นาโตในยุคทรัมป์ เมื่อมิตรภาพกลายเป็น “ธุรกรรมต่างตอบแทน”
คำถามที่ว่า "ความเป็นเอกภาพขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( นาโต ) มีอยู่จริงหรือไม่" กลายเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กลับเข้าสู่เวทีความมั่นคงโลกในการประชุมสุดยอดผู้นำนาโต ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี ภาพที่ปรากฏสู่สายตาชาวโลกสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะที่นักวิเคราะห์เรียกว่า "เอกภาพบนความตึงเครียด" ซึ่งเป็นความร่วมมือที่ไม่ได้เกิดจากอุดมการณ์ร่วมอันราบรื่น แต่ขับเคลื่อนด้วยการต่อรองเชิงธุรกิจ และสถานการณ์บีบคั้นทางการเมือง
ในด้านหนึ่ง พันธมิตรนาโตพยายามแสดงออกถึงความแข็งแกร่งอย่างเป็นรูปธรรม ในแถลงการณ์ร่วมของการประชุมสุดยอดประจำปีนี้ สมาชิกทั้ง 32 ประเทศ รวมถึงสหรัฐ ร่วมกันลงนามยืนยันความมุ่งมั่นที่เป็นปึกแผ่นต่อ "มาตรา 5" ของกฎบัตรนาโต ซึ่งระบุว่าการโจมตีสมาชิกชาติใดชาติหนึ่ง ถือเป็นการโจมตีสมาชิกนาโตทั้งหมด
นอกเหนือจากคำมั่นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว สมาชิกนาโตยังบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนสูงถึง 70,000 ล้านยูโร ( ราว 2.67 ล้านล้านบาท ) สำหรับปี 2569พร้อมทั้งไฟเขียวให้ยูเครนผลิตระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศแพทริออต ภายใต้ใบอนุญาตของสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปภายใต้ฉากหน้าอันชื่นมื่น ความเป็นเอกภาพนี้เผชิญกับรอยร้าวและแรงกดดันอย่างหนักจากนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" ของทรัมป์ ตัวแปรสำคัญคือความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านในเวลานี้ ทรัมป์วิจารณ์พันธมิตรยุโรปอย่างรุนแรง ที่ไม่ยอมเข้ามามีส่วนร่วมในปฏิบัติการทางทหารและการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่ายุโรปปล่อยให้สหรัฐแบกรับค่าใช้จ่ายและกำลังพลอยู่ฝ่ายเดียว
รอยร้าวนี้เห็นได้ชัดจากการที่ทรัมป์สั่งให้ตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับสเปน โดยตราหน้ารัฐบาลมาดริดว่าเป็น "หุ้นส่วนที่แย่มาก" เพราะไม่ยอมร่วมจ่ายเงินและไม่สนับสนุนภารกิจ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังคงกดดันให้สมาชิกนาโตเพิ่มงบประมาณกลาโหมสูงถึง 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ( จีดีพี ) และพยายามรื้อฟื้นข้อเรียกร้องเหนือดินแดนกรีนแลนด์ของเดนมาร์กขึ้นมาอีกครั้ง
ดังนั้น ความเป็นเอกภาพของนาโตในยุคทรัมป์ "จึงเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง" แต่เปลี่ยนรูปแบบไปจากอดีต มันไม่ใช่มิตรภาพที่ผูกพันด้วยค่านิยมประชาธิปไตยแบบดั้งเดิม แต่กลายสภาพเป็น "ธุรกรรมต่างตอบแทน" ยุโรปตระหนักดีว่า หากต้องการให้สหรัฐยังคงเป็นร่มเงาป้องกันภัยนิวเคลียร์ พวกเขาจำเป็นต้องยอมโอนอ่อนผ่อนตาม จ่ายเงินเพิ่มขึ้น และหันมาซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากอเมริกามากขึ้น
ขณะที่ทรัมป์เอง แม้จะใช้วิธีข่มขู่ในที่สาธารณะ แต่ในทางปฏิบัติเขาก็ยังเลือกที่จะรักษาพันธมิตรนี้ไว้ เพื่อใช้เป็นฐานอำนาจในการคานดุลกับรัสเซียและจีน
เอกภาพของนาโตจึงไม่ได้ล่มสลายลงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล แต่มันยังคงตั้งอยู่บนความเปราะบาง เป็นเอกภาพที่ถูกประคับประคองไว้ด้วยผลประโยชน์ร่วมและแรงบีบจากภัยคุกคามรอบด้าน ตราบใดที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการทหารยังลงตัว นาโตก็ยังคงเดินหน้าต่อไปได้ แต่อยู่ภายใต้กฎกติกาใหม่ที่เขียนโดยทรัมป์.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS