โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

นาโตในยุคทรัมป์ เมื่อมิตรภาพกลายเป็น “ธุรกรรมต่างตอบแทน”

เดลินิวส์

อัพเดต 10 กรกฎาคม 2569 เวลา 3.42 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
แม้นาโตยังประกาศความเป็นเอกภาพและยืนยันพันธกรณีร่วมด้านความมั่นคง แต่ภายใต้การนำของสหรัฐในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พันธมิตรกลุ่มนี้กำลังเผชิญบททดสอบครั้งใหม่ เมื่อความร่วมมือไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่บนผลประโยชน์ การต่อรอง และแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

คำถามที่ว่า "ความเป็นเอกภาพขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( นาโต ) มีอยู่จริงหรือไม่" กลายเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กลับเข้าสู่เวทีความมั่นคงโลกในการประชุมสุดยอดผู้นำนาโต ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี ภาพที่ปรากฏสู่สายตาชาวโลกสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะที่นักวิเคราะห์เรียกว่า "เอกภาพบนความตึงเครียด" ซึ่งเป็นความร่วมมือที่ไม่ได้เกิดจากอุดมการณ์ร่วมอันราบรื่น แต่ขับเคลื่อนด้วยการต่อรองเชิงธุรกิจ และสถานการณ์บีบคั้นทางการเมือง

ในด้านหนึ่ง พันธมิตรนาโตพยายามแสดงออกถึงความแข็งแกร่งอย่างเป็นรูปธรรม ในแถลงการณ์ร่วมของการประชุมสุดยอดประจำปีนี้ สมาชิกทั้ง 32 ประเทศ รวมถึงสหรัฐ ร่วมกันลงนามยืนยันความมุ่งมั่นที่เป็นปึกแผ่นต่อ "มาตรา 5" ของกฎบัตรนาโต ซึ่งระบุว่าการโจมตีสมาชิกชาติใดชาติหนึ่ง ถือเป็นการโจมตีสมาชิกนาโตทั้งหมด

นอกเหนือจากคำมั่นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว สมาชิกนาโตยังบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนสูงถึง 70,000 ล้านยูโร ( ราว 2.67 ล้านล้านบาท ) สำหรับปี 2569พร้อมทั้งไฟเขียวให้ยูเครนผลิตระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศแพทริออต ภายใต้ใบอนุญาตของสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปภายใต้ฉากหน้าอันชื่นมื่น ความเป็นเอกภาพนี้เผชิญกับรอยร้าวและแรงกดดันอย่างหนักจากนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" ของทรัมป์ ตัวแปรสำคัญคือความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านในเวลานี้ ทรัมป์วิจารณ์พันธมิตรยุโรปอย่างรุนแรง ที่ไม่ยอมเข้ามามีส่วนร่วมในปฏิบัติการทางทหารและการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่ายุโรปปล่อยให้สหรัฐแบกรับค่าใช้จ่ายและกำลังพลอยู่ฝ่ายเดียว

รอยร้าวนี้เห็นได้ชัดจากการที่ทรัมป์สั่งให้ตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับสเปน โดยตราหน้ารัฐบาลมาดริดว่าเป็น "หุ้นส่วนที่แย่มาก" เพราะไม่ยอมร่วมจ่ายเงินและไม่สนับสนุนภารกิจ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังคงกดดันให้สมาชิกนาโตเพิ่มงบประมาณกลาโหมสูงถึง 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ( จีดีพี ) และพยายามรื้อฟื้นข้อเรียกร้องเหนือดินแดนกรีนแลนด์ของเดนมาร์กขึ้นมาอีกครั้ง

ดังนั้น ความเป็นเอกภาพของนาโตในยุคทรัมป์ "จึงเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง" แต่เปลี่ยนรูปแบบไปจากอดีต มันไม่ใช่มิตรภาพที่ผูกพันด้วยค่านิยมประชาธิปไตยแบบดั้งเดิม แต่กลายสภาพเป็น "ธุรกรรมต่างตอบแทน" ยุโรปตระหนักดีว่า หากต้องการให้สหรัฐยังคงเป็นร่มเงาป้องกันภัยนิวเคลียร์ พวกเขาจำเป็นต้องยอมโอนอ่อนผ่อนตาม จ่ายเงินเพิ่มขึ้น และหันมาซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากอเมริกามากขึ้น

ขณะที่ทรัมป์เอง แม้จะใช้วิธีข่มขู่ในที่สาธารณะ แต่ในทางปฏิบัติเขาก็ยังเลือกที่จะรักษาพันธมิตรนี้ไว้ เพื่อใช้เป็นฐานอำนาจในการคานดุลกับรัสเซียและจีน

เอกภาพของนาโตจึงไม่ได้ล่มสลายลงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล แต่มันยังคงตั้งอยู่บนความเปราะบาง เป็นเอกภาพที่ถูกประคับประคองไว้ด้วยผลประโยชน์ร่วมและแรงบีบจากภัยคุกคามรอบด้าน ตราบใดที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการทหารยังลงตัว นาโตก็ยังคงเดินหน้าต่อไปได้ แต่อยู่ภายใต้กฎกติกาใหม่ที่เขียนโดยทรัมป์.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...