โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กลุ่มบริษัทบางจาก แจงการลงทุนโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีของ BCPG

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 57 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจากแจงการลงทุนโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีของ BCPG

วันนี้ 27 พฤษภาคม 2569 กลุ่มบางจากนำโดยนายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายบัณฑิต หรรษาไพบูลย์ รักษาการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ นายรวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ร่วมกันแถลงข่าวการลงทุนโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีของ BCPG

ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อสังเกตผ่านสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับการเข้าลงทุนของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (“BCPG”) ในโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีเมื่อปี 2565 รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับราคาซื้อขาย โครงสร้างธุรกรรม และกระบวนการอนุมัติของธุรกรรมดังกล่าวนั้น

เนื่องจากมีการกล่าวถึงกลุ่มบริษัทบางจาก บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ผู้บริหาร และกระบวนการดำเนินธุรกิจขององค์กร ขณะที่ข้อมูลบางส่วนอาจเกิดจากความเข้าใจที่แตกต่างเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรม การประเมินมูลค่า และหลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมซื้อกิจการ กลุ่มบริษัทบางจากจึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณะ

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า “อย่างที่เรียนมาตลอดว่าบางจาก เราทำอะไรมีที่มาที่ไป และทุกอย่างที่ทำมีเหตุมีผลในการตัดสินใจ ผมพูดเสมอว่า 12 ปีที่ผ่านมา จากบริษัท เล็กๆ วันนี้เราเป็นบริษัทชั้นนำทางด้านพลังงาน มีสินทรัพย์มากกว่า 3-4 แสนล้านบาท มียอดขายมากกว่า 5-6 แสนล้านบาท นี่คือความตั้งใจที่จะปลูกให้เป็นบริษัทที่เข้มแข็ง”

ขณะที่นายบัณฑิตได้อธิบายที่มาที่ไปในการซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรีของ BCPG ว่าจากการที่โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนง (“โรงกลั่นฯ”) มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน และไม่มีระบบคลังน้ำมันขนาดใหญ่ของตนเอง ทำให้ต้องอาศัยคลังน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน และระบบโลจิสติกส์จากภายนอกมาโดยตลอด ขณะที่การจัดเก็บน้ำมันและการบริหาร Supply Chain ถือเป็นโจทย์สำคัญของโรงกลั่นฯ บริษัทฯ จึงได้ศึกษาทางเลือกในการบริหารจัดการคลังน้ำมันดิบมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ลดข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ และรองรับการเติบโตของธุรกิจ

ในช่วงปี 2537–2542 บริษัทฯ ใช้ FSU WYOMING เป็นคลังลอยน้ำรองรับการดำเนินงานของโรงกลั่นฯ ในระยะเริ่มต้น ซึ่งมีกำลังการกลั่นประมาณ 70,000 บาร์เรลต่อวัน และมีความจุประมาณ 400 ล้านลิตร ต่อมาในปี 2543 บริษัทฯ ได้ปรับมาใช้คลังน้ำมัน 2 แห่งที่อำเภอศรีราชา เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 80,000 บาร์เรลต่อวัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำมันดิบ โดยใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 16 ปี

นายบัณฑิตเล่าว่า ‘ในช่วงเวลานั้นเราพยายามจะหาทางเลือกต่างๆ รองรับในอนาคต มีการพิจารณาในแต่ละทางเลือกมาเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง ประมาณปี 2553 เราศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้คลังเพชรบุรี แต่ในตอนนั้นมีจำนวนถังน้อย จำนวนท่าเรือก็น้อย ความสามารถในการรับขนาดเรือน้ำมันดิบก็เล็ก การศึกษา ณ ปี 2553 ดูเหมือนจะไม่feasible เราจึงยังใช้คลังน้ำมันดิบบนบกที่ศรีราชาต่อไป แต่ก็ยังศึกษามาต่อเนื่อง ส่วนการศึกษาที่จะสร้างคลังใหม่ ก็พบว่าใช้เงินลงทุนที่ค่อนข้างสูงมาก จึงยังไม่ตัดสินใจดำเนินการกับทางเลือกนี้’

ตั้งแต่ปี 2553 – 2562 บริษัทฯ ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาอิสระหลายรายเพื่อศึกษาทางเลือกในการบริหารคลังน้ำมันหลายรูปแบบและในหลายพื้นที่ ทั้งการศึกษาคลังเดิมในจังหวัดเพชรบุรี การพัฒนาคลังใหม่ที่จุกเสม็ด จังหวัดชลบุรี การขยายคลังในจังหวัดระยอง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมในพื้นที่ฝั่งตะวันตก รวมถึงการใช้คลังลอยน้ำและการเช่าคลัง โดยเปรียบเทียบทั้งด้านต้นทุน ความจุรองรับ ระบบท่อส่ง ความสามารถในการรองรับเรือขนาดใหญ่ และศักยภาพด้านโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้น’

ภายหลังเมื่อปริมาณธุรกิจและความซับซ้อนของ Supply Chain เพิ่มขึ้น รวมถึงมีการขยายกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 120,000 บาร์เรลต่อวัน บริษัทฯ ได้ศึกษาทางเลือกด้านคลังน้ำมันและโลจิสติกส์เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้คลังลอยน้ำ การเช่าคลัง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม โดยในช่วงปี 2560–2565 บริษัทฯ ได้ใช้ FSU BONGKOT เป็นคลังลอยน้ำชั่วคราว ความจุประมาณ 300 ล้านลิตร เพื่อทดแทนคลังศรีราชาบางส่วน ระหว่างการศึกษาแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังและโลจิสติกส์เพิ่มเติม

‘การได้รับการอนุญาตใช้ FSU อีกครั้ง แต่ชั่วคราว 5 ปีเท่านั้น เรือ FSU ที่ใช้ชื่อเรือบงกช เปรียบเสมือนคลังน้ำมันดิบลอยน้ำ บริเวณนอกเกาะสีชัง ระหว่างที่การใช้ FSU ในรอบนี้ เรายังคงพิจารณาหาทางเลือกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทางเลือกของการสร้างที่คลังระยองซึ่งได้ทำการศึกษาแล้ว จนมาได้ข้อเสนอทางเลือกที่คลังเพชรบุรี เรารีบพิจารณามองว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด หากการอนุญาตใช้เรือ FSU หมดอายุ ก็มาใช้ที่คลังเพชรบุรีควบคู่กับคลังที่เกาะสีชังที่เรายังใช้อยู่ นี่คือ ประวัติศาสตร์ที่ให้ทุกท่านได้ทราบความเป็นมา เราพิจารณาอย่างรอบคอบถึงการลงทุนคลังเพชรบุรี’

จากการศึกษาทางเลือกต่าง ๆ โครงการคลังน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรีมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมจากในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนถังจัดเก็บที่เพิ่มจาก 16 ถังเป็น 20 ถัง ความจุจัดเก็บที่เพิ่มจากประมาณ 500 ล้านลิตรเป็นประมาณ 720 ล้านลิตร ระบบท่อส่งน้ำมันที่เพิ่มจาก 3 ท่อเป็น 5 ท่อ ท่าเทียบเรือที่เพิ่มจาก 2 จุดเป็น 6 จุด ขณะเดียวกัน ยังสามารถรองรับปริมาณธุรกิจและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ดียิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน BCPG อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุน (Portfolio Transformation) เพื่อขยายจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และมองหาธุรกิจที่สามารถสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอเพื่อเสริมความมั่นคงของธุรกิจ โครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีจึงเป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุนที่สอดคล้องกับทิศทางดังกล่าว รวมถึงความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของกลุ่มบริษัทบางจาก

นายรวีกล่าวว่า “ในช่วงปี 2565 2566 ที่บางจากเริ่มไปใช้ที่คลังเพชรบุรี อยู่ในจังหวะเดียวกันที่บีซีพีจีมีการปรับโครงสร้างหรือพอร์ตการลงทุน ไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานของด้านพลังงาน การลงทุนใน ALT หรือคลังเพชรบุรี เป็นโอกาสการลงทุนหนึ่งที่สอดคล้องกับ กลยุทธ์หรือทิศทางของบริษัทบีซีพีจี ณ ขณะนั้น ซึ่งการพิจารณาการลงทุนผ่านคณะกรรมการความเสี่ยง คณะกรรมการการลงทุน คณะกรรมการการตรวจสอบ แล้วจนถึงสุดท้ายคณะกรรมการบริษัท”

ทั้งนี้ ธุรกรรมได้ผ่านกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร คณะกรรมการชุดย่อยที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการ BCPG ซึ่งได้พิจารณารายละเอียด โครงสร้างธุรกรรม ความเหมาะสมทางธุรกิจ และการประเมินมูลค่าอย่างรอบคอบ ก่อนที่คณะกรรมการ BCPG ตัดสินใจลงทุนในขั้นสุดท้าย

จากการประเมินโดยที่ปรึกษาเอนจิเนียริ่งอิสระว่าการที่จะให้บริการเพิ่มขึ้น ถ้าต้องลงทุนเอง ต้องใช้เงินประมาณเท่าไหร่ อาทิ ค่าก่อสร้างถังน้ำมัน 1 ลิตรประมาณ12 บาท ถ้าต้องการเพิ่มอีก 200 กว่าล้านลิตร ต้องลงทุน 2,000 ล้าน ส่วน ท่อใต้ทะเล 2 เส้น ประมาณเส้นละ 1,500 ล้าน ความยาวออกไป 7 กิโลเมตร ต้องลงทุนประมาณ 3,000 ล้านบาท ยังไม่รวมท่าเรือที่ขยายเพิ่มอีกประมาณพันล้านบาท ดังนั้นการลงทุนส่วนเพิ่มขึ้นมาต้องใช้เงินประมาณ 5,000 ล้าน

ในการพิจารณาการลงทุน BCPG ได้ประเมินมูลค่ากิจการด้วยวิธี Discounted Cash Flow (DCF)โดยอ้างอิงกระแสเงินสดในอนาคตภายใต้สัญญาการให้บริการและศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้สมมติฐานทางการเงินอย่างระมัด- ระวัง รวมถึงการใช้อัตราค่าบริการที่ต่ำกว่าระดับตลาดประมาณร้อยละ 50 และอ้างอิงการประเมินของผู้เชี่ยวชาญอิสระ ซึ่งมูลค่าการลงทุนจำนวน 9,000 ล้านบาทอยู่ภายในกรอบการประเมินดังกล่าว

“การประเมินมูลค่ากิจการ บนความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของโครงการ ซึ่งมาจากสัญญาการให้บริการที่มีอยู่และศักยภาพในอนาคตของคลัง โดยมีผู้ประเมินอิสระเข้ามา 2 ราย มาการประเมินมูลค่ากิจการ ภายใต้สมมติฐานก็คืออัตราค่าเช่า ที่อยู่ในสัญญาให้บริการ เป็นอัตราค่าเช่าที่ต่ำกว่าราคาตลาดประมาณ 30-50% อัตราส่วนลดนี้ใช้อัตราส่วนลดที่สูงกว่าต้นทุนการเงินของเรา แปลว่า ผลตอบแทนจะสูงกว่าต้นทุนการเงินของบริษัท”นายรวีกล่าว

ราคาซื้อขายในปี 2565 ที่แตกต่างจากราคาที่เคยมีการกล่าวถึงในปี 2553 สะท้อนถึงมูลค่าคลังน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา ทั้งจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่อส่ง ท่าเรือ และถังเก็บน้ำมัน ตลอดจนศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต

ธุรกรรมนี้เป็นการซื้อกิจการบางส่วนของผู้ขาย จึงจำเป็นต้องแยกทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องและกำหนดโครงสร้างการรับโอนผ่านบริษัทย่อยของคู่สัญญา เพื่อถือครองทรัพย์สินก่อนส่งมอบ และฝ่าย BCPG ดำเนินการผ่านบริษัทย่อยในกลุ่มเพื่อรับโอนกิจการ ทั้งนี้ การจัดตั้งบริษัทย่อยดังกล่าวเป็นขั้นตอนปกติทางธุรกิจและกฎหมายสำหรับการแยกและโอนทรัพย์สินเฉพาะส่วน และสอดคล้องกับโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสมของ BCPG

เนื่องจากตามหลักบัญชี เมื่อมีการรับโอนกิจการต้องดำเนินการปันส่วนราคาซื้อ (Purchase Price Allocation: PPA) โดยจำแนกทั้งทรัพย์สินที่มีตัวตนและสิทธิหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นที่ต้องรับรู้ตามมาตรฐานบัญชี ซึ่งผลการวิเคราะห์แสดงว่าจากมูลค่าซื้อขายประมาณ 9,000 ล้านบาท ประกอบด้วย ส่วนสินทรัพย์ที่มีตัวตนมีมูลค่าประมาณ 6,490 ล้านบาท สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ได้แก่มูลค่าสัญญาการใช้บริการคลังน้ำมันที่มีอยู่ปัจจุบันประมาณ 1,900 ล้านบาท สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีสุทธิและสินทรัพย์อื่นประมาณ 170 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าความนิยมที่คาดว่าจะได้รับจากกระแสเงินสดในอนาคต เพื่อสะท้อนมูลค่าของสินทรัพย์แต่ละประเภทให้ชัดเจนขึ้น แต่ผลรวมของสินทรัพย์ทั้งหมดเท่ากับมูลค่าการลงทุน

กลุ่มบริษัทบางจากขอยืนยันว่า การลงทุนของ BCPG ในโครงการนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียนอย่างครบถ้วน โปร่งใส และผ่านการพิจารณาจากผู้มีอำนาจตามลำดับโดยข้อสังเกตบางประเด็นในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วน และความไม่เข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรมและหลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมการซื้อกิจการ ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการกำกับดูแลกิจการที่ดีในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กระบวนการที่เหมาะสม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...