “แผนเชื่อมต่อ” ที่สำคัญที่สุดในการปูทางไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

สาระสำคัญของแผนนี้คือการเปลี่ยนจากการเติบโตเชิงปริมาณไปสู่ “การพัฒนาคุณภาพสูง” (High-Quality Development) ผ่านการยกระดับผลิตภาพ แรงงาน เทคโนโลยี นวัตกรรม และรายได้ประชาชน ควบคู่ไปกับการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจมากขึ้น การลดข้อจำกัดต่อการลงทุนจากต่างชาติ และการผลักดันให้กลไกตลาดมีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากรมากขึ้น ภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ

เนื่องจากระยะเวลาจากปี 2020 ถึง 2050 ห่างกันถึง 30 ปี ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง จึงมองว่าหากไม่มีเป้าหมายระยะกลางมากำกับ ทิศทางการพัฒนาอาจจะแกว่งและไปไม่ถึงเป้าหมาย จึงได้ทำการ “หั่นครึ่ง” ตั้งเป้าหมายระยะกลางในปี 2035 เพื่อก้าวสู่การเป็น “ประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัย”

เมื่อถอดรหัสจาก แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2026–2030) ที่เพิ่งผ่านมติจากสองสภาเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ดร.ไพจิตรพบไฮไลท์สำคัญที่เป็นตัวเชื่อมโยงความสำเร็จจากแผนฉบับที่ 14 ไปสู่แผนฉบับที่ 16 (ซึ่งจะสิ้นสุดในปี 2035) ดังนี้

  • มุ่งเน้น “การพัฒนาคุณภาพสูง” (High-Quality Development): จีนเลิกเน้นการเติบโตเชิงปริมาณ (Growth) แต่หันมาเน้น “มิติเชิงคุณภาพ” อย่างจริงจัง เพราะเป้าหมายของจีนคือการแซงหน้าสหรัฐฯ ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของโลก
  • เน้นรายได้ต่อหัว ไม่เน้นจำนวนประชากร: แม้ว่าอัตราการเกิดของประชากรจีนจะลดลง จีนไม่ได้มุ่งเพิ่มประชากรแต่พยายามทำให้ประชากร 1 คน สามารถสร้าง GDP หรือรายได้ต่อหัวให้สูงขึ้น และที่แตกต่างจากบางประเทศที่พยายามกดค่าแรง แต่จีนเลือกที่จะปล่อยให้ค่าแรงสูงขึ้น เพื่อให้ประชาชนมี “กำลังซื้อ” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจ
  • เดินหน้าเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ (Opening Up): จีนใช้ระบบ Negative List (รายการธุรกิจที่ห้ามต่างชาติทำ) ลดเงื่อนไขลงและเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนได้ง่ายขึ้น
  • การปฏิรูปสู่กลไกตลาด: ลดบทบาทการแทรกแซงจากภาครัฐ เพื่อให้กลไกตลาดทำงานได้อย่างอิสระมากขึ้น รัฐบาลจะได้เบาแรงลง

“หัวใจของการปฏิรูปเศรษฐกิจจีนคือการลดการแทรกแซงจากภาครัฐ และยกระดับให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วย กลไกตลาดมากขึ้น เพราะที่ผ่านมารัฐแบกภาระหนักจากการเข้าไปควบคุมทุกอย่าง จีนจึงต้องการปล่อยให้ตลาดทำงานได้อย่างเสรีมากขึ้น อย่างไรก็ดี ทิศทางสำคัญยังถูกกำหนดจากบนลงล่าง โดยคณะทำงานกลางของพรรคที่มีสี จิ้นผิงเป็นประธาน ซึ่งประชุมกันในช่วงกลางเดือนธันวาคมของทุกปี และในการประชุมล่าสุด ที่ประชุมยอมรับว่าจีนยังเผชิญความท้าทายอีกหลายด้าน โดยเฉพาะในมิติของ เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ที่ยังต้องให้ความสำคัญต่อไป” ดร.ไพจิตรกล่าว

ดร.ไพจิตรให้ข้อสังเกตจากที่ประชุมสองสภาว่า เดิมทีมีการตั้งเป้า GDP ปีนี้ไว้ที่ 5% แต่ด้วยสถานการณ์โลกที่ผันผวน เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทาง Think Tank ของจีนจึงปรับเป้าหมายลงมาเป็นแบบยืดหยุ่นที่ 4.5% – 5% เพื่อไม่ให้เป็นการกดดันการทำงานของนายกรัฐมนตรี “หลี่ เฉียง” และรัฐบาลมากเกินไป เพราะในจีน “พรรคใหญ่กว่ารัฐบาล” เมื่อพรรคกำหนดนโยบาย รัฐบาลมีหน้าที่นำไปปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมาย

  • ส่งเสริมภาคเอกชนมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญของจีนคือ การปฏิรูปไปสู่ภาคเอกชน หันมาพึ่งพา ภาคเอกชนมากขึ้น โดยมีสัญญาณชัดเจนตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ปีที่แล้ว เมื่อสี จิ้นผิงเปิดการพบปะกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ของจีน ซึ่งถือเป็นเรื่องไม่ปกติสำหรับระบบการเมืองจีนที่ฝ่ายการเมืองแทบไม่เคยลงมาพบภาคเอกชนโดยตรง และไม่ถึงสองเดือนต่อมา กฎหมายสนับสนุนภาคเอกชนก็เข้าสู่สภาในวันที่ 1 เมษายน 2568

กฎหมายฉบับนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะในระบบเดิมสถาบันการเงินมักเลือกปล่อยสินเชื่อแต่รัฐวิสาหกิจเพื่อความปลอดภัย แต่หลังจากนี้หากปฏิเสธสินเชื่อภาคเอกชนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งจะทำให้มีการเติบโตของภาคเอกชนมากขึ้น

ควบคู่กันนั้น จีนยังออกกฎห้ามการลดราคาแบบทำลายล้าง เพื่อป้องกันไม่ให้รายใหญ่ใช้ความได้เปรียบด้านขนาด มีความสามารถบริหารจัดการต้นทุนค่าใช้จ่าย มาบีบรายเล็กออกจากตลาด สะท้อนให้เห็นว่าจีนไม่ได้ส่งเสริมภาคเอกชนอย่างไม่มีขอบเขต แต่พยายามรักษา สมดุลของการแข่งขัน

จีนยังเดินหน้า จัดระเบียบตลาดหลักทรัพย์ ครั้งใหญ่ ส่วนหนึ่งเป็นการรับมือกับแรงกดดันจากสหรัฐที่ขู่จะ delist บริษัทจีนออกจากตลาด Nasdaq จีนจึงตั้งกองทุนขึ้นมาและปรับระเบียบให้บริษัทต่างชาติและบริษัทจีนเข้ามา list ในตลาดหลักทรัพย์จีนได้ง่ายขึ้น พร้อมส่งสัญญาณชัดว่า “ถ้ามีปัญหาที่อเมริกา ให้กลับมาได้เลย”

ปัจจุบันจีนมีตลาดหลักทรัพย์ 4 แห่ง ได้แก่ ฮ่องกง เซินเจิ้น เซี่ยงไฮ้ และปักกิ่งที่เปิดขึ้นในยุคสี จิ้นผิงเพื่อรองรับกลุ่ม Startup โดยเฉพาะ

ช่วงก่อนการระบาดโควิด มูลค่าตลาดรวมของจีนเล็กกว่าสหรัฐประมาณ 8 เท่า แต่หลังโควิดก็ยิ่งห่างออกไปอีกเป็น 12 เท่า จีนมองว่าการปล่อยให้ตลาดทุนยังเล็กอยู่แบบนี้ จะไม่สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว การจัดระเบียบครั้งนี้จึงเป็นความพยายามดึงพลังทุนกลับมาไว้ในมือตัวเอง

  • เดินหน้าโมเดลเศรษฐกิจใหม่

นอกจากนี้จีนกำลังพัฒนา โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ที่น่าสนใจอีกหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือแนวคิด “เศรษฐกิจหนึ่งชั่วโมงเดินทาง” ที่เกิดขึ้นจากการขยายโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงทั่วประเทศ เดิมการเดินทางจากเซี่ยงไฮ้ไปหางโจวใช้เวลาถึงสามชั่วโมง แต่วันนี้ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง และระยะหนึ่งชั่วโมงนั้นกลายเป็นรัศมีใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะเชื่อมเมืองต่างๆ เข้าหากันจนเกิดเป็น กลุ่มเมืองขนาดใหญ่ ที่ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ขนาดและความเร็วของเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และโมเดลนี้ยังโยงไปถึงพัฒนาการด้านการเดินทางรูปแบบใหม่ที่กำลังจะตามมาอีกด้วย

ในด้านรถไฟจีนพัฒนาระบบรถไฟแบบก้าวกระโดด แบ่งออกเป็น 3 ระดับ

ระดับแรก – รถไฟความเร็วสูง (HSR) ปัจจุบันให้บริการที่ 350-380 กม./ชม. และกำลังทดสอบรุ่นใหม่ CR450 ที่ความเร็ว 450 กม./ชม. โดยกำหนดให้วิ่งทดสอบ 600,000 กม. ก่อนเปิดให้บริการ ปัจจุบันผ่านไปแล้วกว่า 300,000 กม. คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะได้นั่งจริงในเส้นทางเซี่ยงไฮ้-ปักกิ่งเป็นเส้นแรก

ระดับสอง – รถไฟแม่เหล็กไฟฟ้า (Maglev) เซี่ยงไฮ้มีให้นั่งอยู่แล้วที่ 430 กม./ชม. จีนรับเทคโนโลยีจากเยอรมันมา แล้วแก้จุดอ่อนเรื่องรางเดี่ยวที่เคยเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง โดยเปลี่ยนเป็นสองรางวิ่งสวนกัน

ระดับสาม – Hyperloop ในท่อสุญญากาศ สิ่งที่น่าตื่นตะลึงที่สุด จีนทดสอบในท่อแล้วทำความเร็วได้ 1,000 กม./ชม. กำลังก่อสร้างเส้นทางแรกกรุงปักกิ่ง และคู่เมืองแรกที่คาดว่าจะเปิดใช้คือ เซี่ยงไฮ้-หางโจว ซึ่งปัจจุบันใช้เวลา 3 ชั่วโมง แต่เมื่อเปิดใช้จะเหลือเพียง 15 นาที

อีกทั้งยังพัฒนา เศรษฐกิจสีคราม ซึ่งไม่ได้หมายความแค่การประมงทั่วไป แต่จีนใช้ประโยชน์จากท้องทะเลในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งเป็นแหล่งพลังงานสีเขียว แหล่งอาหาร และการพัฒนาเรือรูปแบบใหม่ เรือเลี้ยงสัตว์น้ำของจีนออกแล่นในทะเลและเคลื่อนที่ได้เอง ปลาและกุ้งที่เลี้ยงจะถูกแบ่งระดับตามขนาด เมื่อโตขึ้นก็ย้ายกระชัง กินอาหารตามธรรมชาติ หลบพายุได้ และเมื่อได้ขนาดก็แปรรูปส่งเข้าฝั่งทันที ทำให้แหล่งทำประมงของจีนขยายออกไปกว้างมหาศาลตามขนาดของมหาสมุทร

นอกจากนี้ยังมี เศรษฐกิจกลางคืน ที่จีนพัฒนาขึ้นอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวอย่างฉงชิ่ง ที่นอกจากล่องเรือชมเมืองแล้ว ยังมีการแสดงตื่นตาตื่นใจขนาดใหญ่ ร้านอาหารมุสลิมชื่อดังที่คนแน่นทุกคืน รวมถึงการแสดงมหากาพย์อย่างสามก๊ก ซึ่งล้วนสะท้อนให้เห็นว่าจีนกำลังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากทุกมิติ ทั้งกลางวันและกลางคืน

2.พฤติกรรมการบริโภคของชาวจีนยุคใหม่ที่ “ล้ำลึก” กว่าเดิม

ดร.ไพจิตรกล่าวว่า จุดแข็งสำคัญที่สุดในแผนพัฒนาจีน 15 ปีข้างหน้าคือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจาก การบริโภคภายในประเทศ โดยมีองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน ได้แก่

หนึ่ง -การบริโภคสินค้า การกระตุ้นให้คนจีนใช้จ่ายซื้อสินค้าภายในประเทศมากขึ้น

สอง – การบริโภคบริการ การขยายตัวของภาคบริการ เช่น ท่องเที่ยว สุขภาพ การศึกษา และบันเทิง

สาม – การบริโภคใหม่ รูปแบบการบริโภคที่เกิดจากเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

ดร.ไพจิตรกล่าวว่า จีนกำลังเดินหน้ายุทธศาสตร์สำคัญสองอย่างควบคู่กันเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ

อย่างแรกคือ การพัฒนาตลาดให้เป็นหนึ่งเดียว โดยลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างมณฑล พร้อมเชื่อมโยงโลจิสติกส์ทั่วประเทศให้เป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อตลาดรวมกันได้ พลังทางเศรษฐกิจก็จะใหญ่ขึ้นตามไปด้วย

อย่างที่สองคือ แคมเปญเก่าแลกใหม่ ที่ให้ประชาชนนำสินค้าเก่าไปแลกซื้อสินค้าใหม่ในราคาพิเศษ เริ่มจากรถยนต์เก่าแลกรถ EV แล้วขยายไปครอบคลุมสินค้าดิจิทัล เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องครัว และเฟอร์นิเจอร์ แคมเปญนี้ทำมาตั้งแต่ปี 2567 ด้วยงบ 150,000 ล้านหยวน เมื่อประสบความสำเร็จก็เพิ่มงบเป็น 300,000 ล้านหยวนในปี 2568 และในปี 25696 ยังคงงบไว้ที่ 250,000 ล้านหยวน สะท้อนให้เห็นว่าจีนมุ่งมั่นผลักดันการบริโภคภายในประเทศอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

ในภาคบริการ จีนใช้สูตร 6+3 เป็นกรอบการพัฒนา โดยบูรณาการบริการหลากหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน จุดที่น่าสนใจคือการซื้อบริการนั้นขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกและประสบการณ์ เมื่อจีนพัฒนาคุณภาพบริการได้ดี ภาคเศรษฐกิจก็จะโตเร็วตามไปด้วย

การบริโภคใหม่ คือรูปแบบการบริโภคที่จีนคิดค้นและผลักดันอย่างเป็นระบบ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือสินค้า IP อย่างกล่องสุ่ม หรือสินค้านวัตกรรมใหม่อย่างสัตว์เลี้ยงหุ่นยนต์ที่มี AI ฝังอยู่ ซึ่งจะเติบโตและอัปเดตไปพร้อมกับเจ้าของ

“สิ่งที่น่าสนใจคือจีนคิดเรื่องนี้อย่างล้ำลึกและเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มจาก ผลิตในจีน Made in China เพื่อกระตุ้นการผลิตและการจ้างงาน จากนั้นดึง นักท่องเที่ยวต่างชาติ Travel in China เข้ามาด้วยการทำวีซ่าฟรีกับหลายประเทศ แล้วต่อยอดไปสู่การ ช้อปปิ้งในจีน Shop in China ด้วยระบบคืน VAT 9% ณ จุดซื้อ มีเครื่องแปลภาษาอัตโนมัติ 7 ภาษา และลดขั้นตอนภาษีนำเข้าให้คล่องตัวมากขึ้น เพื่อให้ตลาดดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ” ดร.ไพจิตรกล่าว

ที่มาภาพ: Presentation ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร

ทั้งหมดนี้ทำให้แบรนด์ชั้นนำระดับโลกต่างมุ่งลงทุนในตลาดจีนอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น แบรนด์ Coach ที่ให้คำมั่นว่าจะเพิ่มสาขาอีก 100 แห่งภายในปี 2028 สะท้อนให้เห็นว่ากลยุทธ์นี้ได้ผลจริงในการดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือมาตรฐานการบริการในจีนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยถูกมองว่าแข็งกระด้างและไม่เป็นระบบ วันนี้จีนลงทุนฝึกอบรมคน นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาพัฒนาการบริการในทุกระดับ และนั่นทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า เราจะเอาอะไรไปแข่งกับเขา

นอกจากสูตร 6+3 แล้ว จีนยังให้ความสำคัญกับ ภาคสาธารณสุขและการแพทย์ มาอย่างต่อเนื่องภายใต้ยุทธศาสตร์ Healthy China 2034 ครอบคลุมทั้งการรักษาพยาบาล สปา และทรีทเมนต์รูปแบบต่างๆ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ไทยสามารถนำจุดแข็งของตัวเองเข้าไปตอบโจทย์ตลาดจีนได้เช่นกัน

พฤติกรรมการบริโภคของคนจีนเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องหลังโควิด จึงมีหลายแง่มุมที่น่าสนใจ เช่น

ธรรมชาติและสุขภาพมาแรง คนจีนหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมากขึ้น สอดคล้องกับทิศทางนโยบายพลังงานสีเขียวของประเทศ

ความงามขยายตลาด ช่วงล็อกดาวน์คนจีนออกนอกบ้านได้เพียงทุก 72 ชั่วโมงไม่เกิน 3 ชั่วโมง และต้องใส่หน้ากากตลอดเวลา พอปลดล็อกจีนสั่งห้ามใส่หน้ากาก คนจีนที่กลัวแดดและอยากออกนอกบ้านจึงแห่ซื้อครีมกันแดดและเครื่องสำอาง ส่งผลให้แบรนด์ไทย Mistine ก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งด้าน sunscreen หรือ ครีมกันแดด ในจีนยุคหลังโควิด และตลาดนี้กำลังขยายจากผู้หญิงสู่ผู้ชาย

เมืองเติบโต ความต้องการเปลี่ยน จีนมี Urbanization Rate ราว 67% หรือเกือบ 1,000 ล้านคนอาศัยในเมือง คนเมืองต้องการความสะดวกแต่ก็อยากประหยัด จึงเกิดโมเดลธุรกิจใหม่อย่าง Hema Fresh ที่ทำโปรโมชันดึงคนเข้าร้าน หรือ หลิงฉือเหิ่นหมาง ร้านขายสินค้าแพ็คใหญ่ที่วันนี้มีกว่าหมื่นสาขา รวมถึง ห้างตงไหล ที่สร้างความแตกต่างด้วยความจริงใจ ทั้งการคืนเงินหากฉายหนังไม่ดี การปักป้ายเวลาผลิตสินค้า และลดราคาตามอายุของสินค้าจนถึงจุดที่ทิ้งแทนที่จะขายของไม่สด

Small Consumption และ Brand Collaboration เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว คนหันมาซื้อสินค้าราคาไม่แพงที่ให้ความสุขทางอารมณ์อย่าง Songmont ที่ต้องจองล่วงหน้า แบรนด์ต่างๆ จึงหันมาทำ Brand Synergy หรือ Collaboration เพื่อแบ่งปันฐานลูกค้าและลดต้นทุนการตลาด แทนที่จะแข่งกันเองจนถูกกลืนหายไป

3. อนาคตการเปลี่ยนแปลงของจีน

  • ก้าวเข้าสู่ การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4

จีนกำลังพาโลกเข้าสู่ การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 และความเร็วของการเปลี่ยนแปลงจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จากที่เคยพูดว่า “เปลี่ยนเล็กทุกปี เปลี่ยนใหญ่ทุกสามปี” ต่อไปจะกลายเป็น เปลี่ยนเล็กทุกเดือน เปลี่ยนใหญ่ทุกสามเดือน

สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องจับตาเป็นพิเศษคือ นวัตกรรม ซึ่งในแผนพัฒนาฉบับที่ 15 ของจีน ถูกยกระดับจากลำดับที่ 5 ในแผนฉบับที่ 14 ขึ้นมาอยู่ ลำดับที่ 2 รองจากการบริโภคภายในประเทศเท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าจีนกำลังเร่งเครื่องด้านนวัตกรรมอย่างจริงจัง

ดร.ไพจิตรกล่าวว่า ภาพรวมของนวัตกรรมที่จีนกำลังผลักดันในแผน 15 เพื่อเน้นการพึ่งพานวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง ยกระดับอุตสาหกรรมสู่การเป็นผู้นำนั้น ครอบคลุม AI Plus ที่เชื่อมเข้ากับทุกอุตสาหกรรมหลัก Super Big Data, Quantum Computing, Blockchain ในสายการผลิต และ Humanoid Robot ที่ก้าวข้ามจากหุ่นยนต์ทั่วไปในแผน 14 มาแล้ว

“นี่คือสัญญาณที่กระทบโดยตรงกับธุรกิจการผลิตของไทย โดยเฉพาะผู้ที่กำลังจะรับช่วงต่อกิจการจากรุ่นพ่อแม่ เพราะการแข่งขันจะไม่ใช่แค่เรื่องราคาหรือปริมาณอีกต่อไป แต่คือการแข่งขันด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จีนกำลังเดินหน้า” ดร.ไพจิตรกล่าว

จีนไม่เคยหยุดนิ่งในโลกอีคอมเมิร์ซ จากที่เริ่มต้นพร้อมกับไทย ผ่านไปเพียง 8 ปีก็กลายเป็น ตลาดอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในโลก วันนี้จีนนำ AI เข้ามาขับเคลื่อนทุกรูปแบบ ทั้ง Livestreaming, Virtual Showroom และอีกหลายรูปแบบที่พัฒนาต่อเนื่องไม่หยุด

สิ่งที่น่าสนใจคือวิวัฒนาการของผู้ขายออนไลน์ จากเดิมที่ใช้ KOL (Key Opinion Leader) หรืออินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังอย่าง ดีเจฉี วันนี้จีนกำลังขยับไปสู่ KOC (Key Opinion Customer) ซึ่งคือลูกค้าจริงที่สัมผัสสินค้าและบริการด้วยตัวเอง แล้วนำมาเล่าขายในแบบไม่ปรุงแต่งและจริงใจกว่า โมเดลนี้ยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรในชนบทสามารถนำสินค้าของตัวเองออกขายสู่ตลาดโลกได้โดยตรง โดยไม่ต้องพึ่งพาคนกลาง

รถยนต์ EV เป็นเพียง ทางผ่าน สำหรับจีน เพราะวันนี้จีนก้าวไปไกลกว่านั้นมากแล้ว โดยในระดับ L4 รถไร้คนขับที่ไม่มีมนุษย์นั่งสแตนด์บายอีกต่อไป ได้วิ่งให้บริการแท็กซี่จริงในพื้นที่กำหนดแล้ว และสายการผลิตรถ EV ในโรงงานจีนวันนี้สามารถเปลี่ยนรุ่น เปลี่ยนสี ได้ทุกๆ 5 คัน โดยใช้รถไร้คนขับประกบสายพานเพื่อความแม่นยำในการประกอบชิ้นส่วน

ในระดับ เศรษฐกิจการบินต่ำ (Low-Altitude Economy)จีนพัฒนาโดรนส่งของพร้อมตู้รับสินค้าในพื้นที่สาธารณะ สามารถสั่งของจากสวนสาธารณะ เลือกตู้รับสินค้า โดรนก็จะบินนำสินค้ามาส่ง เปิดหยิบของแล้วพับกล่องคืน และในปีนี้เซี่ยงไฮ้คาดว่าจะมีบริษัทแรกได้รับใบอนุญาต รถบินได้ เชิงพาณิชย์

แนวคิดในการพัฒนาช่วง 5 ปีแรกที่รถไร้คนขับยังใช้กับมนุษย์ไม่ได้ จีนไม่หยุดรอ แต่นำไปใช้เก็บขยะ ขนแร่ ขนวัสดุ ก่อสร้าง และส่งของในนิคมอุตสาหกรรม สะสมประสบการณ์และข้อมูลไปเรื่อยๆ จนพร้อมก้าวสู่ขั้นถัดไป

ด้านเกษตรกรรม จีนนำนวัตกรรมเข้ามาเปลี่ยนโฉมอย่างครบวงจร ทั้งเกษตรแนวดิ่ง แปลงเกษตรขนาดใหญ่ หุ่นยนต์ และโดรน ที่ซินเจียงวันนี้เครื่องปลูกและเก็บเกี่ยวฝ้าย รถแทรกเตอร์ และรถเก็บเกี่ยวล้วนเป็นรถไร้คนขับที่เชื่อมต่อกับดาวเทียม วิ่งตรงแม่นยำทุกแถวทุกราง แม้แต่ในพื้นที่โค้งก็ยังทำได้

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือจีนไม่ได้หยุดอยู่แค่การแข่งขันภายใต้กฎระเบียบโลกที่มีอยู่ แต่กำลังก้าวไปสู่การ กำหนดมาตรฐานของตัวเอง หรือที่เรียกว่า China Standard ภายในปี 2035 ตัวอย่างที่ชัดเจนคือด้านพลังงานสีเขียว จีนตั้งเป้าปี 2030 จะใช้พลังงานสีเขียว 50% และเมื่อถึงจุดนั้นจีนอาจกำหนดว่าสินค้านำเข้าทุกประเภทต้องพิสูจน์ได้ว่าใช้พลังงานสีเขียวในการผลิตอย่างน้อย 50% เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เม็ดพลาสติก หรือสินค้าอุตสาหกรรมใดก็ตาม หากไม่เข้าเกณฑ์ก็ส่งสินค้าเข้าจีนไม่ได้

“นี่คือความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมรับมือตั้งแต่วันนี้ เพราะถ้าวิ่งตามไม่ทัน วันที่จีนประกาศใช้มาตรฐานเหล่านี้จริง ก็อาจสายเกินแก้” ดร.ไพจิตรกล่าว และว่า สิ่งที่น่ากังวลสำหรับผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะภาคการผลิตคือ ปัจจัยการผลิตทั้งหมดนี้ล้วนกำลัง ทดแทนแรงงานมนุษย์ และเมื่อจีนทำได้จริงในระดับอุตสาหกรรม ความได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงานที่ไทยเคยมีก็จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

การปรับตัวของธุรกิจไทย: ช้าไม่ได้อีกต่อไป

ปี 2020 ที่จีนประกาศขจัดความยากจนสำเร็จ จีนมีชนชั้นกลางอยู่ราว 400 ล้านคน และตั้งเป้าว่าจากปี 2021 ถึง 2035 เศรษฐกิจจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หมายความว่าจากฐาน 15 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2020 จีนจะขยายเศรษฐกิจเพิ่มอีกเท่าตัวภายใน 15 ปี เร็วกว่าที่เคยใช้เวลาถึง 40 ปีในอดีต และชนชั้นกลางจะเพิ่มจาก 400 ล้านเป็น 800 ล้านคน โดย 400 ล้านคนที่เพิ่มขึ้นมาส่วนใหญ่จะมาจากเมืองรองและชนบท

สี จิ้นผิงปรับโมเดลพัฒนาเมืองจากการพัฒนาทีละเมืองมาสู่ การพัฒนากลุ่มเมือง (City Cluster) เพื่อบูรณาการอุปสงค์และอุปทานร่วมกัน โดยมี 3 กลุ่มหลักบนแนวชายฝั่งตะวันออก ได้แก่ กลุ่มปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย, กลุ่ม Yangtze Delta นำโดยเซี่ยงไฮ้บวกอีก 26 เมือง ซึ่งเซี่ยงไฮ้เมืองเดียวมี GDP ใหญ่กว่าไทยทั้งประเทศ และกลุ่ม Greater Bay Area ที่มีเซินเจิ้นเป็นศูนย์กลาง บูรณาการร่วมกับฮ่องกงและมาเก๊า โดยมาเก๊าได้รับพื้นที่ถมทะเลเพิ่มอีก 100 ตร.กม. เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่และลดการพึ่งพาคาสิโน

ควบคู่กันนั้นจีนพัฒนา ความเป็นเมืองน่าอยู่ ด้วยนวัตกรรมหลายรูปแบบ เช่น คอนเซ็ปต์ชุมชน 15 นาทีที่ผู้อยู่อาศัยสามารถเดินถึงโรงเรียน โรงพยาบาล และสวนสาธารณะได้ภายใน 15 นาที เครื่องดูดเสียงที่จับเสียงแตรผิดกฎแล้วออกใบสั่งพร้อมรับชำระผ่าน WeChat เครื่องดูดกลิ่นตรวจสอบท่อระบายน้ำและสารอันตราย รวมถึงระบบสแกนใบหน้าและฝ่ามือที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง

ในส่วนชนบท จีนโกยคนหนุ่มสาวกลับสู่เมืองรองและพื้นที่ชนบท และแลกด้วยการพัฒนาระบบนิเวศทั้งหมดตามไปด้วย ทั้งโรงเรียนคุณภาพ โรงพยาบาล และสาธารณสุข เพราะคนจีนต่อรองเก่งและไม่ยอมย้ายกลับหากสิ่งอำนวยความสะดวกยังไม่พร้อม

กลไกที่ทำให้การพัฒนานี้เดินหน้าได้จริง นั่นคือ ประชาชนเป็นศูนย์กลาง รัฐบาลจีนมีระบบสแกนและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ ทุกเมืองต้องมีช่องทางรับเรื่องร้องทุกข์และรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชนอย่างโปร่งใส นโยบายใดที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชนก็ไม่มีเหตุผลที่จะทำ หลักการนี้เองที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้ทุกแผนพัฒนาของจีนมีทิศทางที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม

ที่มาภาพ: Presentation ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร

ดร.ไพจิตรกล่าวว่า โมเดลที่จีนกำลังสร้างคือ “สังคมลูกหนำเลี๊ยบ” ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นชนชั้นกลาง แม้จะยังมีคนรวยและคนจนอยู่บ้าง แต่แกนกลาง 800 ล้านคนนี้จะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ทรงพลังที่สุดในโลก

นอกจากตลาดภายในประเทศแล้ว BRI หรือเส้นทางสายไหมใหม่ยังเปิดโอกาสให้ประเทศอื่นเกาะเกี่ยวการเติบโตของจีนไปด้วย เห็นได้ชัดจากซินเจียงที่วันนี้คึกคักด้วยธุรกิจและขบวนรถไฟสินค้าความยาวกว่า 15 กิโลเมตร วิ่งเชื่อมต่อจากจีนไปถึงยุโรปตลอดเวลา

“ตลาดจีนจึงยังคงเปิดรับสินค้าและบริการจากต่างประเทศอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม การรุกตลาดจีนในยุคนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนกลยุทธ์” ดร.ไพจิตรกล่าว

“หากเรามองตลาดจีนด้วยมุมมองระยะยาว สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การจับตาดูว่าจีนกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเพียงอย่างเดียว แต่คือการกลับมาประเมินตัวเองว่า พร้อมหรือไม่ที่จะเติบโตไปพร้อมกับตลาดแห่งนี้ เพราะจีนยังมีศักยภาพที่จะขยายตัวได้อีกมาก และยังมีความต้องการสินค้าและบริการอีกมหาศาลรออยู่ คำถามสำคัญคือเราจะมองเห็นโอกาสเหล่านั้นได้เร็วแค่ไหน และจะเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นความสำเร็จได้อย่างไร คำตอบคือการออกไปเรียนรู้และสำรวจตลาดอย่างจริงจัง พัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ผู้บริโภค ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้สามารถก้าวไปด้วยจังหวะและความเร็วเดียวกับจีน” ดร.ไพจิตรกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...