โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

เปิดวิสัยทัศน์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 69 ก่อนกาพร้อมกัน 28 มิ.ย.นี้

สยามรัฐ

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สนามเสาชิงช้ากลับมาคึกคักอีกครั้งกับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้ บรรยากาศการรับสมัครเต็มไปด้วยสีสัน มีขุนพลอาสาตบเท้าเข้าชิงชัยถึง 16 รายชื่อ เพื่อเข้ามาบริหารเมืองหลวงที่มีประชากรรวมประชากรแฝงนับ 10 ล้านคน โดยผู้สมัครแต่ละคนต่างงัดไม้เด็ดทั้งเทคโนโลยี AI นวัตกรรมรถบินได้ ไปจนถึงการรื้อระบบราชการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุง

หมายเลข 1 หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี

ผู้สมัครอิสระดีกรีผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานที่มาในแคมเปญ "SAVE BKK – BKK SAFE" โดยประกาศตัวชัดเจนว่าจะเป็น "แม่ทัพ" ไม่ใช่แค่ "แม่บ้าน" นโยบายหลักเน้นความปลอดภัยระดับสากลด้วยระบบจดจำใบหน้าอาชญากรและโดรนดับเพลิง พร้อมเปลี่ยนขยะเป็นขุมทรัพย์ (Waste to Wealth) เพื่อดึงเม็ดเงิน 10,000 ล้านบาทกลับมาเป็นสวัสดิการผู้สูงอายุและอัปเกรดโรงเรียน กทม. ให้เป็นมาตรฐานอินเตอร์ 3 ภาษา

"บทบาทของผมคือการเป็นนักยุทธศาสตร์ที่พร้อมประสานสิบทิศกับรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงอย่างไร้รอยต่อ ผมไม่ได้มาเพื่อเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่เป็นเพียงแม่บ้านในยามสงบ แต่ผมเสนอตัวมาเป็นแม่ทัพเพื่อพาพี่น้องก้าวข้ามวิกฤตที่ใหญ่เกินกว่าจะนิ่งเฉยได้ เพื่อส่งมอบเมืองที่ปลอดภัยให้แก่ลูกหลานของเรา" หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ กล่าว

หมายเลข 2 นายสมัย ละเลิศ

หนึ่งในผู้สมัครอิสระที่พร้อมเสนอตัวเข้ามาเป็นทางเลือกให้คนกรุงเทพฯ ในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ มาในแคมเปญสะท้อนเสียงคนตัวเล็กตัวน้อย โดยประกาศตัวว่าจะเป็น "ตัวแทนและกระบอกเสียงของคนต่างจังหวัดที่มาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ" นโยบายหลักมุ่งเน้นการปฏิรูปความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความปลอดภัยของเมือง โดยถอดบทเรียนความสำเร็จจากสิงคโปร์ นำมาปรับใช้ในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ควบคู่การยกระดับสภาพแวดล้อมเพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ ปลอดภัย เป็นมิตร และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก

"กรุงเทพฯ ยังเป็นเมืองแห่งโอกาสอยู่หรือเปล่า วันนี้ผมจะขอเป็นตัวแทนของคนจังหวัดอื่นที่มาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ รวมทั้งคนตัวเล็กตัวน้อยที่อยู่ในเมือง ผมขอเป็นกระบอกเสียงและสะท้อนปัญหาต่างๆ ที่เราเจอให้คนกรุงเทพและผู้บริหารเมืองได้ยิน ทั่วโลกรับรู้ว่าสิงคโปร์เป็นเมืองที่สะอาด เป็นระเบียบและปรับจริงจัง ไม่มีใครกล้าละเมิด ผมอยากให้คนทั้งโลกรู้สึกปลอดภัย เป็นระเบียบ เป็นมิตร ทุกครั้งที่อยู่เมืองไทย" นายสมัย กล่าว

หมายเลข 3 นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์

หรือ "ดร.ซัน" ผู้สมัครอิสระ วิศวกรไฟฟ้าสายเทคโนโลยีที่ชูแคมเปญ "A.I. CAPITAL" มุ่งใช้ปัญญาประดิษฐ์แก้ปัญหาจราจรและน้ำท่วมแบบเรียลไทม์ ไฮไลท์สำคัญคือ "Security Phone" ระบบแจ้งเหตุสองทางผ่านจุดเชื่อมต่อแสนจุดทั่วกรุง และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ SME เพื่อสร้างงานใหม่ 2-3 แสนตำแหน่ง

นายพงษ์ศักดิ์ยืนยันว่าตั้งใจนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและการตรวจสอบความโปร่งใสเข้ามาปฏิรูปการทำงานที่ซับซ้อนให้รวดเร็วและตรวจสอบได้จริง เพื่อเปลี่ยนผ่านกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่ทันสมัยตามมาตรฐานสากลและดูแลทุกคนอย่างเท่าเทียมเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน

หมายเลข 4 นายประทีป วัชรโชคเกษม

ผู้สมัครอิสระที่ขอร่วมวงชิงเก้าอี้พ่อเมืองเพื่อนำเสนอแนวคิดการพัฒนาในรูปแบบของตนเอง มาในแคมเปญ "ทุกอย่างต้องทำทันที รอไม่ได้แล้ว" ชูนโยบายหลักสร้าง "เขื่อนและถนนโครงข่ายอ่าวไทย" จากชลบุรีไปเพชรบุรีเพื่อแก้น้ำท่วมถาวรโดยไม่ต้องย้ายเมืองหลวง พร้อมจัดตั้ง "ศูนย์เด็กแรกเกิด 50 เขต" อุ้มคนหนุ่มสาววัยทำงาน และเดินหน้าสู้ภัย "PM 2.5" ด้วยการติดเครื่องฟอกอากาศ พ่นหมอกไอน้ำ และเปลี่ยนรถเมล์ร้อนเป็นรถแอร์ระบบโซลาร์เซลล์ทันทีเพื่อลดผู้ป่วยทางเดินหายใจ

"ตั้งใจจะเอานโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อ กทม ทุกอย่างต้องทำทันที รอไม่ได้แล้ว ประชุมกันมา 10 กว่าปีแล้ว คนเป็นมะเร็ง ทางเดินหายใจ ปอดไต ภูมิแพ้เต็มเมือง" นายประทีป กล่าว

หมายเลข 5 นายอนุชา บูรพชัยศรี

จากพรรคประชาธิปัตย์ที่มาพร้อมแนวคิด "เมืองฟ้าอมร… and more" เน้นการบริหารแบบเชื่อมคน-เชื่อมเมือง นโยบายเด็ดคือการดึง ขสมก. มาบริหารเองเพื่อออกแบบเส้นทางรถเมล์และรถไฟฟ้าเป็นระบบเดียวกัน พร้อมจัดเก็บภาษีที่พักจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ (Hotel Tax) และใช้แพลตฟอร์ม "ส่องรัฐ" เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบงบประมาณได้ทุกขั้นตอน

"นโยบายทั้งหมดนี้คือฟันเฟืองที่ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ผมเชื่อมั่นว่ากรุงเทพมหานครเป็นได้มากกว่าที่เป็นอยู่ และผมพร้อมจะเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ทำหน้าที่เชื่อมการทำงานทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อทำให้เมืองนี้สะดวกขึ้น สะอาดขึ้น สบายขึ้น มีรายได้มากขึ้น และโปร่งใสตรวจสอบได้ทุกเมื่อ" นายอนุชา กล่าว

หมายเลข 7 นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์

จากกลุ่ม "กรุงเทพบินได้" ที่สร้างความฮือฮาด้วยนโยบาย "รถยนต์บินได้" เพื่อแก้ปัญหารถติดและฝุ่น PM 2.5 โดยตั้งเป้านำเข้ามาใช้ในส่วนราชการก่อนภายใน 6 เดือน นอกจากนี้ยังมีนโยบาย "Smart Canal" พัฒนาคลองแสนแสบให้สะอาดจนดื่มได้ภายใน 2 ปี และจัดตั้งสำนักสัตว์ดึกดำบรรพ์เพื่อการท่องเที่ยว

นายภาสพงศ์มองว่ายานยนต์บินได้จะช่วยลดความแออัดของการจราจรในกรุงเทพมหานครได้จริง โดยจะเริ่มนำร่องจากการใช้งานในส่วนราชการและภาคเอกชนที่มีกำลังซื้อก่อน เชื่อว่าสิ่งนี้จะช่วยลดมลพิษและฝุ่นละอองไปพร้อมกับการพัฒนาคลองแสนแสบให้กลับมาสะอาดใสจนสามารถใช้บริโภคได้

หมายเลข 9 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์

อดีตผู้ว่าฯ เจ้าของสถิติ 1.38 ล้านเสียงที่ขอสานต่องานเดิมด้วยนโยบาย "250+" ภายใต้วิสัยทัศน์ "เมืองสร้างโอกาสและความหวัง" ชูผลงานขุดลอกท่อ 12,000 กม. และแก้ปัญหาผ่าน Traffy Fondue ไปแล้วกว่า 1 ล้านเคส โดยนโยบายใหม่เน้นตรวจสุขภาพฟรีถ้วนหน้า โรงพยาบาลรอคิวไม่เกิน 1 ชม. เพิ่มต้นไม้อีก 1 ล้านต้น และสร้างสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา

"ผมเถียงคนที่บอกว่าเราทำแต่เส้นเลือดฝอย เพราะนี่คือเส้นเลือดฝอยที่ทรงพลังและยิ่งใหญ่กว่าเมกะโปรเจกต์หลายโครงการ เพราะมันเปลี่ยนระบบราชการให้หันหน้าหาประชาชน อนาคตสี่ปีข้างหน้าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดด หน้าที่ของทีมชัชชาติคือการนำเทคโนโลยีมาขยายผลจากโมเดลที่เราทำสำเร็จแล้วเพื่อให้กรุงเทพมหานครทำงานต่อได้ทันที" นายชัชชาติ กล่าว

หมายเลข 10 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

หรือ "ดร.โจ" จากพรรคประชาชนที่มาด้วยวิสัยทัศน์ "กรุงเทพง่ายๆ" และ "เมืองแคร์คน" เน้นการแก้คอร์รัปชันที่ต้นตอและส่วยทางเท้า พร้อมนโยบายจ้างงาน 5,000 ตำแหน่งดูแลผู้ป่วยติดเตียง เพิ่มสิทธิบัตรทองเป็น 1 ล้านคน และให้ประชาชนร่วมตัดสินใจงบพัฒนาเขต (Participatory Budgeting) เขตละ 7-13 ล้านบาท

"ผมอยากให้คนกรุงเทพมหานครเลือกผู้ว่าฯ และสมาชิกสภากรุงเทพมหานครจากพรรคประชาชนยกทีมเพื่อทำให้เมืองนี้เป็นเมืองแห่งสวัสดิการที่ลดความเหลื่อมล้ำ ผมพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการทุกปัญหาโดยไม่มีข้ออ้างเรื่องอำนาจไม่พอ เพราะหน้าที่ของพ่อเมืองคือการทำงานเชิงรุกเพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนดีขึ้น" นายชัยวัฒน์ กล่าว

หมายเลข 11 นายประยูร ครองยศ

อดีตลูกหม้อ กทม. ที่พกประสบการณ์บริหารจากครูจนถึงรองผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยมาเต็มเปี่ยม แม้อายุจะ 66 ปีแต่ยังวิดพื้นโชว์ความฟิตได้ถึง 50 ครั้งเพื่อแสดงความพร้อมในการลงสนามแก้มืออีกรอบ

นายประยูรเปิดเผยว่าตนเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันครั้งนี้อย่างเต็มที่และอยากให้ทุกคนเห็นความฟิตของร่างกายและสมอง สามารถวิดพื้นโชว์ได้มากกว่าผู้สมัครบางคนด้วยซ้ำ ขอประกาศขอโอกาสคนกรุงนำประสบการณ์บริหารที่สั่งสมมาตลอดยุคการรับราชการจนเกษียณกลับมาพัฒนาเมืองหลวงอีกครั้ง

หมายเลข 12 พลตำรวจโทชาญเทพ เสสะเวช

หรือ "บิ๊กหยม" จากพรรคเศรษฐกิจ อดีต ผบช.น. ที่ประกาศตัวเป็น "นักรบพื้นที่" ไม่ใช่นักรบห้องแอร์ ชูจุดเด่นการปราบอาชญากรรมโดยจะดึงเทศกิจ 5,000 คนมาเป็นผู้ช่วยตำรวจจัดสายตรวจดูแลประชาชน พร้อมนโยบาย "ขยะทองคำ" ยกเลิกค่าเก็บขยะ 20-60 บาทสำหรับครัวเรือน และสร้างคลินิก กทม. ในหมู่บ้านและปั๊มน้ำมัน

"ถ้าคนกรุงเทพมหานครไม่อยากเจอปัญหาซ้ำซากให้เข้าคูหากาพรรคเศรษฐกิจยกทีม ผมยืนยันว่าในยุคของผมจะไม่มีเรื่องทุจริตเงินใต้โต๊ะอย่างเด็ดขาด หากผู้อำนวยการเขตหรือหัวหน้าฝ่ายโยธาคนไหนเรียกรับผลประโยชน์ จะไม่มีวันหลุดพ้นจากมืออดีตตำรวจอย่างผมไปได้" พลตำรวจโทชาญเทพ กล่าว

หมายเลข 13 นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล

หรือ "ดร.โจ้" อดีต ส.ก. เขตบางพลัด ที่มาพร้อมสโลแกน "กรุงเทพฯ ต้อง Move on" มุ่งเน้นการเปลี่ยนวิธีคิดและรูปแบบการบริหารเมืองโดยใช้ประสบการณ์จากการเป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่เข้าใจปัญหาลึกถึงระดับชุมชน

นายคมสันมองว่าการก้าวออกจากปัญหาเดิมๆ ที่ค้างคามานานคือหัวใจสำคัญของการทำงานในครั้งนี้ เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดและการบริหารจัดการเมืองให้ทันสมัย ไม่ยึดติดอยู่กับรูปแบบเดิมๆ ซึ่งตนพร้อมจะนำความรู้และประสบการณ์จากการลงพื้นที่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนในระดับท้องถิ่นมาใช้เพื่อทำให้เมืองของเราเดินหน้าต่อไปได้

หมายเลข 14 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

ผู้สมัครอิสระที่เสนอแคมเปญ "มนุษย์ผู้ทันกาลเวลา ผู้นำมหานครแห่งอนาคต" โดยจะใช้ AI แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ผ่านเทคโนโลยีล้างฝุ่นด้วยฝนและ AI Traffic บริหารจราจร รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจ "เมืองไม่หลับใหล" 24 ชม. และประกาศฟื้นสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) กลับมาช่วย ส.ก. ดูแลท้องถิ่นทันที

"ปัญหาสุขภาพจากฝุ่นละอองคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจอาสาเข้ามาแก้ปัญหาเมืองด้วยนวัตกรรมที่ทันอนาคต โดยเฉพาะการฟื้นสมาชิกสภาเขตกลับมาทำหน้าที่เป็นผู้แทนประชาชนในระดับชุมชนควบคู่กับสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเรื่องที่จะเร่งทำทันทีเพื่อให้การดูแลประชาชนครอบคลุมทุกมิติ" นางมัลลิกา กล่าว

หมายเลข 15 นายโอฬาร ตั้งตราตระกูล

ผู้สมัครในนาม "กลุ่มกรุงเทพยิ้ม" ที่พร้อมเสนอตัวเข้ามาเป็นทางเลือกให้คนกรุงเทพฯ ในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ มาในแคมเปญ "คุณภาพแห่งชีวิต จากครรภ์มารดา สู่เชิงตะกอน" ชูนโยบายหลักสวัสดิการครบวงจรตั้งแต่สอนภาษาอังกฤษเด็กวัย 3 เดือน มอบทุนการศึกษาถึงปวส.และปริญญาตรี พร้อมสร้างคอนโดราคาประหยัด 5,000 ยูนิต เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการสร้างลานกีฬาและสนามกีฬาหลายร้อยแห่งทั่วกรุง จ้างแรงงานผู้สูงอายุ คนว่างงาน รวมถึงเยาวชนช่วงปิดเทอมให้มีรายได้ มุ่งเน้นลดรายจ่าย กทม. ลง 10% หยุดการก่อสร้างทางเท้า และห้ามติดป้ายในที่สาธารณะ

นายโอฬารมองว่าเพราะคุณภาพชีวิตที่ดี ต้องเริ่มตั้งแต่วันแรกของชีวิต จนถึงวันสุดท้าย กรุงเทพยิ้ม จึงไม่ใช่แค่สโลแกน แต่คือสัญญาว่า กรุงเทพมหานครจะเป็นเมืองแห่งความหวัง ความอบอุ่น และคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคน กทม. ไม่ต้องรวย ประชาชนต้องรวย

นอกจากนี้ยังมีผู้สมัครอิสระคนอื่นๆ ได้แก่ หมายเลข 6 นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์ หมายเลข 8 นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล หมายเลข 16 นางสาวศรีรัฎน์ ช่างเพ็ชร์

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ กทม. มีโรงพยาบาลในสังกัด 15 แห่ง และศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่งที่พร้อมรองรับนโยบายด้านสุขภาพของทุกผู้สมัคร โดยสำนักการแพทย์ได้รับงบประมาณปี 2569 จำนวน5,677,882,082 บาท

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือในการเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้สมัครหลายคนเลือกใช้เทคโนโลยี AI มานำเสนอเพื่อแก้ปัญหาเรื้อรัง ทั้งการจราจรติดขัด น้ำท่วมขัง และฝุ่นพิษ นอกจากนี้ยังมีนโยบายเศรษฐกิจปากท้อง เช่น การเพิ่มพื้นที่ค้าขาย 24 ชั่วโมง และการสนับสนุน SME เพื่อสร้างรายได้ให้คนกรุง

สุดท้ายแล้วคะแนนเสียงของคนกรุงเทพฯ จะเป็นตัวกำหนดว่ากรุงเทพฯ ในอีก 4 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร อย่าลืมออกไปใช้สิทธิกันให้ถล่มทลายในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...