เทรนด์เที่ยวแบบ ‘Off-Grid’ คนยอมจ่ายเงินซื้อความสงบ เลือกตัดขาดโลกโซเชียล
พฤติกรรมที่เห็นกันบ่อยๆ เวลาไปเที่ยว อาจเป็นการมองหาที่ที่มี Wi-Fi หรือ มุมที่นั่งทำงาน แต่ตั้งแต่ปี 2026 คนเริ่มมองหาอะไรที่ ‘เรียบง่าย’ เช่น เทรนด์ Sleep Tourism (เน้นนอนไม่เน้นทำกิจกรรม) และล่าสุดคือ กระแสเที่ยวแบบ ‘Off-Grid’คือต้องการตัดขาดจากหน้าจอ หรือบำบัดอาการติดโซเชียล
[ ทำไมเทรนด์ Off-Grid มาแรง? ]
งานวิจัยจาก It’s Time To Log Off เผยว่า ผู้คนโหยหาความสงบ เริ่มรู้สึกว่ากลับไปสัมผัสบรรยากาศในอดีตที่ยังไม่มีเทคโนโลยีเข้ามากลืนกินชีวิต ช่วงเวลาที่ได้ทบทวนตัวเอง ได้ซึมซับบรรยากาศรอบตัว และอยู่กับความเงียบสงบ
โดยอาการที่แสดงออกชัดขึ้นในปี 2026 ก็คือ ความเบื่อหน่ายหน้าจอ งานวิจัยยังชี้ว่า คนส่วนใหญ่ใช้เวลาเฉลี่ยถึง 1 วันเต็มต่อสัปดาห์อยู่บนโลกออนไลน์ และกว่า 62% ยอมรับว่า ‘เกลียดตัวเอง’ ที่ใช้เวลากับมือถือมากเกินไป
ดังนั้น การไปเที่ยวแต่ละครั้งจึงเหมือนเป็นการบังคับให้ตัวเอง ‘รีเซ็ต’ ระบบชีวิตใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้เมื่ออยู่ที่บ้าน
ขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวในหลายประเทศเผยว่า เทรนด์การท่องแบบตัดขาดจากโลกภายนอก งดใช้มือถือ ไม่ต้องมองหา Wi-Fi กลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายของนักเดินทางหลายระดับมากขึ้นตั้งแต่ปี 2025
แต่กระแสนี้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนตั้งแต่ปีนี้ เพราะธุรกิจโรงแรม/ที่พัก ปรับตัวและออกแบบแพ็คเกจให้เข้ากับพฤติกรรมคนยุคนี้ และสร้างรายได้
ข้อมูลจาก Skyscanner ระบุว่า 44% ของนักเดินทางรู้สึกเปิดรับการเจอเพื่อนใหม่มากขึ้นเมื่อเดินทาง รวมถึงทำกิจกรรมต่างๆ โดยไม่เสพติดหน้าจอ ไม่ต้องคอยทำคอนเทนต์ ทำให้พวกเขารู้สึกว่าบทสนทนาระหว่างเพื่อนใหม่ลึกซึ้งและสร้างมิตรภาพดีๆ ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เดินทางคนเดียว (Solo Travelers)
[ มุมธุรกิจท่องเที่ยวปรับตัว เกาะกระแสเที่ยวแบบปลีกวิเวก ]
Kevin Jackson ผู้ร่วมก่อตั้ง EXP Journeys กล่าวกับ Conde Nast Traveler ว่า ความต้องการที่จะตัดขาดจากโลกออนไลน์กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการวางแผนการเดินทางของผู้คน
“ผมคิดว่านักเดินทางพยายามหวนนึกถึงช่วงเวลาที่เกิดขึ้นในอดีต เป็นช่วงเวลาที่ผู้คน ให้ความสำคัญกับการอยู่กับตัวเอง คิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ แบบเงียบๆ ใช้ชีวิตช้าลงเพื่อซึมซับกับสิ่งรอบข้าง และค้นหาโมเมนต์ที่เงียบสงบซึ่งหาได้ยากมากๆ ในยุคนี้”
Martin Dunford ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Cool Places ได้กล่าวกับ BBC ว่า ถ้าเมื่อก่อนทางที่พักจะมีป้ายบอกว่า ห้องพักมี Wi-Fi แต่สำหรับยุคนี้โรงแรมต้องเพิ่มป้ายที่ชี้ว่า “ห้องพักโซนไหนที่ไม่มี Wi-Fi” เพิ่มเข้าไปด้วย
หรืออย่างโรงแรมหรือรีสอร์ทบางแห่งจะขอให้แขกที่เข้ามาพักฝากโทรศัพท์มือถือ หรือล็อกเก็บไว้ในกล่องตั้งแต่ตอน Check-in เพื่อเข้าร่วมกฎระเบียบการพักผ่อนแบบไร้โทรศัพท์มือถือ
ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าหลักของการท่องเที่ยว Off-Grid ก็คือ กลุ่มครอบครัว โดยพ่อแม่ยุคใหม่เป็นกลุ่มใหญ่ที่เรียกร้องการท่องเที่ยวแบบนี้ เพราะต้องการให้ลูกๆ ได้ห่างจากหน้าจอโทรศัพท์ แล้วหันมาทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น ทานข้าว เดินป่า หรือพูดคุยกันมากขึ้น
ที่น่าสนใจคือ มีรายงานจาก imarcgroup สถาบันวิจัยตลาด ระบุว่า ตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 1.06 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 (ราว 36-37 ล้านล้านบาท)
และคาดการณ์ว่าจะเติบโตถึง 1.72 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2034 (ประมาณ 56.2 ล้านล้านบาท) โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 5.38% ในระหว่างปี 2026-2034
ขณะที่บทความวิเคราะห์จาก Polaris Market Researchพูดถึงตลาดบริการท่องเที่ยวเพื่อทำ Digital Detox กำลังเติบโตสูงมากในกลุ่มคนเมืองและคนทำงานออฟฟิศ ซึ่งส่วนมากเป็นกลุ่มคนที่เกิดภาวะ Screen Fatigue หรือเหนื่อยล้าจากหน้าจอสะสม โดยบริการท่องเที่ยวเพื่อบำบัดอาการติดจอ คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยอัตราเฉลี่ย (CAGR) สูงถึง 11-24% ต่อปี
การท่องเที่ยวแบบ Off-Grid ในปี 2026 กลายเป็นภาพสะท้อนว่า การตัดขาดจากโลกออนไลน์ หรือปลีกวิเวกเพื่อความสงบสุขชั่วคราวระหว่างทริป กำลังเป็นความหรูหรารูปแบบใหม่ที่ผู้คนยุคดิจิทัลโหยหา และพร้อมควักเงินจ่ายเพื่อซื้อความเงียบ ความสงบสุขกลับคืนมาให้ชีวิตอีกครั้ง