โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Made in Thailandสู่โลก LG ดันโรงงานไทยใหญ่อันดับ 3 ปั้นฮับส่งออก กำลังการผลิตเกือบ6ล้านเครื่อง/ปี

Thairath Money

อัพเดต 30 ก.ย 2568 เวลา 11.23 น. • เผยแพร่ 30 ก.ย 2568 เวลา 10.16 น.
ภาพไฮไลต์

LG โชว์ศักยภาพโรงงานไทย ฮับส่งออกโลก

วราพงษ์ อูปแก้ว ผู้อำนวยการโรงงาน บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (ระยอง) เปิดเผยว่า ปัจจุบันโรงงานแอลจีฯ ในประเทศไทยมีกำลังการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยรวมอยู่ที่ 5.9 ล้านเครื่องต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ผลิตได้ 5.13 ล้านเครื่อง พร้อมคาดการณ์กำลังการผลิตรวมที่จะสูงถึง 6 ล้านเครื่องในปี 2569-2570

สรุปข้อมูลการผลิตผลิตภัณฑ์หลักในปี 2567

  • เครื่องซักผ้า (คิดเป็น 39% ของกำลังการผลิต)
    ผลิตภัณฑ์: เครื่องซักผ้าฝาบน เครื่องซักผ้าถังคู่ เครื่องอบผ้าฝาบน
    กำลังการผลิต: 2.28 ล้านเครื่อง
    สายการผลิต: 3 สายการผลิต ประกอบด้วย เครื่องซักผ้าฝาบน 2 สาย และ เครื่องอบผ้า 1 สาย
  • เครื่องปรับอากาศ (คิดเป็น 45% ของกำลังการผลิต)
    ผลิตภัณฑ์: เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วน เครื่องปรับอากาศแบบติดหน้าต่าง เครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์
    กำลังการผลิต: 2.7 ล้านเครื่อง
    สายการผลิต: 5 สายการผลิต ประกอบด้วย เครื่องปรับอากาศภายในบ้าน 4 สาย เครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ 1 สาย
  • คอมเพรสเซอร์ (คิดเป็น 16% ของกำลังการผลิต)
    ผลิตภัณฑ์: คอมเพรสเซอร์แบบโรตารี่ คอมเพรสเซอร์ดูอัลอินเวอร์เตอร์
    กำลังการผลิต: 9.2 แสนชิ้น
    สายการผลิต: 2 สายการผลิต

บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เริ่มเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2540 ที่อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง โดยเริ่มต้นจากการผลิตเครื่องซักผ้าถังคู่เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

จากนั้นในปี 2543 ได้นำเข้าเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่และเริ่มเปิดโรงงานอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2545 กระทั่งปี 2548 ที่ได้ย้ายสายการผลิตโทรทัศน์จากอ้อมน้อย จังหวัดอยุธยา มาลงทุนและผลิตที่ระยอง พร้อมทั้งขยายการลงทุนในผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ โดยปัจจุบันมีพนักงานรวมกว่า 1,850 คน

ปัจจุบันโรงงานนี้มีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 3 ของโลกรองจากเกาหลีใต้และจีน โดยตั้งอยู่บนพื้นที่รวม 535,756 ตารางเมตร (335 ไร่) โดยมีพื้นที่อาคารรวม 258,886 ตารางเมตร ประกอบด้วยอาคารการผลิตรวม 5 แห่ง ซึ่งรับผิดชอบการผลิตสินค้า 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ เครื่องซักผ้า เครื่องปรับอากาศ และคอมเพรสเซอร์ โดยกว่า 80% ของการผลิตมุ่งเน้นการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอเมริกา ตะวันออกกลาง แคนาดา แมกซิโก และ ออสเตรเลีย และส่วนที่เหลือ 20% จำหน่ายภายในประเทศไทย

โรงงานแห่งนี้ยังเป็นศูนย์กลางหลักด้านการออกแบบและพัฒนาเครื่องซักผ้าฝาบนของกลุ่ม โดยกว่า 90% ของเครื่องซักผ้าฝาบนที่ส่งออกทั่วโลกเป็นผลงานการออกแบบและพัฒนาของทีมประเทศไทย

วราพงษ์ เสริมว่า ประเทศไทยเป็น 1 ใน 18 ประเทศทั่วโลกที่แอลจีเข้ามาลงทุนทั้งด้านการตลาด การขายและฐานการผลิตสินค้า โดยนับตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบันแอลจีได้ลงทุนเพิ่มเติมในโรงงานแห่งนี้ไปแล้วกว่า 3,200 ล้านบาทเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในโรงงาน

โดยสัดส่วนการลงทุนหลักประจำปี 70–80% ของงบลงทุนทั้งหมดจะถูกใช้ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสายการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและความต้องการของตลาดทั้งไทยและต่างประเทศ

ทั้งนี้ขนาดของงบลงทุนด้านเทคโนโลยีโดยเฉพาะของโรงงานเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 800 ล้านบาทต่อปี โดยจะแบ่งการลงทุนออกเป็นสองส่วนหลัก คือ การผลิตและการพัฒนาแม่พิมพ์ (Mold) ของผลิตภัณฑ์ ซึ่งรวมถึงแม่พิมพ์สำหรับรุ่นใหม่ๆ และการทดแทนแม่พิมพ์เก่าที่หมดอายุประมาณ 500–600 ล้านบาท

นอกจากนี้ คือ ความสามารถในการผลิต ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม อีกประมาณ 200–300 ล้านบาท สำหรับปรับปรุงศักยภาพการผลิต เพิ่มความปลอดภัยให้พนักงาน และบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น การติดตั้งระบบตรวจสอบน้ำเสียแบบเรียลไทม์ก่อนปล่อยออกจากโรงงาน ระบบตรวจสอบคุณภาพอัตโนมัติ (Automated Quality Control) และการปรับปรุงอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย

นำร่องด้วย K-Tech และพัฒนาร่วมกับคนไทย

ภายในโรงงานแอลจีฯ มีการนำเอาเทคโนโลยี และนวัตกรรม K-Tech (Korean Technology) ที่เป็นความเชี่ยวชาญจากประเทศเกาหลีใต้มาใช้ในส่วนงานการผลิตที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อคนและในส่วนงานที่ต้องการใช้ความแม่นยำระดับสูง ยกตัวอย่าง

  • ระบบ Vision Camera System

โครงการใช้ระบบอัตโนมัติในการตรวจสอบด้วยกล้องและการตรวจสอบด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ โดยมีการติดตั้งในทุกสายการผลิต มากกว่า 20 กระบวนการผลิต เพื่อควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐานระดับโลก เช่น ตรวจสอบภาษาที่พิมพ์บนผลิตภัณฑ์ (อังกฤษ เกาหลี ไทย) สำหรับตลาดส่งออก

  • ระบบ Smart Control Tower

ระบบศูนย์กลางสำหรับรวบรวมข้อมูลสถานะการผลิต ติดตามประสิทธิภาพการผลิตและแก้ไขปัญหาแบบเรียลไทม์เพื่อให้การผลิตเป็นไปตามเป้าหมาย

  • ระบบ Robotic Automation (หุ่นยนต์อัตโนมัติ)

นำระบบหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการผลิตและการจัดเก็บ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการทำงานของพนักงาน โดยมีการนำระบบหุ่นยนต์ในสายการผลิตสำหรับย้ายชิ้นงาน และจัดเรียงผลิตภัณฑ์ และติดป้ายสัญลักษณ์ต่างๆ มากกว่า 40 หุ่นยนต์ ในทั้ง 4 อาคาร

  • ระบบ AGV Supply Part (รถสำหรับลำเลียงสินค้าอัตโนมัติ)

การนำระบบ AGV (Automated Guided Vehicle) นำส่งชิ้นส่วนเข้าสู่สายการผลิตโดยมีการสั่งงานผ่านระบบอัตโนมัติตามแผนการผลิตในแต่ละรอบการผลิต ผ่านสัญญาณ Wi-Fi สำหรับการเรียกชิ้นส่วนในแต่ละพื้นที่ตั้ง และรถ AGV จะนำส่งไปยังสายการผลิตโดยอัตโนมัติ

  • ระบบโซลาร์รูฟท็อป

โรงงานแอลจีฯ ประเทศไทย ถือเป็นโรงงานต้นแบบของแอลจีทั่วโลกในการติดตั้งโครงการโซลาร์รูฟท็อป โดยติดตั้งบนพื้นที่หลังคารวม 64,840 ตารางเมตร ซึ่งคิดเป็น 66% ของพื้นที่หลังคาทั้งหมด โดยมีกำลังการผลิตรวม 7.4 เมกะวัตต์ และสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 5,100 ตันต่อปี โครงการนี้ได้ดำเนินการเป็นเฟสตั้งแต่ปี 2564 และแล้วเสร็จในปี 2567

วราพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางแอลจีฯ เน้นกลยุทธ์ลดต้นทุนเทคโนโลยีแบบระยะยาวด้วยการพัฒนาศักยภาพการผลิตในไทย โดยหลังจากซื้อเครื่องจักรต้นแบบราคาสูงจากเกาหลีแล้วจะให้บริษัทไทยและวิศวกรในประเทศศึกษาต้นแบบ จากนั้นลงทุนกับคู่ค้าท้องถิ่นเพื่อผลิตเครื่องจักรที่คล้ายกัน โดยใช้ชิ้นส่วนประกอบในไทย ซึ่งช่วยลดต้นทุนมากเมื่อเทียบกับการนำเข้าเครื่องจักรจากเกาหลีอีกชุด

ปัจจุบันสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมีการลงทุนร่วมกับพันธมิตรในประเทศ โดยกว่า 70% ของเครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิตมาจากไทยเพื่อสร้างงานและพัฒนาท้องถิ่นและอีก 30% เป็นการนำเข้า โดยส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนสำคัญจากเกาหลี เช่น PCB และส่วนประกอบของเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะที่บางชิ้นส่วน เช่น มอเตอร์และคอมเพรสเซอร์นำเข้าจากจีนและยังมีการผลิตบางส่วนในจีน

นอกจากนี้การจัดการความไม่แน่นอนด้านการค้าระหว่างประเทศ แอลจีฯ เฝ้าระวังกฎระเบียบทางการค้าที่เปลี่ยนแปลง เช่น กฎหมาย Section 232 ของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมพร้อมใช้กลยุทธ์การจัดหาวัตถุดิบแบบหลายแหล่ง (Multi-sourcing) เช่น เหล็กกล้าไร้สนิมและเรซิน จากไทย เกาหลี จีน และเวียดนาม เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงหากประเทศใดถูกจำกัดการส่งออกหรือถูกเก็บภาษีสูง

รวมถึงการตั้งเป้าหมายระยะยาวที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบในประเทศเป็น 80-90% เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศ โดยเน้นไปที่การพัฒนาความร่วมมือกับซัพพลายเออร์ในประเทศไทย รวมถึงการเชิญชวนซัพพลายเออร์จากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งการมีซัพพลายเออร์ในประเทศจะช่วยให้โรงงานสร้างระบบการผลิตให้ยืดหยุ่นตามความต้องการได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงการลดพื้นที่จัดเก็บวัตถุดิบและลดความสูญเสียจากการเก็บสต็อกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วราพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ช่วงนี้กำลังซื้อของผู้บริโภคจะผันผวน แต่แอลจีฯ ยังคงสามารถผลิตและส่งสินค้าได้ตามแผน โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพและบริการเป็นหลัก ไม่แข่งขันด้านราคามากนัก เพื่อรักษาภาพลักษณ์แบรนด์และความเชื่อมั่นของลูกค้า ตามกลยุทธ์หลักที่ยึดคุณภาพสินค้าและบริการหลังการขายเป็นหัวใจสำคัญในการแข่งขัน นอกจากนี้แอลจีฯ ได้เตรียมพร้อมปรับแผนตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น มาตรการลดหย่อนภาษี เพื่อรองรับความต้องการของคนไทยในช่วงท้ายปีไปจนถึงต้นปี 2568

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Made in Thailandสู่โลก LG ดันโรงงานไทยใหญ่อันดับ 3 ปั้นฮับส่งออก กำลังการผลิตเกือบ6ล้านเครื่อง/ปี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...