โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

แค่ครึ่งลูกเกือบคร่าชีวิต! ชายตับวายหลังกิน "แตงกวา" หามส่งรพ.ด่วน แพทย์ชี้ แบบไหนห้ามกิน

sanook.com

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
กินแตงกวาครึ่งลูก ชายวัย 40 ตับวายเฉียบพลัน แพทย์เตือน

กินแตงกวาขมครึ่งลูก ชายวัย 40 ตับวายเฉียบพลัน แพทย์เตือนรสขมผิดปกติอย่าฝืนกิน

แตงกวา เป็นผักที่หลายบ้านกินกันเป็นประจำ ทั้งกินสด แกล้มอาหาร หรือทำเป็นสลัดเย็น ๆ แต่กรณีล่าสุดจากประเทศจีนทำให้หลายคนต้องหันกลับมาระวัง “รสขมผิดปกติ” ของแตงกวาและพืชตระกูลแตง เพราะบางครั้งความขมอาจไม่ได้เป็นแค่เรื่องรสชาติ แต่อาจเป็นสัญญาณของสารพิษตามธรรมชาติที่ทำให้เกิดอาการรุนแรงได้

ตามรายงานจากสื่อจีน ชายวัย 40 ปี นามสกุลหวง ในเมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังรับประทานแตงกวาที่ปลูกเองประมาณครึ่งลูก โดยแตงกวาลูกดังกล่าวมีรสขมผิดปกติ แม้จะรู้สึกแปลกตั้งแต่ตอนชิม แต่เขาเชื่อว่าเป็นผักจากสวนของตัวเอง น่าจะสะอาดและปลอดภัย จึงนำไปทำเป็นสลัดรับประทานต่อ

หลังมื้ออาหารเพียงประมาณ 1 ชั่วโมง เขาเริ่มมีอาการคลื่นไส้รุนแรง อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย อ่อนแรง และอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อถูกนำส่งห้องฉุกเฉิน แพทย์พบภาวะความดันโลหิตต่ำ และมีความผิดปกติของค่าตับอย่างชัดเจน ก่อนวินิจฉัยว่าเป็นพิษจากสาร คูเคอร์บิตาซิน หรือ cucurbitacin ซึ่งเกี่ยวข้องกับรสขมในพืชตระกูลแตงบางชนิด โดยเป็นสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่ทำให้พืชวงศ์แตง (เช่น แตงกวา บวบ มะระ) มีรสขม โดยพืชสร้างขึ้นเองตามธรรมชาติ เพื่อเป็นกลไกป้องกันตัวจากแมลงศัตรูพืชและสัตว์กินพืช

แตงกวาขม ทำไมถึงอันตรายได้?

แตงกวาอยู่ในพืชวงศ์แตง หรือ Cucurbitaceae กลุ่มเดียวกับบวบ ฟักทอง ซูกินี เมลอน และพืชตระกูลแตงอีกหลายชนิด โดยปกติพันธุ์ที่นำมาบริโภคมักถูกคัดเลือกให้มีรสอ่อน ไม่ขมจัด แต่ในบางกรณี พืชอาจสร้างสารคูเคอร์บิตาซินในระดับสูง ทำให้มีรสขมผิดปกติ

คูเคอร์บิตาซินเป็นสารที่พืชสร้างขึ้นตามธรรมชาติเพื่อป้องกันศัตรูพืช โดยมีรสขมมาก แหล่งข้อมูลด้านความปลอดภัยอาหารของฝรั่งเศส หรือ ANSES ระบุว่า พืชตระกูลแตงบางชนิดที่มีสารนี้ในระดับสูงอาจทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ และอาการอาจรุนแรงถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

สิ่งสำคัญคือ รสขมเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อแตงกวา บวบ ฟักทอง หรือพืชตระกูลแตงที่ปกติไม่ควรขม กลับมีรสขมจัดหรือขมกระจายทั้งผล เพราะอาจสะท้อนว่ามีสารคูเคอร์บิตาซินในระดับสูงกว่าปกติ

เคสชายจีนกินแตงกวาขมครึ่งลูก ก่อนเกิดตับวายเฉียบพลัน

จากรายงาน ระบุว่าแตงกวาที่ชายรายนี้กินเป็นแตงกวาที่ปลูกเอง เมื่อหั่นออกมาชิมแล้วพบว่ามีรสขม แต่เขายังนำไปคลุกเป็นสลัดและรับประทาน โดยกินไปประมาณครึ่งลูก ขณะที่ภรรยาซึ่งร่วมมื้ออาหารด้วยมีอาการไม่สบายเพียงเล็กน้อยและอาการดีขึ้นในเวลาต่อมา

แพทย์อธิบายว่า ความรุนแรงของอาการอาจแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับปริมาณที่รับประทาน ความเข้มข้นของสารพิษ ภาวะสุขภาพเดิม และความสามารถของร่างกายในการกำจัดสารพิษ จึงเป็นไปได้ที่คนกินอาหารจานเดียวกันจะมีอาการไม่เท่ากัน

ในรายของชายคนดังกล่าว มีรายงานว่าค่าการทำงานของตับผิดปกติอย่างรุนแรง ระดับเอนไซม์ตับสูงขึ้นมาก มีภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม และเข้าสู่ภาวะตับวายเฉียบพลัน แพทย์ต้องรักษาตามอาการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพิษจากคูเคอร์บิตาซินยังไม่มี “ยาต้านพิษเฉพาะ” ที่ใช้แก้ได้โดยตรง

อาการพิษจากคูเคอร์บิตาซินเป็นอย่างไร?

อาการของการได้รับคูเคอร์บิตาซินมักเกิดเร็ว ตั้งแต่ภายในไม่กี่นาทีจนถึงไม่กี่ชั่วโมงหลังรับประทาน โดยอาการที่พบบ่อยคืออาการระคายเคืองทางเดินอาหารอย่างรุนแรง หากได้รับในปริมาณมากหรือร่างกายตอบสนองรุนแรง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้

  • คลื่นไส้ อาเจียน หลังรับประทานอาหารไม่นาน
  • ปวดท้อง บิดท้อง หรือปวดเกร็งท้องรุนแรง
  • ท้องเสีย บางรายอาจถ่ายบ่อยหรือถ่ายมีเลือดปน
  • อ่อนแรง เวียนศีรษะ หรือมีอาการเหมือนจะเป็นลม
  • ความดันโลหิตต่ำ ในรายที่อาการรุนแรง
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม ซึ่งอาจบ่งชี้ความผิดปกติของตับ

หากกินแตงกวาหรือพืชตระกูลแตงที่มีรสขมผิดปกติ แล้วมีอาการอาเจียน ท้องเสียรุนแรง ปวดท้องมาก หน้ามืด ถ่ายหรืออาเจียนมีเลือดปน ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือซึมลง ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที ไม่ควรรอดูอาการนาน

รสขมแบบไหนที่ควรทิ้งทันที?

แตงกวาบางลูกอาจมีรสขมเล็กน้อยบริเวณขั้วหรือส่วนปลาย ซึ่งอาจพบได้บ้าง แต่หากความขมชัดเจน ขมจัด ขมกระจายทั้งผล หรือกินแล้วรู้สึกฉุนผิดปกติ ควรหยุดกินทันที เพราะไม่สามารถรู้ด้วยตาเปล่าว่ามีสารคูเคอร์บิตาซินมากแค่ไหน

คำแนะนำที่ปลอดภัยคือ หากเผลอชิมแล้วรู้สึกว่าแตงกวาหรือพืชตระกูลแตงมีรสขมผิดปกติ ให้คายทิ้งทันที บ้วนปาก และทิ้งทั้งลูก ไม่ควรเสียดาย ไม่ควรนำไปล้าง แช่น้ำ ปรุงรส หรือผัดต้มต่อ เพราะรสขมที่ผิดปกติอาจเป็นสัญญาณเตือนของสารที่ก่ออาการเป็นพิษได้

โดยเฉพาะแตงกวา บวบ ฟักทอง หรือซูกินีที่ปลูกเอง ควรระวังมากขึ้นหากรสชาติเปลี่ยนไปจากปกติ เพราะปัจจัยอย่างสภาพอากาศร้อนจัด ภัยแล้ง ความเครียดของพืช การผสมข้ามพันธุ์ หรือเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ได้มาจากแหล่งน่าเชื่อถือ อาจทำให้พืชบางต้นมีรสขมและมีสารคูเคอร์บิตาซินสูงขึ้นได้

ตัดส่วนขมออกแล้วกินต่อได้ไหม?

หลายคนอาจคิดว่า หากแตงกวาหรือบวบมีรสขมเฉพาะบางจุด แค่ตัดส่วนที่ขมออกก็น่าจะพอ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยาและหน่วยงานความปลอดภัยอาหารแนะนำว่า หากรสขมผิดปกติชัดเจน ควรทิ้งทั้งลูก เพราะไม่สามารถมั่นใจได้ว่าสารขมกระจายอยู่เฉพาะส่วนที่ตัดออกเท่านั้น

อีกประเด็นที่ต้องรู้คือ คูเคอร์บิตาซินเป็นสารที่ทนความร้อน แหล่งข้อมูลจาก ANSES ระบุว่าสารกลุ่มนี้ไม่ถูกทำลายด้วยการปรุงสุก ดังนั้น การนำไปต้ม ผัด ตุ๋น หรือปรุงรสจัด ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหมดไป หากวัตถุดิบนั้นมีสารในระดับสูงอยู่แล้ว

สรุปง่าย ๆ คือ ถ้าเป็นพืชตระกูลแตงที่ปกติไม่ควรขม แต่กลับขมจัดหรือขมผิดปกติ อย่าฝืนกิน และอย่าใช้ความร้อนเป็นทางแก้ เพราะการปรุงสุกไม่ได้รับประกันว่าจะทำให้ปลอดภัย

ไม่ใช่แค่แตงกวา พืชตระกูลแตงก็ต้องระวัง

ความเสี่ยงจากคูเคอร์บิตาซินไม่ได้เกิดเฉพาะแตงกวาเท่านั้น แต่ยังพบได้ในพืชตระกูลแตงชนิดอื่น ๆ เช่น บวบ ซูกินี ฟักทอง น้ำเต้า เมลอน หรือแตงบางชนิด โดยเฉพาะเมื่อมีรสขมผิดปกติจากที่ควรเป็น

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตื่นตระหนกจนเลิกกินผักผลไม้กลุ่มนี้ทั้งหมด เพราะกรณีเป็นพิษรุนแรงถือว่าเกิดไม่บ่อย และผักผลไม้เหล่านี้ยังเป็นอาหารที่มีประโยชน์ตามปกติ สิ่งที่ควรทำคือสังเกตรสชาติและไม่ฝืนกินเมื่อพบความผิดปกติ

ข้อควรแยกให้ชัดคือ พืชบางชนิดมีรสขมตามธรรมชาติและถูกใช้เป็นอาหารอยู่แล้ว เช่น มะระ ซึ่งไม่ใช่กรณีเดียวกับแตงกวา บวบ หรือฟักทองที่โดยปกติไม่ควรมีรสขมจัดผิดปกติ บทความนี้จึงเน้นเตือนเรื่อง “ความขมผิดปกติ” ในพืชตระกูลแตงที่ปกติควรมีรสอ่อนหรือหวานมัน

วิธีเลือกและกินแตงกวาให้ปลอดภัยขึ้น

เพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีเด็ก ผู้สูงอายุ หรือคนที่มีโรคตับ โรคไต และร่างกายอ่อนแอ ควรใส่ใจกับการเลือกและการเตรียมแตงกวาหรือพืชตระกูลแตงก่อนรับประทาน

  • ชิมเล็กน้อยก่อนปรุง หากรู้สึกขมผิดปกติ ให้คายทิ้งทันทีและบ้วนปาก
  • อย่าฝืนกินเพราะเสียดาย โดยเฉพาะผักที่ปลูกเองแต่มีรสผิดปกติ
  • ไม่ควรตัดเฉพาะส่วนขมแล้วกินต่อ หากความขมชัดเจนหรือกระจายทั้งผล
  • ไม่ควรนำไปปรุงสุกเพื่อแก้ปัญหา เพราะสารพิษบางชนิดทนความร้อน
  • เลือกเมล็ดพันธุ์จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ หากปลูกพืชตระกูลแตงกินเอง
  • หลีกเลี่ยงการเก็บเมล็ดจากผลที่ไม่แน่ใจไปปลูกต่อ เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดรสขมในรุ่นต่อไป

สรุป

กรณีชายจีนวัย 40 ปีที่เกิดภาวะตับวายเฉียบพลันหลังรับประทานแตงกวาขมประมาณครึ่งลูก เป็นบทเตือนใจว่า รสขมผิดปกติในแตงกวาหรือพืชตระกูลแตงไม่ควรถูกมองข้าม เพราะอาจเกี่ยวข้องกับสารคูเคอร์บิตาซิน ซึ่งทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษรุนแรงได้ในบางราย

แตงกวาทั่วไปไม่ได้เป็นอันตราย และยังเป็นอาหารที่กินได้ตามปกติ แต่ถ้าพบว่าแตงกวา บวบ ฟักทอง หรือพืชตระกูลแตงอื่น ๆ มีรสขมจัดหรือขมผิดปกติ ควรหยุดกินทันทีและทิ้งทั้งลูก ไม่ควรเสียดาย ไม่ควรนำไปตัดบางส่วน หรือปรุงสุกเพื่อหวังให้ปลอดภัย

หลักง่าย ๆ คือ “ขมผิดปกติ อย่าฝืนกิน” เพราะรสชาติอาจเป็นสัญญาณเตือนที่ร่างกายรับรู้ได้ก่อนอันตรายจะเกิดขึ้นจริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...