ระทึก! ไม่เกินบ่ายโมงรู้ผลชี้ชะตา พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
รู้ผลไม่เกินบ่ายโมง พ.ร.ก.4 แสนล้าน ไปต่อหรือล้มกระดาน เผยหากจะวินิจฉัยว่า ขัดรธน.ต้องมีขั้นต่ำ 6 เสียง ลุ้นมติ 9 ตุลาการศาลรธน. ออกได้สามสูตร
09 ก.ค.2569 - ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมวันนี้ จะมีการประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในช่วงเวลา 09.00 น. ซึ่งจะมีวาระสำคัญคือการที่ ตุลาการศาล รธน.ทั้ง 9 คนจะนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ ในคดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 133 คน ที่เป็น สส.ฝ่ายค้าน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน และนายกรณ์ จาติกวณิช สส.แบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าชื่อเสนอความเห็นยื่นเป็นคำร้องต่อ ศาลรธน.ให้วินิจฉัยว่า การที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีมติคณะรัฐมนตรี เห็นชอบกับการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 (พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท) เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่งหรือไม่
โดยคำร้องคดีดังกล่าว ตุลาการศาล รธน.ไม่มีการออกนั่งบัลลังก์ เพื่ออ่านคำวินิจฉัยกลางและแจ้งมติตุลาการศาลรธน. แต่อย่างใด เนื่องจากเป็นคดีที่เป็นปัญหาทางข้อกฎหมาย โดยคาดว่าผลการวินิจฉัย น่าจะทราบผลไม่เกินบ่ายโมงของวันนี้ ที่จะออกมาในรูปแบบเอกสารข่าวของสำนักงานศาล รธน.
ทั้งนี้ การวินิจฉัยคำร้องคดีการออกพระราชกำหนด ของศาล รธน.จะมีความแตกต่างจากคดีอื่นๆ เพราะเป็นเรื่องซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันปี 2560 มีการบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะขึ้นมา โดยอยู่ในมาตรา 173 ที่เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการวินิจฉัยคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องการออกพระราชกำหนด บัญญัติไว้ในสองวรรคสุดท้ายว่า
“ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดใดไม่เป็นไปตามมาตรา 172วรรคหนึ่งให้พระราชกำหนดนั้นไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้น
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าพระราชกำหนดใดไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่งต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดเท่าที่มีอยู่”
จากบทบัญญัติดังกล่าว มติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ปัจจุบันมีอยู่ 9 คน หากจะวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดเงินกู้ 4 แสนล้านบาทขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 จะต้องได้เสียงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อย่างน้อย 6 คน ต้องลงมติเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ที่ก็ถือว่าเป็นเรื่องยากที่ฝ่ายค้านต้องลุ้นหนัก หากจะให้ศาล รธน.วินิจฉัยออกมาว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวขัด รธน.มาตรา 172 เพราะมติที่จะออกมาต้องเป็นอย่างเช่น 6 ต่อ 3, 7 ต่อ 2, 8 ต่อ 1 หรือไม่ก็ 9 ต่อ 0 ฝ่ายค้านในฐานะผู้ร้องถึงจะเป็นฝ่ายชนะในคำร้องคดีนี้
โดยก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า คำร้องของพรรคประชาชนที่ยื่นต่อศาลรธน. มีเนื้อหาบางส่วนระบุว่า รัฐบาลสามารถใช้อำนาจฝ่ายบริหารออกกฎหมายแทนรัฐสภาได้เฉพาะสถานการณ์พิเศษจริงๆ เท่านั้น เพราะปกติอำนาจการออกกฎหมาย เป็นของรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอนุมัติงบประมาณและการก่อหนี้สาธารณะต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาในรูปแบบพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ที่กำหนดข้อยกเว้นให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.ได้ หากต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ และทำได้เฉพาะกรณีที่มี “เหตุฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” ดังนั้น หากรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนแผนการสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงาน รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่า หากไม่ดำเนินการทันทีจะเกิดภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยเฉียบพลัน
คำร้องดังกล่าวระบุต่อไปว่า คำถามจึงเกิดขึ้นว่า “การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ” เป็นการแก้ไขวิกฤตแบบฉุกเฉินถึงขั้นต้องใช้ พ.ร.ก.หรือไม่ เพราะการสร้างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็น “นโยบายระยะยาว” ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาวิกฤตแบบเฉียบพลัน เนื้อหาหลายส่วนใน พ.ร.ก. อาทิ การเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน การส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานสะอาด การพัฒนาทักษะแรงงาน และ การสนับสนุนนวัตกรรมสีเขียว ซึ่งล้วนแต่เป็นแผนระยะกลางและระยะยาว ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปี ยกตัวอย่าง กรณีของการผลิตไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลสูงถึง 69% ของปริมาณไฟฟ้าทั้งหมด เราจะสามารถลดการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าลงทันทีได้อย่างไร ในเมื่อโรงไฟฟ้าเอกชนทั้งหลายต่างก็มีสัญญาสัมปทานที่ยังไม่หมดอายุในอีกหลายปี หรือ หากต้องการส่งเสริมการใช้โซลาร์รูฟท็อปสำหรับประชาชน จำเป็นต้องมีการยกระดับสายส่งให้เป็น smart grid จึงจะสามารถเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ หรือในส่วนนโยบายการลดการใช้น้ำมันในภาคขนส่งก็ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าต่างๆ ที่สามารถใช้กลไกงบประมาณตามปกติได้ และทำให้สัดส่วนการรถจดทะเบียนใหม่ที่เป็นยานยนต์ไฟฟ้าสูงถึง 49% ของจำนวนรถจดทะเบียนใหม่ทั้งหมด แม้ในช่วงที่หมดมาตรการส่งเสริมแล้วก็ตาม
“ดังนั้น ถ้ารัฐบาลจะเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดจริง ต้องการแผนพัฒนาเชิงโครงสร้างระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาในการดำเนินการ และต้องทยอยลงทุนตามลำดับความจำเป็น (phasing) ไม่ต่ำกว่า 4 ปี จึงจะสำเร็จ จึงเกิดข้อสงสัยว่า หากไม่มีมาตรการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานในทันที จะเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จนเป็นเหตุให้มีการตรา พ.ร.ก. ตามเจตนารมณ์ของมาตรา 172 จริงหรือไม่
ผู้ร้อง จึงเห็นว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แม้เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่เราไม่เห็นด้วยหากทำด้วยการใช้อำนาจพิเศษออก พ.ร.ก.เงินกู้ที่ข้ามหัวสภา การยื่นคำร้องครั้งนี้จึงเป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน โดยเฉพาะแผนการสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ตามวรรคหนึ่งหรือไม่”คำร้องดังกล่าวระบุตอนหนึ่ง
โดยก่อนหน้านี้ มีการวิเคราะห์ทิศทางคำวินิจฉัยของศาลระน. ในคดีนี้จากฝ่ายต่างๆ ว่า อาจจะออกมาได้สามแนวทาง
หนึ่ง ศาล รธน.วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดดังกล่าว ไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172
สอง พระราชกำหนดดังกล่าว ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172
สาม วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดดังกล่าว ขัดรัฐธรรมนูญบางส่วน ที่ก็คือ ในส่วนของเงินกู้สองแสนล้านบาทในส่วนหลังที่จะนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน ที่ศาล รธน.อาจเห็นว่า ไม่เข้าข่ายเป็นการกู้เงินเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ