ป้องกันฟ้องปิดปาก
ก่อนหน้านี้ มีกรณีการฟ้องหมิ่นประมาท ที่เลือกจะฟ้องในจังหวัดห่างไกล เช่น ไปฟ้องที่นราธิวาส ที่แม่ฮ่องสอน ที่อุบลราชธานี ซึ่งนักการเมือง พวกหัวหมอทางกฎหมายทำกันมาก จนกลายเป็นการปิดปากไม่ให้หลายคนกล้าพูดความจริงหรือกล้าเรียกร้องอะไร เพราะการฟ้องเป็นภาระผู้ถูกฟ้อง และยังมีลักษณะการฟ้องอื่นๆ ที่เรียกว่า “การฟ้องปิดปาก” (Strategic Lawsuit Against Public Participation SLAPP) มีการรณรงค์เรื่องนี้เรื่อยมา พรรคการเมืองเสนอกฎหมายป้องกันฟ้องปิดปาก
เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำแนะนำของ นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับการป้องกันฟ้องปิดปาก เพื่อเป็นประกันว่ากระบวนพิจารณาของศาลจะไม่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในทางที่ขัดต่อคุณค่าพื้นฐาน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 กำหนดให้ศาลมีอำนาจตรวจสอบกลั่นกรองการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาให้อยู่ในกรอบแห่งความสุจริต ไม่เป็นการเอาเปรียบหรือกลั่นแกล้งกัน
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ประธานศาลฎีกาจึงออกคำแนะนำไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 การฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลยหรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบตามบทบัญญัติมาตรา 161/1 ให้หมายความรวมถึง
(1) การฟ้องคดีที่มีลักษณะเป็นการก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม สร้างความอับอายอย่างไม่เป็นธรรมหรือสร้างความยากลำบากเดือดร้อนแก่จำเลยในการต่อสู้คดีเกินสมควร (2) การฟ้องคดีที่มีลักษณะเป็นการกดดันให้จำเลยต้องกระทำการหรือละเว้นกระทำการเพื่อประโยชน์อันมิชอบ หรือต่อรองผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย (3) การฟ้องคดีโดยจงใจกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญที่ไม่ถูกต้องหรือปกปิดข้อเท็จจริงนั้น
ข้อ 2 พฤติการณ์ในการฟ้องคดีดังต่อไปนี้ พึงถือเป็นเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1 คือ (1) กรณีมีการกล่าวอ้างว่ามูลคดีเกิดหลายท้องที่ และยื่นฟ้องคดีต่อศาลในท้องที่ที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำการงานอันเป็นปกติของจำเลย โดยไม่ได้ก่อให้เกิดความสะดวกในการสืบพยานหลักฐานหรือไม่เกิดประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี (2) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยมีส่วนในการรณรงค์ เรียกร้อง หรือแสดงความเห็นเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิของผู้บริโภค สิทธิแรงงานหรือประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น
(3) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยเปิดเผยข้อมูลการทุจริตหรือการประพฤติที่มิชอบด้วยกฎหมาย (4) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยมีหน้าที่รับผิดชอบในการพิจารณาความผิดของโจทก์ในระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริงหรือมีคำสั่งชี้ขาด (5) การฟ้องคดีที่เกิดจากมูลเหตุเดียวกันเป็นหลายคดีโดยไม่มีเหตุสมควร และมีลักษณะเป็นการสร้างความยุ่งยากและไม่เป็นธรรมให้แก่จำเลยในการต่อสู้คดี (6) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยใช้สิทธิหรือปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย โดยคำฟ้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำโดยไม่สุจริตหรือประพฤติมิชอบโดยชัดแจ้ง
ข้อ 3 เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าการฟ้องคดีใดฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1 ศาลพึงสั่งให้โจทก์ชี้แจงรวมถึงแสดงพยานหลักฐาน ในกรณีที่ความปรากฏโดยชัดแจ้งว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 161/1 วรรคหนึ่งศาลจะยกฟ้องตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้องก็ได้ และข้อ 6 กรณีที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1 หากเห็นได้ว่าจำเลยมีพฤติการณ์ในทางประวิงคดี ศาลพึงสั่งงดหรือยุติการดำเนินการตามข้ออ้างของจำเลย และดำเนินคดีต่อไปโดยไม่ชักช้า
ความคืบหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.256 เพื่อยกร่างใหม่ “ครูตุ๋ง” โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ได้รับร่างจากหลายพรรคการเมืองแล้ว และได้บรรจุเข้าวาระทั้งหมด ซึ่งจากการพูดคุยกับวิป 3 ฝ่าย คาดว่าจะนำเข้าสู่วาระที่ประชุมในวันที่ 7-8 ก.ค. นี้ เป็นการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณารับหลักการในวาระที่ 1 หลังวาระแรก คงจะใช้เวลาพอสมควร หวังว่ากรรมาธิการ (กมธ.) จะปรึกษาและหารือกันอย่างโดยไม่ล่าช้า เพราะกระบวนการตามรัฐธรรมนูญยังมีอีกมาก หาก กมธ. พิจารณาได้เร็ว ขั้นตอนทุกอย่างก็จะรวดเร็ว
เมื่อถามว่า การกล่าวหาเรื่องระบอบสีน้ำเงินจะไม่เป็นปัญหาระหว่าง สส. สว. ใช่หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า อย่าว่าโจมตี เพราะเป็นแค่การพูดให้ความเห็นบางครั้งอาจกระทบกระทั่งกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของประชาธิปไตย แต่เราก้าวข้ามเรื่องพวกนี้ได้ สีอะไรก็ไม่เป็นอุปสรรคหรอกถ้าไม่ยึดติด เราก้าวข้ามเรื่องพวกนี้ได้เพื่อประโยชน์ของประชาชน
กรณี นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต ออกมาเปิดเผยภาพแคปหน้าจอแชตกลุ่มไลน์ปริศนา ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นแชตของ “อธิบดีกรมการปกครอง” ที่มีการส่งรายงานสัดส่วนคะแนนนิยมผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. จังหวัดภูเก็ต ช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา พร้อมข้อความตอบกลับว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม
รายงานข่าวจากกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยผลการตรวจสอบ พบว่า แชตไลน์คลาดเคลื่อนและไม่ตรงกับประกาศจริงหลายจุด ระบุชื่อบุคคลที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งจริง บางรายยังดำรงตำแหน่งราชการ หรือเป็นสมาชิกวุฒิสภาอยู่ในปัจจุบัน เช่น เขตเลือกตั้งที่ 1 พบความผิดปกติในหมายเลข 2 โดยในแชตไลน์ระบุชื่อ นายวิสุทธิ์ โรจินทร์ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) แต่ประกาศ กกต. ตัวจริงคือ นายศุภชัย ศิลปะรัศมี พรรคเศรษฐกิจ นายวิสุทธิ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งปลัดอาวุโสอำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต และทำหน้าที่ ผอ.กกต.ประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 ไม่ได้ลาออกไปลงสมัคร สส.
ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 2 พบข้อมูลไม่ตรงกับประกาศ กกต. ถึง 4 รายชื่อ ในส่วนเขตเลือกตั้งที่ 3 พบข้อมูลคลาดเคลื่อนอีกหลายรายการ ทำให้เกิดข้อสังเกตตามมาว่า ข้อมูลดังกล่าวที่ออกมาเพื่อดิสเครดิส เบี่ยงประเด็น ภายหลังกรมการปกครองเสนอให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินข้าราชการหลายรายในภูเก็ต ซึ่งเชื่อมโยงถึงกลุ่มเป้าหมายหลายราย หลังผู้ประกอบการสถานบันเทิงในหาดป่าตอง เรียกร้องให้รัฐบาลจัดการ ผู้มีอิทธิพล เครือข่ายธุรกิจสีเทาที่เก็บส่วย และบุกรุกพื้นที่สาธารณะ
การหาเสียงผู้ว่าฯ กทม. เริ่มเป็นทางการหลังสมัคร อาทิ “เจมส์” อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยคณะของ “หัวหน้ามาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่า การแก้ปัญหาค่าครองชีพ ต้องทำให้ราคาน้ำมันถูกลง แต่รัฐบาลก็ยังคงยืนยันไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และจากที่เคยนำเงินโรงกลั่นมาอุดหนุน ปัจจุบันก็ไม่มีความคืบหน้าการลดค่าการกลั่นแล้ว รวมถึงยังไม่มีความชัดเจนถึงสูตรในการคำนวณราคาน้ำมัน ที่ปัจจุบันยังคงยึดกลไกตลาดสิงคโปร์อยู่ ดังนั้นสิ่งที่ง่ายที่สุดในการจะแก้ปัญหาเรื่องนี้คือ การเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นน้ำมัน พรรคประชาธิปัตย์เสนอมาโดยตลอด
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการดึงคะแนนเสียงจากแฟนคลับเก่า ว่า ที่ผ่านมาการรับรู้ของผู้สมัครต่าง ๆ คนจะรับรู้เรื่องของนายชัชชาติมากที่สุด เราต้องเสนอสิ่งที่แตกต่าง หากกลับมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์จะแก้ปัญหา เช่น เรื่องกัญชา การที่จะเอาที่รกร้างว่างเปล่าที่คนที่จะใช้ในการหลีกเลี่ยงภาษีที่ดินมาทำประโยชน์ หรือเรื่องการตรวจสอบการทุจริตที่เข้มข้น จะเป็นจุดที่เราคิดว่า คนที่เคยสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ จะกลับมาสนใจ
อีกเรื่องหนึ่ง ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กตัวเอง ว่า “มีชาวไทยบางคนแสดงความคิดเห็นว่า ผมได้รับการคัดเลือกเข้าศึกษาที่โรงเรียนนายทหารเวสต์พอยต์ สหรัฐอเมริกา ผ่านโควตาที่จัดสรรให้กับกองทัพไทย ความคิดเห็นทำนองนี้เคยเกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว ผมอยากจะชี้แจงเพื่อยุติความเข้าใจผิดนี้
ผมไม่ได้เข้าเรียนที่เวสต์พอยต์ผ่านโควตาจากกองทัพไทย สหรัฐอเมริกาให้ทุนการศึกษาแก่ประเทศใดก็ได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องเอาโควตาจากประเทศหนึ่ง (ไทย) ไปให้กับผู้สมัครจากอีกประเทศหนึ่ง (กัมพูชา) ประเทศใดก็ตามที่ได้รับการจัดสรรโควตาเพื่อส่งผู้สมัครไปเรียนที่เวสต์พอยต์ ไม่มีสิทธิที่จะโอนโควตานั้นให้กับประเทศอื่น ข้อกำหนดสำหรับนักเรียนนายทหารต่างชาติที่จะศึกษาที่โรงเรียนนายทหารเวสต์พอยต์ของสหรัฐอเมริกา คือต้องได้รับการเสนอชื่อจากกระทรวงกลาโหมของประเทศตนเอง และผมได้รับการเสนอชื่อจากกระทรวงกลาโหมกัมพูชา
หากใครต้องการตรวจสอบ ก็สอบถามจากกระทรวงกลาโหมของไทยหรือสถานทูตสหรัฐในประเทศไทย สอบถามเวสต์พอยต์เอง หวังว่าคำชี้แจงนี้จะยุติความเข้าใจผิดที่ว่าผมเข้าเรียนที่เวสต์พอยต์โดยใช้โควตาจากกองทัพไทย”.