“เงินออมครัวเรือนจีน” ทุบสถิติ 160 ล้านล้านหยวน เข้าตลาดหุ้น แทนฝากธนาคารดอกเบี้ยต่ำ
"เงินออมครัวเรือนจีน" ทุบสถิติ 160 ล้านล้านหยวน เข้าตลาดหุ้น แทนฝากธนาคารดอกเบี้ยต่ำ หนุนดัชนี CSI 300 พุ่งขึ้นกว่า 22% สะท้อนบทบาทนักลงทุนรายย่อยที่ขับเคลื่อนถึง 90% ของการซื้อขายรายวัน
วันที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 12.52 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ตลาดหุ้นจีนกำลังทะยานสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี ขณะที่ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐอ่อนแรงลงชั่วคราว โดยแรงหนุนหลักมาจากครัวเรือนจีนทั่วไปที่มีเงินออมสูงเป็นประวัติการณ์และความกลัวพลาดโอกาส (FOMO)
ดัชนีอ้างอิง CSI 300 ของจีนพุ่งขึ้นเกือบ 22% จากระดับต่ำสุดเมื่อวันที่ 7 เม.ย. หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศ “ภาษีตอบโต้” (reciprocal tariffs) เมื่อวันที่ 2 เม.ย. โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนีปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2565
ตามข้อมูล HSBC ครัวเรือนจีนมีเงินออมรวมกันมากกว่า 160 ล้านล้านหยวน หรือราว 22 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นกว่าหนึ่งในสามของมูลค่าตลาดหุ้นสหรัฐทั้งหมด
Herald van der Linde หัวหน้านักกลยุทธ์หุ้นเอเชียจาก HSBC ระบุว่า ครัวเรือนจีนที่ก่อนหน้านี้สะสมเงินสดก้อนใหญ่ท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว เริ่มนำเงินออมส่วนเกินออกมาลงทุนในตลาดหุ้น
HSBC ระบุว่านักลงทุนรายย่อยจีนเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดในประเทศ โดยคิดเป็น 90% ของการซื้อขายรายวัน ซึ่งแตกต่างจากตลาดใหญ่ ๆ อย่างสหรัฐที่นักลงทุนรายย่อยมีสัดส่วนเพียง 20-25% ของการซื้อขายทั้งหมด
สัญญาซื้อขายล่วงหน้า CSI 300 ที่สะท้อนการเปิดสถานะใหม่เพิ่มขึ้นแตะ 26,380 ในเดือน ก.ค. เทียบกับการลดลง 48,192 ในเดือน เม.ย.
Van der Linde กล่าวกับ CNBC ว่า “การนำเงินออมส่วนเกินของจีนเข้าสู่ตลาดหุ้นนี่เองคือแรงขับเคลื่อนหลัก และมีแนวโน้มจะดำเนินต่อไปอีกนาน …ความต้องการจากต่างชาติยังเงียบ แต่แรงขับเคลื่อนที่แท้จริงตอนนี้คือครัวเรือนจีน”
Goldman Sachs ระบุว่าเงินฝากประจำที่ครบกำลังทยอยเปลี่ยนไปสู่หุ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากปรับลดลง โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 1 ปีของธนาคารจีนร่วงลงต่ำกว่า 1% เป็นครั้งแรกเมื่อเดือน พ.ค.
บัญชีมาร์จินไฟแนนซ์เพื่อซื้อหุ้นด้วยเงินกู้เพิ่มขึ้นจากราว 1.8 ล้านล้านหยวนในเดือน พ.ค.-มิ.ย. 2025 เป็น 2.03 ล้านล้านหยวน ในเดือนส.ค. ขณะที่การออกกองทุนรวมใหม่ในจีนเพิ่มขึ้น 132% เมื่อเทียบรายปี ตามข้อมูลของ HSBC
ทำไมจีนออมเงินสูง?
จีนมีอัตราการออมสูงจากหลายปัจจัย ทั้งระบบสวัสดิการสังคมที่ยังไม่ครอบคลุม ทำให้ประชาชนออมเผื่อเหตุฉุกเฉิน, โครงสร้างประชากรสูงวัย, และค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย-การแพทย์ที่สูงและไม่แน่นอน ข้อมูลธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่าอัตราการออมขั้นต้นของจีนสูงกว่า 43% ของ GDP
เมื่อรวมกับการที่การถือครองหุ้นในครัวเรือนจีนยังอยู่ในระดับต่ำ โอกาสที่นักลงทุนรายย่อยจะเข้ามาหนุนตลาดต่อจึงยังคงมีอยู่ รายงานของ Global X ETFs (พ.ย. 2024) ชี้ว่าหุ้นคิดเป็นเพียง 5% ของสินทรัพย์ครัวเรือนจีน ขณะที่อสังหาฯ 60% และเงินฝาก 25% ซึ่งต่ำกว่าครัวเรือนในสหรัฐ 25% และยุโรป 12%
ความเชื่อมั่นจากการสงบศึกการค้า
การผ่อนคลายความตึงเครียดด้านนโยบายและสงครามการค้าเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่น นักลงทุน โดยจีน–สหรัฐตกลงพักรบภาษี 90 วันในเดือนพ.ค. และขยายออกไปอีก 90 วันเมื่อต้นเดือนนี้
Eugene Hsiao นักวิเคราะห์หุ้นจาก Macquarie ระบุว่า การลดความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ช่วยดึงเงินกลับเข้าตลาดหุ้นจีน เพราะทำให้ risk premium ลดลง แม้สินค้ากลยุทธ์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อาจยังเผชิญมาตรการภาษีหรือควบคุมการค้า แต่สหรัฐได้ขยายเวลาพักรบไปจนถึง พ.ย. ทำให้สถานการณ์ไม่รุนแรงอย่างที่ตลาดกังวล
Van der Linde จาก HSBC อธิบายว่า “ถ้าฉันรู้สึกว่าปีนี้ดีกว่าปีที่แล้ว ทั้งเศรษฐกิจและตลาดหุ้นก็โอเค ทำไมฉันจะไม่เอาเงินบางส่วนกลับมาลงทุนล่ะ?”
หมุนเงินจากพันธบัตร-เงินฝากสู่หุ้น
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นทำให้นักลงทุนหมุนเงินออกจากพันธบัตรรัฐบาลจีนที่ให้ผลตอบแทนต่ำ เข้าสู่หุ้นแทน อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของจีนปรับขึ้น 0.06๔ หลังข้อตกลงพักรบภาษีขยายเมื่อ 11 ส.ค.
Morgan Stanley ชี้ว่าการไหลออกจากพันธบัตรและเงินฝากคือแรงหนุนสำคัญของตลาดหุ้นในประเทศ พร้อมกับสภาพคล่องที่มากขึ้นและความหวังนโยบายผ่อนคลายเพิ่มเติม โดยประเมินว่า ดัชนี CSI 300 จะขึ้นแตะ 4,700 จุดในระยะสั้น หรือเพิ่มขึ้นอีก 6% จากปัจจุบัน
ปัจจัย FOMO และการเปรียบเทียบตลาด
แรง FOMO ยังมีบทบาทสำคัญ นักลงทุนแห่เข้าตลาดหุ้น A-share บนแผ่นดินใหญ่หลังเห็นตลาดหุ้นฮ่องกงพุ่งแรงกว่า ตั้งแต่ต้นปี ดัชนี Hang Seng บวก 28% ขณะที่ CSI 300 ขึ้นเพียง 12%
ความล่าช้าของตลาด A-share ทำให้นักลงทุนบางส่วนมองว่าอาจเป็นเป้าหมายต่อไปที่จะฟื้นตัวและถูก re-rating
Wenjie Ding นักกลยุทธ์การลงทุนจาก China Asset Management กล่าวว่า “ตลาด A-share มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้ เพราะที่ผ่านมาอ่อนกว่าหุ้นฮ่องกง”
ความเสี่ยงฟองสบู่
อย่างไรก็ดีความร้อนแรงของนักลงทุนรายย่อยจีนตัดกับความสนใจจากต่างชาติที่ยังซบเซา โดยกองทุน Hedge fund ใหญ่ของสหรัฐอย่าง Bridgewater Associates เพิ่งลดการถือหุ้นจีน ADR ในไตรมาส 2
ในระยะสั้น แรง FOMO อาจดึงสถาบันต่างชาติกลับเข้าจีน หากตลาดหุ้นจีนปรับตัวดีกว่าดัชนีโลก จนกองทุนที่ underweight จีนต้องเพิ่มสัดส่วน แต่โดยพื้นฐานแล้ว หุ้นจีนยังขับเคลื่อนโดยเม็ดเงินภายในประเทศมากกว่า
Chaoping Zhu นักกลยุทธ์ตลาดโลกจาก J.P. Morgan Asset Management ระบุว่า การปรับขึ้นรอบนี้มีแนวโน้มยืดไปถึงปี 2026 แม้อาจมีการปรับฐานระหว่างทาง โดยรัฐบาลจีนยังเดินหน้ามาตรการ “ต่อต้านการแข่งขันเกินเหตุ” (anti-involution) เพื่อหยุดสงครามราคาที่บั่นทอนกำไรในหลายอุตสาหกรรม เช่น เหล็กและพลังงานแสงอาทิตย์
แต่ Nomura เตือนถึงการกู้ยืมเกินตัวและความเสี่ยงฟองสบู่ที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากตลาดหุ้นยังคงทะยานแม้เศรษฐกิจจีนมีสัญญาณอ่อนแรงในครึ่งหลังของปี
อ้างอิง : www.cnbc.com