โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มุมมองไตรมาส 3 : ถอดรหัสประธาน Fed หลังฮอร์มุซเริ่มเปิด แต่ความเสี่ยงยังไม่จบ

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
มุมมองไตรมาส 3 : ถอดรหัสประธาน Fed หลังฮอร์มุซเริ่มเปิด แต่ความเสี่ยงยังไม่จบ

หลังตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญความผันผวนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางตลอดช่วงไตรมาสที่ 2 ล่าสุดการเริ่มกลับมาของเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซช่วยลดความกังวลเรื่องอุปทานพลังงาน และทำให้บรรยากาศการลงทุนผ่อนคลายลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่การเปิดฮอร์มุซไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงหายไปทันที เพราะต้นทุนการขนส่ง และประกันภัยยังต้องใช้เวลาในการกลับสู่ภาวะปกติ ขณะที่การเจรจาข้อตกลงสันติภาพแบบถาวรยังเป็นสิ่งที่ตลาดต้องติดตามต่อไป

ประเด็นสำคัญ

  • Fed ยุคใหม่ “พูดน้อยลง แต่พึ่งข้อมูลมากขึ้น”
  • จับตาเงินเฟ้อ…นโยบายภาษีการค้าและการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯอาจกลับมาสร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาด
  • กลับมาลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นแต่ยังเน้นเลือกสินทรัพย์ด้วยปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตลาดไม่ได้กำลังลืมสงคราม แต่กำลังย้ายจุดสนใจจากความเสี่ยงด้านพลังงาน ไปสู่คำถามใหม่ที่สำคัญกว่าในไตรมาส 3 นั่นคือ เงินเฟ้อจะอยู่สูงนานเพียงใด และ Fed จะตอบสนองอย่างไร

Fed ยุคใหม่ “พูดน้อยลง แต่พึ่งข้อมูลมากขึ้น”

แม้ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.50%-3.75% ในการประชุมล่าสุดเดือนมิ.ย. แต่สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่การคงดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว หากเป็นการประชุมนัดแรกของนาย Kevin Warsh ในฐานะประธาน Fed ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงแนวคิดของ Fed โดยนาย Warsh ส่งสัญญาณว่า Fed จะให้น้ำหนักกับการยกระดับผลิตภาพ การลงทุน และศักยภาพด้านอุปทานของเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเชื่อว่าการลงทุนในเทคโนโลยี AI ระบบอัตโนมัติ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อาจช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะยาวได้ อย่างไรก็ดี ในระยะสั้น ภารกิจหลักของ Fed ยังคงเป็นการรักษาเสถียรภาพด้านราคา เงินเฟ้อที่ยังสูง ความเสี่ยงจากราคาพลังงาน และมาตรการภาษีการค้า ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้ Fed ยังไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินได้อย่างรวดเร็ว

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกด้านคือรูปแบบการสื่อสาร Warsh ลดบทบาทของ Forward Guidance และไม่เผยแพร่ Dot Plot ของตนเอง แต่ส่งสัญญาณว่า Fed ต้องการให้ตลาดกลับมาโฟกัสกับข้อมูลเศรษฐกิจจริง มากกว่าการพยายามตีความถ้อยแถลงของธนาคารกลาง ผลคือ ตลาดจะตอบสนองต่อข้อมูลเงินเฟ้อ การจ้างงาน ค่าจ้าง ยอดค้าปลีก และราคาพลังงานมากขึ้น ดังนั้น Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์จึงมีแนวโน้มผันผวนสูงขึ้นตามไปด้วย สรุปแล้วเรากำลังเข้าสู่ Fed ยุคใหม่ที่ไม่ใช่เพียงดอกเบี้ยที่อาจอยู่สูงนานกว่าคาด แต่เป็น Fed ที่คาดเดายากขึ้น และพร้อมปรับนโยบายตามข้อมูลเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

จับตาเงินเฟ้อ…นโยบายภาษีการค้าและการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯอาจกลับมาสร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาด

ในช่วงไตรมาส 3 ตลาดจะให้ความสนใจต่อเงินเฟ้อโลกโดยเฉพาะสหรัฐฯเนื่องจากราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลงหลังการบรรลุข้อตกลงยุติสงครามชั่วคราวที่เกิดขึ้น ซึ่งการส่งผ่านราคาน้ำมันต่อเงินเฟ้อหากทำได้รวดเร็วก็จะทำให้แรงกดดันการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ลดลงส่งผลให้ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลลดลงตามไปด้วย ขณะเดียวกันฝั่งตลาดหุ้นก็มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ แต่หากเงินเฟ้อลดลงได้ช้าการปรับขึ้นของสินทรัพย์เสี่ยงที่ผ่านมาก็จะเผชิญแรงขายทำกำไรได้เช่นกัน

นอกจากเงินเฟ้อแล้ว นโยบายภาษีการค้าและการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดได้ในไตรมาส 3 แม้ว่าศาลสูงสหรัฐฯได้วินิจฉัยจำกัดอำนาจการใช้กฎหมายฉุกเฉิน (IEEPA) เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าในวงกว้าง อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีทรัมป์ก็จะพยายามหาทางใช้มาตรการภาษีการค้าเป็นเครื่องมือต่อรองต่อประเทศต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใกล้เข้าสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯมากขึ้นประธานธิบดีทรัมป์ก็จะต้องเร่งดำเนินนโยบายเพื่อสร้างคะแนนนิยมให้กับตัวเอง ซึ่งหลังจากได้พยายามหาข้อยุติประกาศชัยชนะต่อสงครามแล้วก็มีแนวโน้มที่จะกลับมาดำเนินนโยบาย American First ใช้ภาษีมาต่อรองกับประเทศต่างๆโดยเฉพาะประเทศจีนมากขึ้น ส่งผลให้ความผันผวนของตลาดอาจกลับมาเพิ่มขึ้นได้อีกในช่วงปลายไตรมาส 3

กลับมาลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นแต่ยังเน้นเลือกสินทรัพย์ด้วยปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

เมื่อความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซลดลงประกอบกับผลประกอบการของหุ้นในตลาดหลักๆยังเติบโตได้ดี ผมมองว่าช่วงต้นไตรมาส 3 ควรปรับเพิ่มการลงทุนหุ้นโลกเล็กน้อยแต่ยังไม่ถึงจังหวะของการเพิ่มความเสี่ยงแบบเต็มพอร์ตเนื่องจากตลาดรับรู้ข่าวดีจากการคลี่คลายของความขัดแย้งไปแล้วพอสมควร ขณะที่ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และค่าเงินดอลลาร์ยังคงอยู่ กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การเพิ่มน้ำหนักหุ้นทั้งกระดาน แต่เป็นการเลือกตลาดและสินทรัพย์ที่มีคุณภาพสูงกว่า และเมื่อผ่านพ้นช่วงประกาศผลประกอบการบริษัทไปแล้วเข้าสู่ปลายไตรมาส 3 อาจเป็นช่วงเวลาของการเลือกทยอยขายกำไรลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนได้บ้างจากความเสี่ยงปัจจัยการเมืองสหรัฐฯ

หุ้นสหรัฐฯยังคงเป็นภูมิภาคที่เน้นลงทุนต่อไปได้เนื่องจากเศรษฐกิจยังมีความแข็งแกร่งและกำไรบริษัทยังเติบโตได้ดีโดยเฉพาะกลุ่ม AI, Semiconductor และ Mega-cap Technology ขณะที่ปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นยุโรปเล็กน้อยหลังความเสี่ยงทางด้านพลังงานเริ่มผ่อนคลายและหุ้นยุโรปยังปรับตัวขึ้นตามหลังตลาดหุ้นอื่นๆอยู่ สำหรับตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ หุ้นเกาหลีใต้ยังคงมีความน่าสนใจลงทุนแม้ว่าราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมามากแต่คาดการณ์ผลประกอบการบริษัทก็ปรับขึ้นอย่างมากทำให้มูลค่า P/E อยู่ที่ระดับ 9 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ 11.7 เท่า อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นเกาหลีมีการกระจุกตัวในกลุ่ม Memory Chip และ AI Hardware สูง จึงแนะนำลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงผ่านตลาดเอเชียเกิดใหม่ที่ไม่รวมจีน ซึ่งยังได้แรงหนุนจากการย้ายฐานการผลิตและการค้าโลก

ทางฝั่งตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวขึ้นเป็นจังหวะที่ดีของการทยอยลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลาง โดยอยากให้มองในแง่ของรายได้จากดอกเบี้ยที่มากขึ้นมากกว่าการเก็งกำไรจากราคาพันธบัตร เพราะเส้นทางดอกเบี้ยของ Fed ยังไม่ชัดเจน และเน้นลงทุนในกลุ่มความเสี่ยงเครดิตต่ำ (Investment Grade) มากกว่าความเสี่ยงเครดิตสูง (High Yield) เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนของตลาดอยู่มากพอสมควรจึงควรเน้นการรักษาความปลอดภัยของเงินต้นในการลงทุนตราสารหนี้

สำหรับสินทรัพย์ทางเลือกผมยังเห็นว่าทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ควรลงทุนเพื่อการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตไม่ใช่เพื่อการเก็งกำไร โดยสามารถทยอยสะสมในช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวลงจากมุมมองดอกเบี้ยที่อาจปรับขึ้น แต่ไม่แนะนำลงทุนในน้ำมันหลังความเสี่ยงปิดช่องแคบฮอร์มุซลดลงและอาจยังมีความผันผวนของราคาที่สูงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่คาดเดาได้ยาก

สรุปแล้ว ไตรมาส 3 ไม่ใช่ช่วงของการเปิดเกมรุกเต็มที่แต่เป็นช่วงของการลงทุนอย่างมีวินัย สามารถเพิ่มสินทรัพย์เสี่ยงได้บ้าง แต่ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการคัดเลือกสินทรัพย์โดยให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานเป็นสำคัญ และระมัดระวังเรื่อง valuation เพราะแม้ฮอร์มุซเริ่มเปิดแต่ความเสี่ยงของตลาดยังไม่ได้หายไป เพียงแค่เปลี่ยนจากสงครามและราคาน้ำมันไปสู่เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และ Fed ที่ตลาดจะต้องเรียนรู้ในยุคใหม่ อีกทั้งยังมีนโยบายการค้าและการเลือกตั้งสหรัฐฯที่อาจสร้างความผันผวนให้ตลาดได้อยู่

ภาพ:APChanel / Shutterstock

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...