โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สูตรค่าไฟใหม่ตอบโจทย์การเมืองอุ้มรายย่อยกระทบคนชั้นกลาง

The Better

อัพเดต 03 มิ.ย. เวลา 15.09 น. • เผยแพร่ 03 มิ.ย. เวลา 12.00 น. • THE BETTER
รื้อสูตรค่าไฟใหม่เสี่ยงสวนทางกับข้อกฎหมายช่วยคนรากหญ้าใช้ไฟถูก เปิดกับดักผลักภาระให้‘คนชั้นกลาง’แบบก้าวกระโดด ชี้ควรเปิดเผยสูตรคำนวณที่โปร่งใส

ความพยายามของรัฐบาลในการปรับสูตรค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) โดยคาดหวังจะช่วยบรรเทาลดรายจ่ายให้กับกลุ่มผู้ใช้รายย่อย แต่ขณะเดียวกันกลับกลายเป็นประเด็นร้อนที่ไม่ได้ถูกตั้งคำถามแค่เรื่องค่าไฟ“แพงหรือถูก” แต่มองไปถึง “ความเป็นธรรม” และ “ความโปร่งใส” ในการรื้อสูตรคำนวณค่าไฟฟ้านี้

เบื้องต้น 2 การไฟฟ้า ทั้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และการไฟฟ้านครหลวง(MEA) กำหนด 4 กรณีศึกษา หรือ 4 แนวทางของอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นก่อนประกาศใช้ในเดือนมิ.ย.

ภายหลังได้รับโจทย์จากฟากการเมืองที่ต้องการคุมค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยต้องไม่เกิน 3 บาท ที่เหลือไปเฉลี่ยการคำนวณให้เหมาะสม ซึ่งพบว่ารายได้ของการไฟฟ้าลดลงประมาณ 1,296 ล้านบาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 15,555 ล้านบาทต่อปี จึงนํามูลค่ารายได้ที่ลดลงดังกล่าวไปจัดทํากรณีศึกษาเพื่อปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าสําหรับผู้ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 200 หน่วยขึ้นไป

ทั้งนี้แนวคิดค่าไฟฟ้าอัตราก้าวหน้าถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือผู้ใช้ไฟรายย่อย ให้จ่ายในอัตราต่ำ และผลักภาระไปยังผู้ใช้ไฟมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ กลับเริ่มเห็นสัญญาณว่า“คนชั้นกลาง”อาจกลายเป็นกลุ่มที่ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มโดยไม่ตั้งใจ โดยครัวเรือนระดับกลาง ซึ่งใช้ไฟฟ้าประมาณ 200–500 หน่วยต่อเดือน กำลังอยู่ใน“รอยต่อ” ของโครงสร้างราคาใหม่ แม้ว่าจะได้รับอานิสงส์จากการใช้ไฟ 200 หน่วยแรก คิดอัตรา 3 บาทต่อหน่วยก็ตาม เนื่องจากไม่ใช่กลุ่มใช้ไฟน้อยที่จะได้อัตราถูกที่สุด และก็ไม่ใช่กลุ่มรายได้สูงที่มีศักยภาพรองรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้ง่าย ผลลัพธ์คือภาระค่าไฟที่อาจขยับสูงขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่มีนัยสำคัญต่อรายจ่ายในชีวิตประจำวัน

เมื่อพิจารณาอัตราค่าไฟฟ้าแบบใหม่ ในแนวทางที่ 4 ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ส่งสัญญาณว่าน่าจะเป็นอัตราที่เหมาะสมที่สุด พบว่า ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน มีประมาณ 15.59 ล้านราย (ข้อมูลปี 2568) หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 67 ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด (ไม่รวมบ้านอยู่อาศัยประเภท TOU) จะได้รับค่าพลังงานไฟฟ้า (ไม่รวมค่าไฟฟ้าผันแปร ค่าบริการรายเดือน และภาษีมูลค่าเพิ่ม) ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย

ขณะที่ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 400 หน่วยต่อเดือน 20.09 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 86 จะได้รับประโยชน์จากการปรับลดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรก และการปรับอัตราค่าพลังงานไฟฟ้าหน่วยที่ 201-400 เพิ่มขึ้น 0.4917 บาทต่อหน่วย มาอยู่ที่ 4.7135 บาทต่อหน่วย ซึ่งยังคงทําให้ค่าไฟฟ้า โดยรวมของผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มนี้ไม่สูงกว่าอัตราค่าไฟฟ้าในปัจจุบัน แต่ถ้าครัวเรือนไหนใช้ไฟแตะระดับ 400 หน่วยขึ้นไปหรือขยับเป็น 401 หน่วย ค่าไฟจะก้าวกระโดดทันที ซึ่งคนชั้นกลางที่มีเครื่องปรับอากาศ 1-2 ตัว ก็มีโอกาสสูงมากที่จะทะลุไปอยู่กลุ่ม 14 % ที่ต้องแบกรับภาระหนักสุด

ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าเกินกว่า 400 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 3.15 ล้านรายคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 14 จะมีอัตราค่าพลังงานไฟฟ้าที่สูงขึ้นกว่าปัจจุบัน 0.5881 บาทต่อหน่วย มาอยู่ที่ 5.0098 บาทต่อหน่วย ทําให้ประมาณการรายได้ของการไฟฟ้าฝ่ายจําหน่าย (กฟน. และ กฟภ.) ในภาพรวมของปี 2569-2571 อยู่ในระดับเดียวกับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าในปัจจุบัน

จุดนี้มองได้ว่าการคำนวณสูตรค่าไฟใหม่เป็นการเฉลี่ยภาระค่าไฟฟ้ามายังกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้ามาก แต่ตอบโจทย์การเมืองที่ช่วยเหลือกลุ่มผู้ใช้รายย่อยจ่ายค่าไฟถูกลง ขณะที่รายได้ของการไฟฟ้าไม่ได้ลดลงไป

ประเด็นที่ถูกจับตามองมากกว่าตัวเลขค่าไฟ คือ “กระบวนการกำหนดราคา” ว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ตามพ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงานได้วางหลักไว้อย่างชัดเจน ในมาตรา 65 กำหนดให้ค่าไฟต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง มีความเป็นธรรมต่อทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้ไฟ และต้องไม่เปิดช่องให้ผู้ประกอบการมีกำไรเกินควร

ขณะที่มาตรา 66 ย้ำถึงหัวใจสำคัญของระบบ นั่นคือ “ความโปร่งใส” โดยระบุว่าอัตราค่าบริการจะต้องเปิดเผยสูตร วิธีคำนวณ และค่าตัวแปรอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ แต่เมื่อสอบทานข้อมูลการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าไม่มีสูตรที่ชัดเจนรองรับ ตัวเลขบางตัวถูกมองว่าเป็นการกำหนดขึ้นโดยไม่มีที่มาที่ไปที่ตรวจสอบได้ และอาจไม่สอดคล้องกับขั้นตอนตามกฏหมาย มาตรา 67 ที่กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตต้องเป็นผู้เสนออัตราค่าบริการให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณา

คำถามจึงไม่ได้อยู่แค่ว่าค่าไฟเหมาะสมหรือไม่ แต่คือ “วิธีคิดค่าไฟ” นั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือเปล่า

ตามหลักการ โครงสร้างค่าไฟฟ้าควรสะท้อนลำดับต้นทุนพลังงาน เริ่มจากเชื้อเพลิงราคาถูกก่อน แล้วจึงไล่ไปสู่แหล่งพลังงานที่มีต้นทุนสูงขึ้น เช่น ก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมัน แต่หากการจัดสรรต้นทุนไม่โปร่งใส หรือไม่เป็นไปตามหลักดังกล่าว ก็อาจทำให้ผู้ใช้ไฟต้องแบกรับภาระที่สูงเกินความเป็นจริง

สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ “ความเสี่ยงทางกฎหมาย” หากการกำหนดค่าไฟไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของมาตรา 65 และ 66 หรือไม่มีการเปิดเผยสูตรคำนวณอย่างครบถ้วน ก็อาจเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งอาจนำไปสู่การฟ้องร้องและความรับผิดทางกฎหมายของผู้มีอำนาจในอนาคต

“การกำหนดตัวเลขกลมๆ อย่าง ‘3 บาท’ หรือการบวกเพิ่ม ‘0.4917 บาท’ และ ‘0.5881 บาท’ ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นตัวเลขที่ตั้งขึ้นเพื่อให้ตอบโจทย์ทางการเมือง (Political pricing) เพื่อให้รายได้รวมของการไฟฟ้าเท่าเดิม มากกว่าจะเป็นตัวเลขที่คำนวณมาจากต้นทุนการผลิตจริงตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย”

อย่างไรก็ดีปัญหาค่าไฟจึงไม่ใช่แค่เรื่องของราคาพลังงานที่ผันผวน แต่คือบททดสอบสำคัญของ “ธรรมาภิบาล” ในการบริหารระบบพลังงานของประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...