โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ดร.นพดล’ ข้องใจ TH-AI Passport ทำไมไม่ยกเลิกโครงการ จี้เปิดข้อมูล-วัดผลให้ปชช.ร่วมตรวจสอบ

ไทยโพสต์

อัพเดต 22 มิถุนายน 2569 เวลา 0.17 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

21 มิ.ย.2569-ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์วิชา นวัตกรรมกระบวนการสันติภาพและที่ปรึกษา คณะดิจิทัล วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม และผู้แทนเครือข่ายวิชาการขับเคลื่อน AI เชิงสร้างสรรค์ ณ สถาบันวิจัยความสุขชุมชน เผยแพร่ข้อความระบุว่า ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศไทยกำลังถกเถียงกันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport บางคนสนับสนุน บางคนยังไม่แน่ใจ บางคนมีข้อกังวล และบางคนตั้งคำถามอย่างจริงจังเกี่ยวกับความคุ้มค่า ความโปร่งใส และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ

ผมเห็นว่าความเห็นที่แตกต่างกันเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตย และในความเป็นจริงแล้ว หลายคำถามที่ประชาชนกำลังถามอยู่ในวันนี้ เป็นคำถามที่ดี และรัฐบาลควรตอบอย่างตรงไปตรงมา

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมอยากชวนสังคมไทยพิจารณาร่วมกัน คือ เราไม่ควรปล่อยให้ "ข้อสงสัย" กลายเป็น "ข้อสรุป" ก่อนที่ประชาชนจะเห็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏครบถ้วน เพราะการตรวจสอบกับการพัฒนาประเทศสามารถเดินไปพร้อมกันได้

เมื่อพิจารณาข้อถกเถียงทั้งหมด ผมพบว่า คำถามสำคัญของประชาชนสามารถสรุปได้ประมาณ 10 ประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงการใช้เวลาเพียง 31 วันจริงหรือไม่ ทำไมต้องมีเป้าหมายถึง 20 ล้านคน เงินมาจากไหน เหตุใดจึงเร่งรัด TOR เหตุใดต้องมีการประชาสัมพันธ์ผ่านร้านสะดวกซื้อ TOR คล้ายหน่วยงานอื่นหรือไม่ มีใครรู้ข้อมูลล่วงหน้าหรือไม่ เหตุใดไม่แยกจัดซื้อหลายส่วน สัญญาตรวจสอบได้หรือไม่ และทำไมจึงไม่ยกเลิกโครงการเมื่อมีข้อครหาเกิดขึ้น

เมื่ออ่านคำชี้แจงจากทุกฝ่าย ผมพบว่า หลายคำถามมีคำอธิบายอยู่แล้วในระดับหนึ่ง ขณะที่บางคำถามยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติมจากภาครัฐ ซึ่งยิ่งเปิดเผยมากเท่าไร ความเชื่อมั่นของประชาชนก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ประเด็นที่มีการกล่าวว่าโครงการเกิดขึ้นภายใน 31 วันนั้น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมชี้แจงว่า แนวคิดและการศึกษาโครงการมีมาก่อนหน้านั้นหลายปี ตั้งแต่ประมาณปี 2565 ขณะที่เป้าหมายการสร้างประชาชนที่เข้าถึงและใช้ AI จำนวนมากจาก 5 ล้านคนถึง 20 ล้านคน ก็สอดคล้องกับหลักการทางนโยบายสาธารณะที่เป็นสากลและแนวคิดการแพร่กระจายนวัตกรรมของ Everett Rogers ที่อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงระดับประเทศจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมี "มวลวิกฤตแห่งการเปลี่ยนแปลง" หรือ Critical Mass มากเพียงพอ

หากประเทศไทยต้องการให้ AI เป็นเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพของประเทศจริง การเข้าถึงเพียงหลักหมื่นหรือหลักแสนคนอาจไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องมีประชาชนจำนวนมากพอที่จะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การศึกษา และตลาดแรงงานในภาพรวม ในฐานะคนที่ทำงานด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและนโยบายสาธารณะ ผมมักมองเรื่องเหล่านี้ผ่านคำถามง่าย ๆ ว่า "ข้อมูลกำลังบอกอะไรเรา"

ตลอดช่วงเวลาที่ผมศึกษา Data Science and Methodology จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน และศึกษา Cyber Security, Risk Management รวมถึง Policy Strategy จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ผมได้เรียนรู้ว่า ประเทศที่ประสบความสำเร็จในระยะยาวไม่ใช่ประเทศที่ปราศจากข้อถกเถียง แต่คือประเทศที่สามารถเปลี่ยนความเห็นต่างให้เป็นพลัง เปลี่ยนข้อสงสัยให้เป็นการตรวจสอบ และเปลี่ยนการถกเถียงให้เป็นการร่วมกันออกแบบอนาคตของชาติบนพื้นฐานของข้อมูล ข้อเท็จจริง และเหตุผล เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนทุกคน

เมื่อมองออกไปนอกประเทศไทย โลกกำลังส่งสัญญาณเกี่ยวกับ AI ที่ชัดเจนมาก ข้อมูลจาก Stanford AI Index ระบุว่า ภายในเวลาเพียงปีเดียว องค์กรทั่วโลกที่ใช้ AI ในกระบวนการธุรกิจเพิ่มขึ้นจาก 55% เป็น 78% ขณะที่ McKinsey พบว่า องค์กรที่ใช้ Generative AI เพิ่มขึ้นจาก 33% เป็น 71% ในปี 2024 ภาคเอกชนสหรัฐอเมริกาลงทุนด้าน AI มากกว่า 3.6 ล้านล้านบาท

ขณะเดียวกัน Deloitte รายงานว่า นักเรียนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึง 90% และพนักงาน 72% เคยใช้ Generative AI แล้ว ข้อมูลเหล่านี้กำลังสะท้อนสิ่งเดียวกัน โลกไม่ได้กำลังถามว่า "จะใช้ AI หรือไม่" แต่กำลังถามว่า "จะทำอย่างไรให้คนของประเทศใช้ AI เป็น ใช้ได้จริง และใช้อย่างรับผิดชอบ" นี่คือเหตุผลที่ผมมองว่า คำถามสำคัญที่สุดของ TH-AI Passport อาจไม่ใช่เรื่องงบประมาณเพียงอย่างเดียว

แต่คือ ประเทศไทยกำลังเตรียมคนไทยให้พร้อมสำหรับโลกยุค AI หรือไม่ แน่นอนว่าประชาชนมีสิทธิถามว่า เงินมาจากไหน คุ้มค่าหรือไม่ โปร่งใสหรือไม่ และใครได้รับประโยชน์ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าคำถามเหล่านี้ต้องได้รับคำตอบ แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็ควรถามด้วยว่า หากประเทศไทยไม่ลงทุนพัฒนาทักษะ AI ให้กับประชาชนเลย ประเทศไทยจะต้องสูญเสียอะไรบ้างในอีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า เพราะต้นทุนที่แพงที่สุดของประเทศ อาจไม่ใช่เงินที่ลงทุนไป แต่คือราคาที่ประเทศต้องจ่ายจากการไม่เตรียมคนของตนเองให้พร้อมสำหรับปัจจุบันและอนาคตของโลกยุค AI

อีกคำถามหนึ่งที่ประชาชนจำนวนมากถามคือ “เมื่อมีข้อสงสัยมากมาย ทำไมไม่ยกเลิกโครงการ” คำถามนี้เป็นคำถามที่เข้าใจได้ แต่ในทางกฎหมายและการบริหารราชการ ภาครัฐไม่อาจยกเลิกสัญญาได้จากเพียงข้อสงสัย กระแสสังคม หรือการคาดเดา หากยังไม่มีข้อเท็จจริงและเหตุผลทางกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน เพราะการยกเลิกสัญญาที่มาจากเพียงข้อสงสัย กระแสสังคม และการคาดเดาไปเองโดยไม่มีฐานกฎหมาย อาจทำให้รัฐเสียหาย เกิดข้อพิพาททางกฎหมาย และท้ายที่สุดประชาชนอาจเป็นผู้รับภาระจากความเสียหายนั้น

หากรัฐยกเลิกสัญญาโดยไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมาย เอกชนคู่สัญญาสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐได้ ค่าเสียหายดังกล่าวอาจไม่ได้มีเพียงมูลค่างานที่ยังไม่ได้ดำเนินการ แต่อาจรวมถึง • ค่าใช้จ่ายที่เอกชนได้ลงทุนไปแล้ว • ค่าเตรียมบุคลากร • ค่าพัฒนาระบบ • ค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ • ดอกเบี้ย • ค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย • และค่าเสียหายอื่นที่ศาลเห็นสมควร

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ หากโครงการมีวงเงินประมาณ 1,600 ล้านบาท และเอกชนได้เริ่มดำเนินการบางส่วนไปแล้ว สมมติว่าเอกชนได้ลงทุน เตรียมระบบ จ้างบุคลากร หรือทำสัญญากับผู้รับจ้างช่วงไปแล้วเป็นมูลค่า 100–300 ล้านบาท

หากรัฐยกเลิกสัญญาโดยไม่มีเหตุผลทางกฎหมายรองรับ รัฐอาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงินหลายร้อยล้านบาทได้ และหากคดีสิ้นสุดโดยรัฐแพ้คดี เงินที่นำไปชดใช้ก็ไม่ใช่เงินของข้าราชการ ไม่ใช่เงินของนักการเมือง แต่คือเงินภาษีของประชาชน

ดังนั้น ในหลักการของรัฐที่ปกครองด้วยกฎหมาย (Rule of Law) การมี "ข้อสงสัย" เป็นเหตุผลที่ดีพอสำหรับการตรวจสอบ แต่ยังไม่ใช่เหตุผลที่เพียงพอสำหรับการยกเลิกสัญญา สิ่งที่ควรทำจึงไม่ใช่การหยุดตรวจสอบ แต่คือการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เปิดเผยข้อมูลให้มากที่สุด และหากพบข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมายจริง จึงดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพราะหน้าที่ของรัฐไม่ใช่เพียงป้องกันการทุจริตแต่ต้องปกป้องเงินภาษีของประชาชนจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจที่ไม่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและกฎหมายด้วยเช่นกัน

การเดินหน้าโครงการ TH-AI Passport พร้อมเปิดเผยข้อมูล วัดผล และให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ อาจเป็นทางออกที่รอบคอบที่สุด

ท้ายที่สุดแล้ว ผมไม่ได้มองว่าประเด็นสำคัญคือใครชนะในการถกเถียงเรื่อง TH-AI Passport แต่ผมมองว่า ประเด็นสำคัญคือ เราจะทำอย่างไรให้โครงการใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับ AI มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ วัดผลได้ และเกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของ TH-AI Passport ไม่ควรเป็นเพียงการทำให้คนไทย "เคยใช้ AI" แต่คือการทำให้คนไทยใช้ AI เป็น ใช้ AI อย่างรับผิดชอบ และใช้ AI เพื่อเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และเพิ่มผลิตภาพ รวมถึงใช้ AI เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติ

โลกไม่ได้แข่งขันกันว่าใครมี AI มากที่สุด โลกกำลังแข่งขันกันว่า ประเทศใดสามารถพัฒนาคนของตนให้ใช้ AI เป็นได้มากที่สุด เพราะ AI ไม่ได้สร้างอนาคต คนที่ใช้ AI เป็น ต่างหากที่จะสร้างอนาคตของประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...