โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

จับตา ‘ภาษีสหรัฐ‘ ม.301 ’ไทย’ จะเดินเกมอย่างไรให้เจ็บน้อยที่สุด?

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าชั่วคราว 10% เป็นเวลา 150 วันของสหรัฐอเมริกากำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 24 ของเดือนก.ค.นี้ “สหรัฐ” จึงต้องงัดกฎหมาย "มาตรา 301" (Section 301) มาใช้เพื่อเป็นเครื่องมือระยะยาวในการเรียกเก็บภาษีคู่ค้า

ดร. กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า "ไทย" กำลังเผชิญกับข้อกล่าวหาจากสหรัฐ ถึง 2 คดีใหญ่ ภายใต้มาตรา 301 ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ประเมินสถานการณ์และเตรียมรับมือไว้ เพื่อให้ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย "เจ็บน้อยที่สุด"

สำหรับกลไกของมาตรา 301 นี้คือการกล่าวหาประเทศผู้ค้าว่าทำผิดเงื่อนไขบางอย่าง หรืออ้างว่าการค้าขายกับประเทศนั้นๆ สร้างภาระและทำให้สหรัฐเดือดร้อน

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ บรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569

2 คดีใหญ่ภายใต้มาตรา 301 ที่ไทยถูกเพ่งเล็ง

ข้อกล่าวหาแรกคือ เรื่องการไม่มีกฎหมายป้องกันสินค้าจากแรงงานบังคับ (Forced Labor) สหรัฐกล่าวหาไทยและอีก 60 ประเทศ ว่าไม่มีมาตรการตรวจสอบย้อนกลับหรือกฎหมายป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับจากต่างประเทศ

แม้ว่าไทยกำลังจะมีร่างกฎหมายเรื่อง HRDD เข้าสู่สภาในปีหน้า แต่เบื้องต้นสหรัฐได้ประกาศข้อเสนอ ที่จะเก็บภาษีไทยและอีกกว่า 45 ประเทศที่อัตรา 12.5%

ในขณะที่อีก 14 ประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชา ยอมรับเงื่อนไขข้อตกลงที่เรียกว่า AART (Articles of Agreement of Reciprocal Trade)ของสหรัฐแบบ 100% จึงได้รับการลดหย่อนให้เสียภาษีที่ 10%

สำหรับคดีที่ 2 ข้อกล่าวหาเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน โดยคสหรัฐเพ่งเล็ง 16 ประเทศที่ได้ดุลการค้าสูง และกล่าวหาว่ารัฐบาลอุดหนุนการลงทุนจนมีกำลังการผลิตล้นเหลือ ที่อาจส่งออกมาดัมพ์ราคาตลาดในสหรัฐได้

สหรัฐอ้างว่าไทยใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60% โดยพุ่งเป้าไปที่ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก คือ 1. ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ 2. ยางและผลิตภัณฑ์จากยาง 3. เครื่องจักรกล ซึ่งรวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า แอร์ และเซมิคอนดักเตอร์

สถานการณ์นี้ทีมงานจากกระทรวงพาณิชย์ได้แก้เกมด้วยการเดินทางไปชี้แจงกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เมื่อช่วงกลางเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อกางข้อมูลยืนยันว่า “ไทยไม่ได้ใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% อย่างที่ถูกกล่าวหา” รวมทั้งอุตสาหกรรมเป้าหมายเหล่านี้มีการใช้กำลังการผลิตส่วนใหญ่เกิน 70% และบางกลุ่มเกือบ 100%

นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อยืนยันว่าไทยไม่ได้มีเม็ดเงินไปอุดหนุนภาคเอกชนอย่างมหาศาล

ผลลัพธ์เบื้องต้นของการชี้แจงคือ สหรัฐตั้งคำถามกลับมายังไทยเพียง 17 คำถาม ซึ่งสามารถตอบได้ครบถ้วนภายใน 2 ชั่วโมง ถือว่าน้อยกว่าเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียที่โดนไป 29 คำถาม เวียดนาม 32 คำถาม และอินโดนีเซียถึง 36 คำถาม

สำหรับความคืบหน้าของคดีที่ 2 ปัจจุบันทางสหรัฐยังไม่มีการประกาศผลการพิจารณาออกมา แต่คาดว่าจะมีการประกาศในอีกไม่นาน ซึ่งตามขั้นตอนเมื่อมีการประกาศผลรอบแรก จะต้องเว้นระยะเวลา 3-4 สัปดาห์เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็น ก่อนจะทำการประกาศผลการตัดสินในรอบสุดท้าย

บทบังคับที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้คือ ประเทศไทยและอีก 15 ประเทศที่ถูกกล่าวหาจะโดนบทลงโทษด้วยการ "เรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้น" จากตัวเลขภาษีเดิม

กลยุทธ์ ‘เจ็บน้อยที่สุด‘ ยอมเสียเบี้ย เพื่อรักษาขุน

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ “ทำไมไทยถึงไม่ยอมเซ็นรับเงื่อนไข AART แบบ 100% เพื่อให้ได้อัตราภาษี 10% เท่ามาเลเซียหรืออินโดนีเซีย?”

ดร.กิริฎามองว่ากระทรวงพาณิชย์ประเมินและชั่งน้ำหนักผลประโยชน์แล้วว่า หากไทยยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐทุกอย่าง อาจส่งผลเสียต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคภายในประเทศในมิติอื่นๆ เช่นการเปลี่ยนแปลงมตรการกีดกันทางการค้า หรือ ถ้าสหรัฐไม่ทำการค้ากับใคร คุณก็ต้องไม่ทำการค้าด้วย

ดังนั้น ไทยจึงเลือกเจรจาใน “จุดที่รับได้” แม้จะทำให้ภาษีที่เราต้องจ่ายสูงกว่าคู่แข่งในภูมิภาคเล็กน้อย ประมาณ 2.5% แต่นี่คือการตัดสินใจแบบ “เสียเบี้ยเพื่อรักษาขุน" เพื่อรักษาผลประโยชน์ภาพรวมของประเทศเอาไว้

กระทรวงพาณิชย์มองว่า หากบทสรุปภาษีรอบนี้ออกมาอยู่ระดับ "กลางๆ" ของอาเซียน ไทยก็ยังคงมีขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐได้อย่างแน่นอน

ทำไมช่องว่าง 2.5% ถึงไม่น่ากลัว?

ดร.กิริฎามองว่าในสมการนี้ ไทยมีเกราะป้องกันและกลยุทธ์ในการ “กระจายความเสี่ยง”

แม้ต้นทุนทางภาษีอาจแพงกว่าคู่แข่ง 2.5% แต่สินค้าไทยมีความโดดเด่นเรื่องคุณภาพ ความเฉพาะตัว และแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ ตัวอย่างเช่น บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (Delta Electronics) ที่ส่งออกไปอเมริกาถึง 50% พบว่าสินค้ามีความเฉพาะเจาะจงสูง ลูกค้าอเมริกันมีความเชื่อใจและไม่ยอมเปลี่ยนซัพพลายเออร์ง่ายๆ

การย้ายฐานผลิตเพื่อหนีส่วนต่างภาษี 2.5% ต้องแลกมากับการเสียเวลาสร้างความสัมพันธ์และความไว้ใจใหม่ ซึ่งมักไม่คุ้มค่าสำหรับผู้ซื้อ

ถัดมาตอนนี้ไทยเองก็เร่ง “กระจายความเสี่ยง” สู่ตลาดใหม่ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก

ในอดีต ไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐสูงถึงเกือบ 20% ของการส่งออกทั้งหมด ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงหากถูกกีดกันทางการค้า ดังนั้นกลยุทธ์สำคัญคือการลดการพึ่งพาตลาดเดียว โดยพาณิชย์เองก็เร่งเจรจาขยายตลาดใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกา และละตินอเมริกา เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างทางเลือกสำรอง

สุดท้ายคือการใช้ประโยชน์จาก "ความเป็นกลาง" เพื่อดึงดูดการลงทุน ในยุคที่โลกแบ่งขั้วอย่างชัดเจน ประเทศไทยวางจุดยืนเป็น "กลาง" อย่างเหมาะสม ทำให้เราสามารถต้อนรับการลงทุนและการค้าขายกับทุกฝ่ายได้

จุดแข็งนี้ทำให้ไทยได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตซัพพลายเชนใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรไฟฟ้า หรือ PCB และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งกำลังหลั่งไหลเข้ามาตั้งฐานในไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...